หน้าแรก การเมือง ทวียกเคส โซลา...

ทวียกเคส โซลาร์รูฟท๊อป-กยศ. ผลักหนี้ให้ประชาชน ถามสุดท้ายใครได้ประโยชน์

29.10.26 | 16:03 น.

ทวียกเคส โซลาร์รูฟท๊อป-กยศ. ผลักหนี้ให้ประชาชน ถามสุดท้ายใครได้ประโยชน์
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การกู้เงิน Solar ภาคประชาชนและกู้เงิน กยศ. ทำให้นโยบายแก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จของรัฐบาลไม่เป็นความจริง”

รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยระบุในข้อ 1.1 ว่า จะ “ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง” พร้อมประกาศลดรายจ่ายด้านพลังงาน และกำหนดนโยบายข้อ 13 ว่า “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ”


อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลกำลังลดภาระหนี้ให้ประชาชน หรือยังคงใช้การกู้ยืมเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาที่รัฐมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือน 16.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 86.8 ของ GDP รัฐบาลจึงควรมุ่งลดหนี้เดิม เพิ่มรายได้ และป้องกันการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น

เรื่องแรก — Solar ภาคประชาชน: รัฐกู้ 50,000 ล้านบาท แต่ยังไม่แก้โครงสร้างค่าไฟฟ้าแพง

Advertisement

รัฐธรรมนูญมาตรา 56 กำหนดให้รัฐจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง และดูแลไม่ให้ค่าบริการเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 อนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน วงเงินกู้ 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนหนึ่งล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท

เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินส่วนตัวของรัฐบาล แต่เป็นภาระทางการคลังที่รัฐต้องชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจากทรัพยากรของประเทศ

หากระบบ Solar ขนาด 5 กิโลวัตต์มีราคาติดตั้ง 140,000 บาท ประชาชนจะต้องจ่ายเองหรือกู้เงินส่วนต่างอีก 90,000 บาทต่อครัวเรือน
ดังนั้น นโยบายเดียวอาจเกี่ยวข้องกับเงินกู้สองระดับ รวมวงเงินสูงถึง 140,000 ล้านบาท ได้แก่ เงินกู้ของรัฐ 50,000 ล้านบาท และสินเชื่อภาคครัวเรือนตามสมมติฐานอีก 90,000 ล้านบาท

หากหนึ่งล้านครัวเรือนกู้เต็มจำนวน ทั้งนี้ ยังไม่ใช่หนี้ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด เพราะบางครัวเรือนอาจใช้เงินออมของตนเอง

ผมสนับสนุนพลังงานสะอาด แต่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า หลังหักค่าผ่อนชำระ ดอกเบี้ย ค่าบำรุงรักษา และค่าเปลี่ยนอุปกรณ์แล้ว ประชาชนจะประหยัดค่าไฟฟ้าสุทธิได้เท่าใด

ก่อนส่งเสริมให้ประชาชนกู้เงินเพื่อติดตั้ง Solar รัฐบาลต้องเร่งตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าเดิม โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของเอกชนรายใหญ่ รวมถึงภาระสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนผ่าน Adder และ FiT

แนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองวางหลักว่า การบอกเลิกสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะต้องมีเหตุผลและความจำเป็น พร้อมคำนึงถึงการชดเชยคู่สัญญาที่ไม่ได้กระทำผิดอย่างเป็นธรรม หลักดังกล่าวจึงเป็นกรอบให้รัฐพิจารณาเจรจาปรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยเปรียบเทียบผลประหยัดกับต้นทุนและค่าชดเชย มิใช่ยกเลิกสัญญาโดยพลการ

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2566 แม้จะวินิจฉัยว่าการให้เอกชนร่วมผลิตไฟฟ้าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 56 แต่ได้ให้ข้อแนะนำแก่ กพช. และ กกพ. ให้กำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและกำลังผลิตสำรองให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง

พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 65 กำหนดให้ค่าบริการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ผลตอบแทนที่เหมาะสม และความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้พลังงานและผู้รับใบอนุญาต

