ยศชนัน นำ 62 ชาติเอเชีย-แปซิฟิกรับรอง ปฏิญญากรุงเทพฯ ผสานเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ประกาศกลางเวทียูเอ็น เปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ”
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 5

ในการประชุมครั้งนี้ ไทยได้โชว์ศักยภาพการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ ในฐานะเจ้าภาพร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) โดยเดินหน้าผลักดันจนที่ประชุมมีมติรับรอง “ปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก” อย่างเป็นทางการ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากฉันทามติของประเทศสมาชิก ESCAP ทั้ง 53 ประเทศ และสมาชิกสมทบอีก 9 แห่ง ซึ่งจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านอวกาศของภูมิภาคยาวไปจนถึงปี 2573

สาระสำคัญของปฏิญญาฉบับนี้ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายระดับโลก เมื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มีเพียงร้อยละ 15-17 เท่านั้นที่มีแนวโน้มจะบรรลุผลทันภายในปี 2573 กลุ่มประเทศสมาชิกจึงต้องเร่งประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน เพื่อขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภูมิสารสนเทศในการอุดช่องว่างดังกล่าว นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI, Big Data, Cloud, Quantum และการสื่อสารผ่านดาวเทียม เข้ามาประยุกต์ใช้กับกิจการอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี

พร้อมกันนี้จะเปิดกว้างให้ภาคเอกชน สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี รวมถึงสถาบันการศึกษาและงานวิจัย เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าสร้างกลไกการแบ่งปันข้อมูลโดยสมัครใจภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ รวมถึงกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงถึงกันได้
เป้าหมายหลักของการแบ่งปันข้อมูล คือการยกระดับการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
ปฏิญญากรุงเทพฯ ฉบับนี้ จะถูกใช้เป็นกรอบทิศทางหลักสำหรับ “แผนปฏิบัติการเอเชียและแปซิฟิกฯ ระยะที่ 3” (ค.ศ. 2026–2030) เพื่อสานต่อเป้าหมายไปจนถึงการประชุมสมัยที่ 6 ในปี 2573

ในระหว่างการกล่าวถ้อยแถลง นายยศชนัน ระบุว่า ปัจจุบันการทำงานร่วมกันระหว่างดาวเทียมออปติคัล ดาวเทียมเรดาร์ และเทคโนโลยี AI ทำให้เราสามารถติดตามวิกฤตอุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้แม่นยำกว่าที่เคยมีมา ทว่าโจทย์ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ คือการแปลงชุดข้อมูลเหล่านั้นไปสู่การตัดสินใจที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้จริงในเวลาวิกฤต
นายยศชนัน ได้นำเสนอยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแบบ “3P” ประกอบด้วย People การยกระดับระบบเตือนภัยให้สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้โดยตรง Prosperity การสร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางอวกาศ ผ่านการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สทอภ. (GISTDA) และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน
และ Partnership การเชื่อมต่อระบบข้อมูลของทั้งภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียว คุณค่าของดาวเทียมไม่ได้วัดเพียงจากสิ่งที่มองเห็น แต่วัดจากชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่มันสามารถช่วยปกป้องเอาไว้ได้ พร้อมย้ำจุดยืนสำคัญว่าเราต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและระบบที่เชื่อมโยงถึงกันได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เสริมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในสมัยที่ 3 เมื่อปี 2561 จนนำไปสู่แผนปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
“ขอให้เทคโนโลยีอวกาศช่วยปกป้องผู้คน พิทักษ์โลกของเรา สร้างความมั่งคั่ง ส่งเสริมสันติภาพ และกระชับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันตลอดไป” นายยศชนัน ระบุ



