ส่องมุมมองการเมือง ผนึกปลดล็อกการศึกษาไทย
หมายเหตุ – นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายพีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเวทีเสวนา ‘รวมพลังการเมือง ปลดล็อกการศึกษาไทย’ ในงาน “Matichon Forum 2026 Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคต การศึกษาไทย” ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทยไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ส่วนหนึ่งเพราะแต่ละคนมี Pain point ต่างกัน
ปัญหาเรื่องการศึกษาแต่ละคนมี Pain point ที่ต่างกันมาก ผู้บริหารกระทรวงมีแบบหนึ่ง ผู้บริหารโรงเรียนมีแบบหนึ่ง ครูผู้สอนมีแบบหนึ่ง ซึ่งในแต่ละแบบทุกคนมีทั้งสิ่งที่ถูกและสิ่งที่อาจจะยังไม่ถูกเหมือนกันทั้งคู่ ฉะนั้น เวลาดำเนินการ เราก็จะเห็นได้ว่านโยบายต่างๆ ของไทย มันจะเป็นนโยบายระยะสั้น มันไม่เป็นนโยบายที่ยั่งยืนและมีการเปลี่ยนบ่อย
เวลานักคิดและนักวิทยาศาสตร์ล้มเหลว เขาไม่ได้บอกว่าเขาล้มเหลว เขามองความล้มเหลวว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่สำเร็จ จึงเดินหน้าทดลองต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย แต่ของเราทำมาเรื่องหนึ่งผ่านมา 1 ปี เปลี่ยนใหม่อีก ไม่ใช่เรื่องเดิมด้วย และโฟกัสพอยต์ในแต่ละครั้งที่มาดู คือมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ผมคิดว่าสิ่งที่จะทำให้การศึกษาแก้ปัญหาการศึกษาได้คือนโยบายที่มันแข็งแรง ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าทุกคนก็พยายามทำ แต่ทุกคนพยายามทำของตัวเอง ทุกคนพยายามทำนโยบายที่จะเป็นลายเซ็นของตัวเอง จริงๆ มันควรจะเลือกอีกนโยบายที่มันเป็นประโยชน์อยู่แล้ว มาทำต่อมาต่อยอด อย่างเช่น พลัสเข้าไป อันนี้ล้อเล่น
มองว่าศักยภาพของเด็กไทย ไม่ได้ด้อยกว่าใคร รูปแบบการเรียนการสอนที่ผ่านมา ถามว่ามันถูกใจหรือไม่ มันไม่ถูกใจทั้งหมด แต่ถ้าทุกท่านที่ผ่านประสบการณ์ไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือเห็นเด็กที่ไปเรียนต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าเด็กไทยที่ไปเจอกับเด็กต่างประเทศเราโดดเด่นมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังขาดคือ การเปิดโอกาสให้รูปแบบการเรียนการสอนมีความหลากหลายและตอบโจทย์กับผู้เรียนมากขึ้น เราให้ความสำคัญกับเรื่องของผลลัพธ์ของการเรียนรู้น้อยเกินไป
ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ไม่ใช่วุฒิบัตร ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ไม่ใช่ปริญญา แต่คือการที่สามารถทำให้เขานำไปใช้ได้ ชีวิตเขาดีขึ้น เรื่องเหล่านี้ที่เราให้ความสำคัญน้อยไป
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ย้อนกลับไปในช่วงที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความต้องการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นกฎหมายฉบับใหญ่ที่ต้องใช้เวลานาน โดยร่างของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีเนื้อหาที่เป็นลายเซ็นเฉพาะของพรรคเป็นพิเศษ
ณ วันนั้นที่คุยกันคือสุดท้าย พ.ร.บ.นี้มันเข้าสภาทุกคนทุกพรรคมีส่วนร่วมหมด ฉะนั้นของเรา ท่านเพิ่มพูนนำเสนอร่างเพื่อที่จะให้เข้าสู่กระบวนการถกเถียงกัน
หลังจากนั้นได้รับฟีดแบ๊กจากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งมีการพูดคุยกันอยู่บ่อยครั้ง โดยเห็นว่าการจัดทำร่างกฎหมายครั้งนี้ไม่ควรยึดร่างปี 2560 เป็นตัวตั้ง แต่ควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเป็นหลัก เนื่องจากร่างเดิมไม่ได้แย่ทั้งหมด แต่ยังมีหลายส่วนที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะ และอย่างหนึ่งที่ได้บทเรียนจากการเป็นกรรมาธิการตอนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาปี 2560 ที่มันไม่ทัน คือเวลาที่เขียนกฎหมายและเราไปลงรายละเอียดเยอะ เวลาโลกเปลี่ยนหนึ่งครั้ง มันเปลี่ยนไม่ทันโลก