รัฐบาล กระทรวงพลังงาน กพช. และ กกพ. จึงต้องเปิดเผยต้นทุนและภาระตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ดำเนินการตามข้อแนะนำของศาล และเจรจาลดต้นทุนส่วนที่เกินความจำเป็น โดยต้องรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและหลักนิติธรรมควบคู่กันไป

เรื่องที่สอง — กยศ.: สถานศึกษาได้รับเงิน แต่ผู้เรียนเป็นหนี้

รัฐธรรมนูญมาตรา 54 กำหนดหน้าที่ของรัฐด้านการศึกษา การสนับสนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และการลดความเหลื่อมล้ำ สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ 13 ซึ่งรับรองสิทธิในการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงอย่างเสมอภาค

ข้อมูล กยศ. ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า มีบัญชีที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3,840,914 บัญชี ยอดหนี้รวม 518,625 ล้านบาท และมีบัญชีผิดนัดชำระ 2,686,394 บัญชี

เฉพาะผู้กู้อายุ 35 ปีขึ้นไปที่ค้างชำระหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 1,126,005 คน คิดเป็นยอดหนี้กว่า 146,651 ล้านบาท

ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา มาตรา 43 เงินค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาจะจ่ายให้แก่สถานศึกษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่ผู้กู้ยังมีหน้าที่ต้องชำระคืนตามสัญญา

สถานศึกษาได้รับเงินค่าเล่าเรียน แต่หากผู้เรียนจบการศึกษาแล้วไม่มีงานทำหรือมีรายได้ไม่เพียงพอ ความเสี่ยงทางการเงินกลับตกอยู่กับผู้เรียนและครอบครัว
ทั้งที่พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา มาตรา 19(9) มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการช่วยเหลือให้ผู้กู้มีงานทำ และมาตรา 44 เปิดช่องให้มีมาตรการช่วยเหลือด้านหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

รัฐบาลจึงต้องเร่งช่วยเหลือลูกหนี้เดิม และพิจารณาปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายข้อ 13 ที่แถลงต่อรัฐสภาว่า “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ”

หนี้ กยศ. เป็นปัญหาสะสมจากหลายรัฐบาล แต่รัฐบาลปัจจุบันมีหน้าที่ต้องแก้ไข มิใช่ปล่อยให้ความยากจนกลายเป็นหนี้ของคนรุ่นต่อไป

ทั้งโครงการ Solar และ กยศ. สะท้อนคำถามเดียวกันว่า ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้รับความเสี่ยง และใครต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของนโยบาย

รัฐธรรมนูญมาตรา 54 และมาตรา 56 อยู่ในหมวด 5 ว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” แตกต่างจากหมวด 6 ว่าด้วย “แนวนโยบายแห่งรัฐ” รัฐจึงมีหน้าที่ดำเนินการตามขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด มิใช่เพียงเลือกดำเนินการตามความสมัครใจ
มาตรา 51 ยังรับรองสิทธิของประชาชนในการติดตามและเร่งรัดให้รัฐดำเนินการ รวมถึงฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เพื่อให้รัฐปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างแท้จริง

การแก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จต้องวัดจากหนี้ที่ลดลง รายได้ที่เพิ่มขึ้น และรายจ่ายสุทธิที่ลดลงจริง มิใช่วัดจากจำนวนเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติ

รัฐบาลต้องสร้างคน มิใช่สร้างหนี้จากการศึกษา

รัฐบาลต้องลดค่าไฟฟ้า มิใช่เปลี่ยนค่าไฟฟ้าแพงให้กลายเป็นหนี้ธนาคาร
การศึกษาและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นหน้าที่ของรัฐที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “รัฐต้อง” ดำเนินการ มิใช่เพียงสิ่งที่รัฐ “พึง” กระทำ และประชาชนมีสิทธิติดตามให้รัฐปฏิบัติหน้าที่นั้นอย่างแท้จริง

“ไฟฟ้า โซลาร์ภาคประชาชน และการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐและสิทธิของประชาชน แต่การสร้างเงื่อนไขส่งเสริมให้ประชาชนกู้เงินเพิ่ม สวนทางกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และความยากจนที่เรื้อรัง”