โฆษกรัฐบาล สวนฝ่ายค้าน ปมกล่าวหากินรวบกมธ. ชี้ ไม่ใช่เวทีตรวจสอบ แต่ฝ่ายค้าน-รบ. ทำงานร่วมกัน เหน็บ “ปชน.” งอแง เลื่อนซักฟอก รอเปิดรับเงินบริจาค ถาม “ได้เท่าไรแล้ว”
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาล ว่าระบอบสีน้ำเงินกินรวบ ห้ามตรวจสอบ ว่า เป็นการกล่าวหากันไป ทั้งนี้ การทำงานของรัฐสภา มีทั้งห้องประชุมใหญ่และ กมธ. ซึ่งการทำงานของ กมธ.โดยส่วนใหญ่แบ่งเป็นคณะ ตามประเด็น เป็นตัวแทนจากสัดส่วนพรรคการเมืองทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไร เพราะไม่มีการแบ่งฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการเล่นการเมืองเยอะไป มากกว่าทำเพื่อประโยชน์ให้ได้ข้อสรุปจริงๆ ดังนั้น ที่มีการให้ข้อมูลว่ามีการกินรวบ เป็นการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะการประชุมในแต่ละครั้ง แต่ละกรรมาธิการจะมีการตั้งประเด็นว่าในสัปดาห์หน้าจะพูดคุยเรื่องอะไร และจะเชิญใครบ้าง ซึ่งเป็นสิทธิ์ของประธาน กมธ.ที่จะเสนอได้
นายเอกภพกล่าวต่อว่า แต่ที่ผ่านมาเป็นข้อตกลงที่ทุกคนเห็นร่วมกัน แต่ปัญหาในปัจจุบัน คือ ประธาน กมธ.บางคณะใช้อำนาจเกินขอบเขต และแอบลงมติ ทั้งที่องค์ประชุมอยู่ไม่ครบ ทำให้การทำงานมีปัญหาและส่งผลให้บรรยากาศใน กมธ.ดูแย่ลง เช่น กรณีข้อบังคับมีการอนุญาตให้ กมธ.ถ่ายทอดสดการประชุมได้ ซึ่งหลายครั้งประชาชนก็ได้รับข้อมูลที่ดี แต่บาง กมธ.ก็เน้นเชิงดราม่าเยอะ จนทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ ซึ่งรัฐบาลในฐานะอำนาจบริหารก็ให้เวลาและความร่วมมือกับกรรมาธิการ และในสภา ห้องใหญ่มาโดยตลอด อาทิ การตอบกระทู้ แต่เราไม่ได้ทำแค่การทะเลาะในสภา หรือเน้นมีเรื่องไปรายวัน แต่ดูทั้งเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งขณะนี้กำลังมีราคาสูงขึ้น แต่จากการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาที่สูงขึ้นยังคงเป็นกำไรต่อเกษตรกรอยู่ ทำให้รัฐบาลไม่ต้องใช้เงิน งบประมาณเป็นแสนล้านบาทในการประกันราคา หรืออย่างข้าวก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท แบบที่ผ่านมา ดังนั้น เราไม่ได้วนเวียนแค่การสร้างวาทกรรม
เมื่อถามถึงกรณีที่นายปิยรัฐ จงเทพ รองเลขาธิการพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กมธ.มีมติ 7:0 เสียง ให้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงในห้องประชุมใหญ่ มองว่าเหมาะสมหรือไม่ นายเอกภพกล่าวว่า ตนเองเพิ่งทราบจากข่าว แต่การจะมีมติในกรรมาธิการนั้น จะต้องมีคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง หรือเสียง 1 ใน 3 ตนจึงไม่แน่ใจว่าประธานกรรมาธิการออกมาให้ข้อมูลเนื่องจากคิดเลขผิดหรือไม่ ก่อนระบุว่า นายปิยรัฐคงมัวแต่ไปประท้วงอยู่ที่อื่นแล้วลืมคิดเลขหรือไม่ ส่วนอีกตัวเลขหนึ่งที่ต้องคิด คือ กรณีที่พรรคประชาชนเปิดรับบริจาคว่ารับเงินไปเท่าไร เพราะอุตส่าห์เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเดือนกว่า แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าได้รับเงินบริจาคไปเท่าไร
เมื่อถามว่า หมายความว่าอย่างไรในเรื่องการรับเงินบริจาค นายเอกภพระบุว่า ตนคิดว่า เขาอาจจะมีแผนไว้ก่อน ที่ตอนแรกบอกจะอภิปราย 27-30 พฤศจิกายน แล้วให้เวลาเพิ่มเป็น 26-30 พฤศจิกายน ก็ไม่เอา บอกจะเอา 5 วัน งอแงกันไปมา สุดท้ายก็มาตกลงกันง่าย ว่าต้นเดือนธันวาคมก็ได้ และก็มีโฆษณารับบริจาคออกมาทันที ซึ่งถ่ายทำอย่างรวดเร็ว จึงจะดูเข้าล็อกไปนิดหนึ่ง
เมื่อถามว่า ศึกซักฟอกเป็นเป้าหมายหลอก แต่การรับบริจาคเป็นเป้าหมายที่แท้จริงใช่หรือไม่ นายเอกภพกล่าวว่า รับบริจาคอะไรไปก็ต้องบอกพี่น้องประชาชนด้วยว่าใช้อะไรไปบ้าง เพราะเงินบริจาคที่ประชาชนให้กับพรรคต้องเปิดบัญชีทุกพรรคการเมือง ไม่ใช่เฉพาะพรรค สีอะไรก็ตาม ฉะนั้น ขอให้เปิดมาเลย ว่าเงินรับบริจาคได้มาจากอะไร เพื่อให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงเงินสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ด้วย ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตรวจสอบมูลนิธิทุกมูลนิธิที่อาจจะมีปัญหาในการผิดวัตถุประสงค์ หรือเรี่ยไรเงินประชาชน พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ตนต้องการคือให้ทุกพรรคการเมืองเปิดข้อมูลออกมาว่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการพยายามใช้เสียงข้างมาก กินรวบตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ว่า ที่ผ่านมาก็มีการตกลงกัน แบ่งสัดส่วน ตามจำนวนของ ส.ส. เป็นข้อตกลงและมารยาททางการเมืองที่ทำกัน ซึ่งพรรคการเมืองไหนที่เป็นเสียงข้างมากก็จะได้รับสิทธิในการโหวตอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเราให้เกียรติกันว่าเป็นโควต้าของพรรคใดบ้าง ทั้งนี้สมัยที่ตนเป็น ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ก็เคยเห็นว่ามีการพยายามแย่งชิงประธานกรรมาธิการ หรือแม้กระทั่งในสภาชุดนี้ตอนที่มีการตั้ง กมธ. ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ทั้งที่ตกลงกันแล้ว อยู่ดีๆ ก็มี ส.ส.ของพรรคก็ที่ออกโวยวายตอนนี้ มาเสนอตัวเป็นคู่แข่ง เวลาที่ตัวเองได้ประโยชน์หรือทำผิดมารยาทไม่ค่อยพูด แต่เวลาโจมตีคนอื่นพูดจัง ย้ำว่าการทำงานของ กมธ.ไม่ได้แบ่งฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่ทำงานร่วมกันเชิงประเด็น ดังนั้น กมธ.ไม่ใช่เวทีตรวจสอบรัฐบาล ถ้าใช้หลักเกณฑ์นั้นจริง ฝ่ายค้านต้องเป็นประธาน กมธ.ทุกชุด แต่เราดำเนินการคู่ขนานกับรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาเราทำกันแบบนี้มาโดยตลอด