ฉะนั้นหลักของเราคือ โครงสร้างที่มันมีความเกี่ยวพัน กันในการดำเนินการได้ง่าย และเนื้อหาที่มันไม่แน่นจนเกินไป ต้องยืดหยุ่น ร่างของภูมิใจไทยของเราหลักๆ คือเท่านั้น และในวันนี้วันที่ผมได้เคยไปเสนอความเห็นที่กระทรวงศึกษาครั้งหนึ่ง ผมก็เสนอความเห็นแบบเดิม ประเภทหลักสูตรต้องเป็นแบบนี้ ผมคิดว่ามันควรจะต้องเปลี่ยนให้มันยืดหยุ่นมากขึ้น
การพูดถึงการศึกษาไม่ควรมองเฉพาะบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะการศึกษาต้องพิจารณาทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ปลายทาง หากพูดถึงเฉพาะโรงเรียน แต่ไม่พูดถึงมหาวิทยาลัย ผู้ปกครอง และสังคม ก็ลำบากที่จะขับเคลื่อน หากกระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวทางไว้ แต่การเข้ามหาวิทยาลัยยังใช้เกณฑ์อีกแบบ โรงเรียนก็อาจไม่สามารถทำตามได้ ดังนั้น การแก้ปัญหาการศึกษาจึงต้องพูดคุยและปรับเปลี่ยนร่วมกันทั้งระบบ
เราจะเห็นว่าระบบการศึกษาแบบที่คุณรัดเกล้า (นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) บอกว่าดี อย่างเกาหลี มีค่านิยมต่างๆ สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือไม่มีความพอดี เพราะทุกคนจะต้องคิดว่าลูกของฉันจะต้องดีกว่านี้ จะต้องไปไกลกว่านี้ เราจะให้เท่าเทียมกันทั้งหมด มันก็จะมีพ่อแม่ที่บอกว่า ลูกฉันต้องไปไกลกว่านี้ ที่มีอยู่ในโรงเรียนไม่เคยพอ ฉะนั้นเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันทั้งหมด
ในหลักการกระจายอำนาจด้านการศึกษา มองเป็น 2 ส่วน โดยในส่วนของโรงเรียนเห็นว่า ปัจจุบันโรงเรียนมีอิสระในการดำเนินงานพอสมควร ทั้งเรื่องทรงผม ชุดนักเรียน และการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน โดยมองว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าอำนาจในการตัดสินใจ คือเรื่องงบประมาณ
เรื่องงบประมาณก็ฝาก นายไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลองศึกษาดูว่ารูปแบบที่จะคำนวณสูตรในการที่จะอุดหนุนโรงเรียนที่ไม่ใช่ประเภทแบบหางยาวจะต้องทำอย่างไรถึงจะตอบโจทย์ของผู้เรียนในแต่ละรูปแบบ จริงๆ เป็นโปรเจ็กต์ที่ทำเอาไว้เมื่อ 4-5 เดือนก่อนว่าอยากจะลองทำแบบนี้ดู เพราะเนื่องจากเวลาไปขอสำนักงบเวลาอยู่ศึกษาสำนักงบบอกว่าให้ได้ทำสูตรมา ซึ่งอันนี้คือส่วนของโรงเรียน
เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ แต่ไม่คิดว่าท้องถิ่นทุกแห่งจำเป็นต้องจัดการศึกษา เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีศักยภาพและความสามารถแตกต่างกัน
ยกตัวอย่าง กทม. โรงเรียนของ กทม.มีเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่าโรงเรียนของ กทม.ทุกโรงเรียนคุณภาพเท่ากันหมด ฉะนั้นมันแล้วแต่ความพร้อม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าควรจะต้องทำคือท้องถิ่นควรจะต้องมีหน้าที่ที่สนับสนุนไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการบริการ แต่หมายถึงความเป็นอยู่สาธารณูปโภคของการศึกษา คุณจะได้รับการสนับสนุนด้วย เรื่องนี้เห็นด้วยว่าท้องถิ่นมีสูตรควรจะต้องมีส่วนในการช่วยสนับสนุนการศึกษา
พริษฐ์ วัชรสินธุ
ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน

ปีนี้เป็นปีที่ดีที่เราจะได้ทบทวนว่าโจทย์สำคัญของการศึกษาไทยยังเป็นโจทย์ต่างๆ อยู่หรือเปล่า เพราะเรามีผลการประเมิน PISA (ผลคะแนนและร้อยละของนักเรียนไทยในโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) ซึ่งไม่ได้วัดแค่เรื่องของทักษะของเด็กและเยาวชนอย่างเดียว แต่มีการวัดมิติต่างๆ อีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบนโยบาย
หลายคนน่าจะเห็นแล้วว่าคะแนนทักษะของเด็กไทยไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์มีการเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการวัดครั้งก่อนหน้านี้ แต่เชื่อว่าเราน่าจะเห็นตรงกันว่ายังมีภารกิจที่เหลืออีกพอสมควร ในมุมหนึ่งมีการเพิ่มขึ้นจากรอบที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการย้อนเพิ่มกลับไปเท่ากับเมื่อ 10-20 ปีก่อน ยังไม่นับว่าจะมีข้อถกเถียงเชิงวิชาการอีกว่า พอไปดูประเภทของนักเรียนที่ถูกวัดผลด้วย PISA รอบนี้จะเห็นว่าสถานะทางเศรษฐกิจซึ่งอาจเป็นตัวชี้วัด อยู่ในสถานะที่ครอบครัวรายได้สูงกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มนักเรียนที่ไปสอบ PISA เมื่อ 3 ปีก่อน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นข้อที่จะต้องพิจารณากันต่อ
เมื่อไปเจาะไส้ในของรายงาน PISA พบว่ามีความน่าสนใจ โดนสามารถตีออกมาเป็น 4 โจทย์ใหญ่สำคัญที่ตนคิดว่าเราน่าจะนำไปคิดต่อ ได้แก่ 1.ประสิทธิภาพ 2.ความเหลื่อมล้ำ 3.ความเห็นอกเห็นใจ 4.ความยืดหยุ่นของระบบในการรองรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
โจทย์ที่ 1 คือเรื่องของประสิทธิภาพ ความจริงมิติหนึ่งที่เด็กไทยได้คะแนนสูงกว่าประเทศอื่น คือ PISA จะดูว่ามีเด็กกี่คนที่บอกว่าเวลาเจอความท้าทายพร้อมจะออกแรง ลงแรงมากขึ้นปรากฏว่าเด็กไทยตอบตรงนี้สูงกว่าประเทศอื่น
ซึ่งสะท้อนว่าเด็กไทยขยัน แต่ปัจจุบันคำถามคือจำนวนชั่วโมงทั้งในโรงเรียนและนอกห้องเรียนมันออกไปเป็นทักษะที่สามารถแข่งระดับนานาชาติได้หรือเปล่า อันนี้คิดว่าเป็นโจทย์ของพวกเราฝ่ายการเมืองที่ต้องไปออกแบบนโยบายที่ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หลายคนพูดกันมายาวนานเรื่องการจะจัดทำหลักสูตรใหม่มาแทนที่ เข้าใจว่าตอนนี้เราก็อยู่ในสภาวะที่มีการใช้หลักสูตรอยู่ 3 หลักสูตร นี่ก็เป็นจุดสำคัญว่ารัฐบาลชุดนี้จะสะสางปัญหาตรงนี้อย่างไรเพื่อให้เรามีหลักสูตรที่มันถูกใช้ในระดับชาติและช่วยยกระดับทักษะ สมรรถนะได้จริง
โจทย์ที่ 2 คือ ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความจริงแล้วน่าตกใจมากว่ามิติที่เด็กไทยได้คะแนนน้อยกว่ามิติอื่น คือสัดส่วนเด็กที่ตอบว่าเชื่อในเรื่องของ Social Mobility (การขยับสถานะทางสังคม) หรือไม่ ว่าอนาคตของตนเองไม่ได้ถูกจำกัดโดยชาติกำเนิด ซึ่งสัดส่วนเด็กไทยที่ตอบว่าเชื่อต่ำมาก จึงสะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในประเทศเราปรากฏชัดตั้งแต่ในสถานศึกษา
ในมุมหนึ่งเด็กคนไหนมาจากครอบครัวที่ยากจนก็จะเจอปัญหาว่าการเรียนฟรี ฟรีไม่จริง ไปไล่ระดมบิลค่าเทอมของเด็กโรงเรียนรัฐหลักสูตรปกติ ก็เห็นว่าค่าเฉลี่ยจากที่เก็บมา 100 บิล ยังอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทต่อเทอม ยังไม่นับว่าแม้ว่าประกาศกระทรวงจะมีการกำหนดไว้ว่าอะไรบ้างที่ต้องอยู่ในสิทธิการเรียนฟรี อะไรที่โรงเรียนห้ามคิดเพิ่ม พอไปดูในรายการที่โรงเรียนคิดเพิ่ม บางอย่างเราก็ตั้งคำถามได้เหมือนกันว่ามันควรจะถูกรวมอยู่ในสิทธิการฟรีหรือสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยหรือเปล่า เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ำมันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าทำไมเด็กจำนวนมากถึงรู้สึกว่าสังคมไทยความเหลื่อมล้ำสูง เขาจะขยัน จะพยายามแค่ไหนก็ถูกจำกัดด้วยสถานะทางการเงินของครอบครัว
โจทย์ที่ 3 คือ ความเห็นอกเห็นใจผู้เรียน ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งที่ไทยได้คะแนนต่ำกว่าประเทศอื่น จากคำถามประมาณว่าเวลาไปโรงเรียน เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนหรือไม่ มีเพื่อนไหม รู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่ ปรากฏว่านี่เป็นด้านที่ประเทศไทยได้คะแนนไม่ดีนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมาว่าโจทย์ของเราคือจะทำอย่างไรให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ให้เด็กแต่ละคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ทำอย่างไรให้มันเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่มีกลไกในการช่วยเหลือปัญหาสุขภาพจิตของผู้เรียนในโรงเรียน ทำอย่างไรให้เรามีระบบการศึกษาให้รองรับความหลากหลาย สามารถออกแบบโจทย์เส้นทางการเรียนของตัวเองได้
ส่วนโจทย์สุดท้าย คือ ความยืดหยุ่นของระบบในการรองรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะพูดถึงหลักสูตรการรองรับทักษะการพัฒนา แต่อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี เพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้ามา เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงคำถามคือ ณ เวลานี้ระบบการศึกษาของไทย ผู้ออกแบบนโยบายมีข้อยุติร่วมกันหรือยัง ว่าใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างไร
หรือจะป้องกันความเสี่ยงอย่างไร เช่นเรามี AI (ปัญญาประดิษฐ์) เข้ามาแล้ว เห็นว่าสัดส่วนเด็กไทยใช้ AI สูงกว่าประเทศอื่นมาก คำถามคือเรามีแนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศหรือยังว่าจะเพิ่มประโยชน์ที่ได้จากจุดนี้อย่างไร โดยไม่ทำให้การใช้ AI ไปทดแทนการพัฒนาทักษะบางอย่างที่มันยังจำเป็นอยู่
อีกด้านหนึ่งที่ รายงาน PISA บอกว่าไทยเดินสวนทางกับกระแสโลก คือ สัดส่วนของโรงเรียนที่ไม่ให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในเวลาเรียน ซึ่งหากไปพิจารณาข้อมูลของ The Open Education Consortium (OEC) จะพบว่าสัดส่วนของโรงเรียนที่ห้ามนักเรียนใช้มือถือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ของไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาลดลง ซึ่งไม่ได้ฟันธงว่าใครผิดใครถูก แต่เราได้มาตกผลึกกันแล้วหรือยังว่าจะออกแบบเรื่องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการศึกษาอย่างไร เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาโดยไม่ทำลายศักยภาพทักษะของผู้เรียนในบางด้าน
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง มีการคุยเรื่องการศึกษามาโดยตลอด วันนี้ต้องขอขอบคุณทางฝ่ายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการคิดปฏิรูปการศึกษาไทย โดยมีการทำ พ.ร.บ.การศึกษาขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังเชื่อว่าประเทศไทยยังไปผิดทาง และเชื่อว่าเรากลัดกระดุมเม็ดแรกกันไม่ถูก เพราะสำหรับหลายๆ ประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องมีการศึกษาที่ดี มีระบอบของสังคมที่ดี ไม่มีข้อโต้แย้งว่าการศึกษาคือจุดเริ่มที่ถูกต้อง
เราต้องมองการศึกษามากไปกว่าแค่หลักสูตรการเรียนการสอน การทำให้เด็กออกมามีงานที่ดีทำ ก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ การศึกษามันคือการปักหมุดไว้ว่า จะเห็นคนในประเทศมีคุณภาพอะไร มีคุณสมบัติอะไร ซึ่งการถามในเชิงปรัชญาเช่นนี้ คิดว่าในประเทศไทยยังไม่ดีมากพอ
หากย้อนกลับไปที่คำถามว่าปัญหาของการศึกษาไทยคืออะไร มีเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัญหา เรียกว่า Causal Layered Analysis (CLA) ฟังดูสวยหรู จริงๆ ก็คือภาพที่เป็นรูปภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งประมาณ 10% ของน้ำแข็งโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ส่วนปัญหาจริงๆ ทั้งหมดจะถูกซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ ปัญหาที่ประเทศไทยพูดถึงเรื่องการศึกษามาโดยตลอด ส่วนใหญ่ไม่ควรไปจับเลเยอร์ที่ 1 หรือเลเยอร์ที่ 2
ถ้าตาม CLA จะแบ่งเป็น 4 ชั้นด้วยกัน ชั้นบนสุดก็คือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คะแนน PISA ที่ไม่ดี เหล่านี้เป็นสิ่งที่พูดถึงกันเยอะ แต่มันก็คือการแก้ที่ปลายเหตุ ลำดับที่ 2 ลงมาคือ Systemic Problem โครงสร้างที่ทำให้ปัญหามันเกิดขึ้น จะได้ยินในเรื่องของการกระจายอำนาจ การปรับปฏิรูปการทำงานของกระทรวงศึกษา แต่เมื่อไปที่เลเยอร์ที่ 3 เลเยอร์ที่ 4 ไม่มีการพูดถึง ซึ่งเลเยอร์ที่ 4 มันคือเลเยอร์ของความเชื่อ อะไรที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมและความเชื่อต่างๆ ใน
สังคมนั้นๆ นำไปสู่การแก้ปัญหาวนอยู่ที่เดิม แก้เท่าไหร่ก็แก้ไม่ได้ เหมือนว่ายน้ำอยู่ในอ่างน้ำ
ยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายพื้นฐานทางการศึกษา เป็นกฎหมายย่อยที่รองลงมาจากรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ข้างในกฎหมายจะเขียนว่า ต้องมีการปลูกฝังจิตสำนึก การเคารพประเพณีและวัฒนธรรม รวมถึงการรักชาติและท้องถิ่น คือญี่ปุ่นคิดมาแล้วว่าประเทศมีภัยพิบัติบ่อย ประเทศมีปัญหาบ่อย เพราะฉะนั้น ญี่ปุ่นจะทำอย่างไรให้คนของเขา เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จะเห็นคนญี่ปุ่นมีระเบียบและไม่เอาเปรียบกันและกัน
การศึกษามันเป็นมากกว่าแค่การสร้างเด็ก แต่มันคือการสร้างคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ การปักหมุดหมายให้ถูกต้อง ต้องเริ่มต้นจากเราคิดว่าจะเริ่มต้นลงเสาเข็มการศึกษาอย่างไร
สวีเดนเป็นประเทศที่เป็นแบบอย่างของรัฐสวัสดิการ ซึ่งไม่ได้เกิดความวุ่นวายอย่างที่เราเห็นในฝรั่งเศสทุกวันนี้ สิ่งนี้มาจากอะไร มาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ลากอม’ (Lagom) ที่สวีเดนเป็นแนวคิดที่ถูกฝังให้ประชาชนทุกคนเข้าใจคำว่า พอดี รู้จักไม่เอาเปรียบคนอื่น มีน้อยแปลว่ามากได้ คือสิ่งที่สวีเดนปลูกฝัง เพราะฉะนั้น สวีเดนเป็นรัฐสวัสดิการที่เก็บภาษี 50-60% ได้ โดยเอาภาษีไปกระจายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในสังคมได้โดยที่ไม่ได้เกิดปัญหา ไม่ได้เกิดการลุกฮือขึ้นมาในประเทศ เพราะปลูกฝังการสร้างคนด้วยคุณสมบัติดังกล่าว
ถามว่าประเทศไทยของเรามีการถกในเรื่องนี้บ้างหรือยัง เราเขียน พ.ร.บ.การศึกษาขึ้นมา เราคุยกันมาว่าเราจะออกแบบหลักสูตรการศึกษามาให้เด็กเรามีคุณค่า มีความคิด อ่านออกเขียนได้ แต่สุดท้าย ถ้าแก่นสารของคนไทยมันไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เราเจอคนที่พยายามแก้ปัญหา ทุกคนเจตนารมณ์ดีกันหมด แต่มันไม่เกิดการรวมกัน มันไม่มีเสาหลักที่ทำให้ทุกคนทำงานในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าปัญหาอะไรที่คิดว่าใหญ่ที่สุด ความเหลื่อมล้ำก็เป็นปัญหาสำคัญ แต่คิดว่าถ้าแก้ที่จุดนี้ก่อน ทุกอย่างมันจะสามารถแก้ปัญหาได้
กฎหมายแม่ก็คือรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นมันคือรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่า คุณสมบัติ คุณภาพ ของคนไทยที่ควรที่จะมีคืออะไร อย่างเช่นที่ญี่ปุ่นที่เขาใส่ใจเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของลาวก็ที่เขาฝังในเรื่องของการคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นนอกเหนือจากประโยชน์ของตัวเอง สิ่งเหล่านั้นมันอยู่ในรัฐธรรมนูญไม่ต้องยาวมากแต่ว่ารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร การศึกษา การจัดสรร โครงสร้างต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นกฎหมายย่อยไป
อาจจะเป็น พ.ร.บ.หรือว่าจะเป็นกฎกระทรวง อันนั้นดูตามความเหมาะสมของแต่ละชิ้นไป อันนี้เป็นโครงสร้างที่เราเห็นพร้อมกันว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อีกประเด็นหนึ่งที่ตนให้ความสำคัญคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่มีทางกระทรวงศึกษาธิการมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นและได้ไปนั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย
ยังคงมีภาพจำภาพหนึ่งที่ฝังใจมากคือในวันนั้นมีการรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน พวกเราได้รับคำเชิญจากหลายทาง การเมืองก็ได้ไปออกความคิดเห็นด้วยในงานนั้น ซึ่งมันมีการเชิญเยาวชนไปด้วย
วันนั้นก็รู้สึกว่า พ.ร.บ.การศึกษาไทยฟังผู้เรียนด้วย แต่วันนั้นน้องที่ได้รับเชิญ เขาก็ได้มีการเตรียมเนื้อหาไปตอนนั้นเจอเขาที่ร้านกาแฟก่อนที่จะขึ้นไป เขาเตรียมเนื้อหามาประมาณ 15-20 สไลด์ได้ คือเขาแพชชั่นมาก มีเรื่องที่อยากจะเล่า
เขาเล่าให้ฟังว่าทำเพจที่เป็นเกี่ยวกับเรื่องเยาวชน และก็มีน้องๆ ที่เป็นเยาวชนด้วยกันเข้าไปเอนเกจ (engage) มาก ซึ่งเนื้อหาสาระที่เขาได้รับการติดต่อเข้ามาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความเครียด ปัญหาทางสุขภาพจิต และปัญหาที่เด็กรู้สึกว่า โรงเรียนไม่ใช่ที่พึ่งถ้าเราพูดถึงอีโคซิสเต็ม (Ecosystem) ในมุมมองของผู้เรียนในอีโคซิสเต็มของชีวิตเขา โรงเรียนเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่เขารู้สึกว่ามันไม่มีความหมาย นั่นคือสิ่งที่น้องคนนั้นพยายามจะพูดแต่ทราบไหมว่าน้องเปิดไปและจบอยู่ที่สไลด์ที่ 2 เพราะว่ามีผู้ใหญ่คนหนึ่งของทางฝั่งราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปิดไมค์ของน้องเยาวชนคนนั้นแล้วบอกว่าวันนี้เรามาคุยเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษา สิ่งที่น้องกำลังพูดไม่ได้เกี่ยวกับกฎหมายตัวนี้
หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ทั้งกรณีการกราดยิง และกรณีเด็กฆ่าตัวตายจากความเครียดในโรงเรียน ดังนั้น สิ่งที่เราพูดคุยกันมาทั้งหมดอาจเป็นประเด็นที่ซ้ำกัน จึงต้องพิจารณาว่าจะจัดโครงสร้างกฎหมายให้อยู่ในลำดับชั้นที่เหมาะสมได้อย่างไร รวมถึงจะกระจายอำนาจกันอย่างไร ให้ สพฐ.มี Authority จริงๆ และจะจัดสรรงบประมาณอย่างไร
สิ่งที่อยากเห็นอยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาอันใหม่คือเป็นกฎหมายที่เห็นความคิดและความต้องการของผู้เรียนจริงๆ ทางพรรคประชาธิปัตย์จึงจัดเวทีเสวนาไปเมื่อวันก่อนและได้มีการเชิญนักวิชาการมาให้ความรู้ แต่ผู้ที่ถูกเรียนเชิญมาให้มารับฟังในวันนั้นคือเยาวชน และหลังจากที่เรามีเวทีเสวนาให้กรอบความรู้ความเข้าใจน้องๆ ไปในระดับนึง ในภาคบ่ายในวันนั้นเรามีการทำเวิร์กช็อป ฟังความคิดเห็นของเยาวชนมา และเนื้อหาที่เราถอดมาจากเวิร์กช็อป อันนั้นจะเป็นหนึ่งในสาระสำคัญที่จะอยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับของพรรคประชาธิปัตย์
มองว่าการกระจายอำนาจ มันคือการทำให้โรงเรียนมีความเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ ซึ่งประโยชน์ของมันที่จะเกิดขึ้น อย่างแรกคือการจัดสรรบุคลากร โรงเรียนจะสามารถเลือกบุคลากรในระดับบริหารของโรงเรียนได้ โดยไม่ต้องเป็นคนที่เป็นครูมาตลอดชีวิต แต่เรามีนักพัฒนาที่อยู่ในชุมชนที่เขามีใจจะอยากให้โรงเรียนในพื้นที่บ้านเกิดของเขาดีจริงๆ
คนเหล่านี้ต้องมีโอกาสได้เข้ามาเป็นผู้บริหารแล้วออกแบบนวัตกรรมต่างๆ ที่ทำให้โรงเรียนดีขึ้นได้
การกระจายอำนาจจะมีประโยชน์อีกอันหนึ่งคือในเรื่องของงบประมาณ เราคุยกันมาเยอะในเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่มันต้องไม่ใช่ ต่อหัวที่มันหยาบเกินไป แต่มันต้องดูว่าที่ไหนมีความจำเป็นอะไรที่มากกว่า และก็ต้องให้ตามความจำเป็น
ถ้าโรงเรียนมีความเป็นนิติบุคคลแล้วโรงเรียนสามารถหางบประมาณด้วยตัวเองได้สามารถร่วมมือกับผู้ประกอบการหรือภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ซึ่งนอกเหนือจากการหางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อมาเติมความต้องการของตัวเองแล้ว มันจะมีประโยชน์ในเรื่องการดูแลโภชนาการให้กับเด็กๆ ถ้าเราเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ได้ วัตถุดิบต่างๆ ที่เอามาทำเป็นอาหารให้เด็กกินมันก็สามารถมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง แต่เป็นของที่สดและมีประโยชน์ได้ เพราะเรื่องการศึกษาไม่ได้มีแค่เรื่องหลักสูตรการศึกษาแต่ยังมีเรื่องพัฒนาการของเยาวชนด้วย
เด็กไทยยังมีอยู่มากที่ได้รับโภชนาการต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ถ้าเราไม่ดูแลตรงนี้เด็กจะเอาสมองที่ไหนมาเรียน เราพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้ดีแค่ไหน แต่ถ้าเด็กยังขาดอาหารอยู่ ยังมีการพัฒนาสมองที่ไม่เต็มที่ สุดท้ายมันก็ไม่มีประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจ
อีกอันที่จะมีประโยชน์คือการช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวท็อปอัพ เช่น ค่าเดินทาง
เด็กหลายคนไม่สามารถเข้าไปถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพได้ เหตุที่ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กเกิดขึ้นเยอะในประเทศไทย เพราะสุดท้ายแล้วการจัดสรรทรัพยากรไปไม่ถึงเขา มันก็จะมีโรงเรียนที่มีเด็กแค่ 10-15 คน และก็จะมีที่เด็กไม่มีโรงเรียนเลย เพราะเด็กเดินทางจากดอยไปโรงเรียนไม่ได้ ถ้าเราให้โรงเรียนสามารถร่วมมือกับทางท้องถิ่น สามารถจัดสรรให้มีรถโรงเรียนประจำอำเภอได้ การเคลื่อนย้ายเด็กไปสู่โรงเรียนที่มีคุณภาพดีมันจะเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นโรงเรียนขนาดเล็กหลายคนก็คิดกันว่าจะแก้ปัญหายังไง เขาจะค่อยๆ หลดไซซ์ลงขนาดเล็กลง และก็หายไปแล้วก็ใช้พื้นที่ตรงนั้นเป็นการดูแลผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติได้เองหากการกระจายอำนาจยึดว่าเรากระจายไปเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น
พีรวิชญ์ ขันติศุข
ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ปัญหาที่เรามองอย่างแรกคือระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นระบบปฏิบัติการที่เก่าในยุคที่ใหม่ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะ Install Software, Install App อะไรใหม่ๆ ทำไม่ได้แล้ว เพราะมันผิดที่ผิดทางไปแล้ว จะยกตัวอย่างให้เห็นว่า เราพูดกันมาตลอดอย่างที่ท่านรัฐมนตรี ศธ.กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาทำมาตั้งแต่ปี 1999 ก่อนปี 2000
ดังนั้น วันนี้ไม่ต้องพูดถึง Install App เพราะระบบปฏิบัติการไม่มีแล้ว มันเป็นปัญหาว่าเมื่อก่อนเราอาจจะวิ่งเข้าสู่มาตรฐานเดี่ยว (Single Standard) ในทางการศึกษา รวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง จากนั้นส่วนกลางเป็นคนเคาะคนฟัน ยุคสมัยเปลี่ยนไป 25-26 ปี กลายเป็นยุคของ Personalize มากขึ้น ซึ่งมันไม่ได้แล้ว อะไรที่ขัดแย้งกับต้นแบบ อันเก่าก็จะมีปัญหา
เมื่อก่อนเราจัดสรรงบประมาณแบบรายหัว หมายถึงว่าโรงเรียนมีนักเรียนกี่คนแล้วคูณงบประมาณไปเลย คำนวณง่ายดี แต่ในยุคสมัยนี้พอเราเจอวิกฤตหนัก ที่ตนว่ากระแทกประเทศไทยแรงมาก คือ โครงสร้างประชากรที่มันลดลงอย่างยิ่งยวด โรงเรียนที่เล็ก ที่ได้งบรายหัวคูณจำนวนน้อยอยู่แล้ว แทบจะจัดการศึกษาไม่ได้ พอเจอโครงสร้างประชากรที่มันลดฮวบไปมันยิ่งไม่ได้เลย ส่วนนี้เป็นสิ่งที่เรานำมาพัฒนาเป็นสูตรจัดสรรงบประมาณที่ทำอยู่ และใน พ.ร.บ.มีเปิดช่องตรงนี้ไว้ด้วย เรื่องการจัดสรรงบประมาณต่างๆ เหมือนเป็นการอัพเดตระบบปฏิบัติการทั้งหมด แต่ส่วนไส้ในสามารถมาคุยกันได้
ถ้าเราไปดูพระราชบัญญัติการศึกษาในหลายๆ ประเทศ จะเป็นกรอบกว้างที่เปิดไว้แล้ว เรื่องดีเทลมาว่ากันว่ามีอะไรที่ต้องแก้ เพราะไม่งั้นเราจะต้องวนรื้ออยู่กับการแก้ พ.ร.บ.การศึกษาตลอด ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาแตะกันทุกยุคทุกสมัย คำว่าดีเทลผมหมายถึง พ.ร.บ.ระดับลูกลงมา หรือว่าจริงๆ อาจจะเป็นแค่กฎของกระทรวงก็ได้ ในบางเรื่องบางมิติ เพราะฉะนั้นมันจะทำให้การจัดการการศึกษาของเราสามารถปรับความคล่องตัวได้มากขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุด คือ มันต้องรื้อระบบปฏิบัติการก่อนถึงจะ Install App อื่นๆ ได้ ต้องรื้อระบบปฏิบัติการเพื่อที่จะทำให้มันเปิดช่องให้พูดถึงในอนาคตได้ว่าเราจะปรับปรุงระบบการศึกษาในจุดไหนบ้าง
ในแนวทางของหลักการ พ.ร.บ.ที่ทำเพื่อแก้ปัญหาใหม่ตรงนี้ไม่ได้หลุดออกจากกัน หลักการคล้ายกันมาก กลับมาเรื่องของการร่างกระทรวงที่มันเกิด ตนอยู่ในขณะที่ผลักดันตรงนี้ให้เกิดขึ้น ต้องเล่าอย่างนี้ว่า พ.ร.บ.การศึกษาเป็น พ.ร.บ. สำหรับตนรองลงมาจากรัฐธรรมนูญของประเทศ คือ พ.ร.บ.การศึกษา เพราะเป็น พ.ร.บ.ที่ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับร่างนี้แน่นอน เป็น พ.ร.บ.ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการจัดทำมากและมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก
ในส่วนเรื่องนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคือหัวใจของ พ.ร.บ.ที่อยู่ใน พ.ร.บ.โดยตรงตอนจัดเวที Workshop นับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม ว่าจะเอาแนวทางไหนดีในการเดิน พ.ร.บ.นี้ และขั้นตอนในการทำมีการพูดคุยรับฟังคนเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราตั้งอนุกรรมการยกร่างนี้ขึ้นมา เราลดกำแพงลงจริงๆ ว่าเราในฐานะที่มาจากพรรคการเมืองเราถอยตัวออกจากตรงนี้ดีกว่า
เราเอาผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ คนที่ทำงานเรื่องสื่อ เรื่องการศึกษา เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการยกร่างนี้ พอคณะกรรมการชุดนี้คุยกันเสร็จ ได้หลักการก่อนจะเขียนเป็นบทละเอียด เราเอาหลักการมารับฟังจากสาธารณะ มีคนให้ความเห็นทั้งหมดกว่า 5 หมื่นความเห็นที่เกิดขึ้น ถามนักการเมืองตลอดเพราะยังไงเราก็คือตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว และทำการรับฟังแบบออนไซต์ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย แน่นอนว่าการรับฟังทั้งหมด มีน้องเยาวชนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ทุกคน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งทั้งหมด และนำเสนอให้กับคณะกรรมการชุดนี้เพื่อนำไปปรับปรุงร่างรอบสุดท้าย ก่อนที่จะส่งเข้าตามกระบวนการ ครม.
น่าจะเป็น พ.ร.บ.แรกในประเทศไทยที่เรามีส่วนร่วมกับผู้พิการจำนวนมาก การอ่านออกเสียงให้กับผู้พิการทางสายตา และแปลเป็นภาษามือ แต่เป็นแค่แปลเป็นทางเดียว คราวนี้ของเราทำเป็นสองทาง คือ น้องที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน อยากจะคอมเมนต์ เรามีแพลตฟอร์มที่คอมเมนต์ได้
และทั้งหมดทั้งแพลตฟอร์มนี้มีคนเกี่ยวกับวงการคนพิการทางการศึกษาพิเศษต่างๆ คอมเมนต์มากกว่า 1,300 คน และมีน้องที่มีความบกพร่องทางการพิการร่วมคอมเมนต์ในนี้ด้วย และมีล่ามแปลออกมา กลายไปเป็น 1 ต้นทางในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ก่อนที่จะส่งเข้า ครม. ไม่ใช่ว่าเราตั้งคณะกรรมาธิการแล้วจะหยุด เราอยากจะตั้งอนุกรรมาธิการรับฟังอีกเพราะว่า พ.ร.บ.ร่างนี้ อย่างที่เราไทม์ไลน์แค่ 4 เดือนกว่า
เป็น พ.ร.บ.ที่เขย่งก้าวกระโดดจริงๆ ด้วยวัฏจักรทางการเมืองสั้นกว่าวัฏจักรทางการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เราเลยอยากจะทำให้วัฏจักรทางการศึกษาครั้งนี้มันทัวัฏจักรทางการเมือง ซึ่งเราคาดหวังอย่างยิ่งว่าจะทัน และทำให้ พ.ร.บ.อย่างน้อยได้มีกาถกเถียงกันในสภา และช่วยกันปรับ ช่วยกันตบซ้ายตบขวาให้มันดีที่สุดที่ออกมา เพราะเชื่อว่าหลักการทุกท่านเห็นตรงกัน ผมไม่เคยเห็นใครคิดร้ายกับระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ผมรับฟังมา เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ พ.ร.บ.การศึกษาเดินหน้าได้ อย่างน้อยเป็นความหวังสเต็ปแรกของการจะยกเครื่องการศึกษาไทย
ที่สำคัญที่สุดของฐานะคณะการทำงาน เรามองว่ากระทรวงศึกษาธิการควรจะลดบทบาทเป็นผู้กำกับดูแล ไม่ใช่ Service Provider แบบ 100% และส่วนที่ควรจะเป็นผู้จัดการการศึกษา ควรจะเป็นผู้เล่นอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่างๆ ควรจะเข้ามาอยู่ในพื้นที่ตรงนี้เหมือนกัน เพราะการจัดการทางการศึกษาถ้ากระทรวงยึดไว้มันจะไม่ต่างจากปี 2542

