‘เผือกร้อน’ TH-AI Passport ความคุ้มค่าของงบ1.6พันล้าน

14.06.26 | 12:30 น.

‘เผือกร้อน’ TH-AI Passport ความคุ้มค่าของงบ1.6พันล้าน

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ ต่อโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การนำของ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกระแสสังคมและการเมือง ถึงความเคลือบแคลงในรายละเอียดของโครงการและการใช้งบประมาณที่สูงที่เอื้อต่อกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงพรรคภูมิใจไทย

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

โครงการ TH-AI Passport ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อเราได้จัดทำโครงการนี้ ประเทศไทยหรือสังคมไทยจะได้อะไรที่ต่อเนื่องมากกว่าเพียงแค่การซื้อเอไอให้คนไทยใช้ คราวนี้แม้ว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ว่าท้ายสุดมันเป็นการรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่จะตัดสินใจ หรือตัดสินใจไปแล้วจึงมารับฟังความคิดเห็น ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นอย่างหลังมากกว่า คือเป็นการรับฟังความคิดเห็นหลังจากที่ได้ตัดสินใจไปแล้วเพราะฉะนั้นมันก็ไม่ได้มีผลที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรมากในสาระสำคัญ อาจจะมีการเปลี่ยนในเรื่องรายละเอียด

Advertisement

ดังนั้นการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว มันจึงไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมายกับการที่จะทำให้โครงการนี้เกิดการเปิดเผยโปร่งใส หรือว่าทำให้สังคมนั้นได้เห็นว่าเราได้อะไรที่เป็นความยั่งยืนจริงๆ ในระยะยาว เพราะวันนี้ปัญหาของประเทศไทยที่สำคัญในเรื่องนี้ คือปัญหาเรื่องการที่ขาดอธิปไตยดิจิทัล หรือว่าอธิปไตยไซเบอร์

เพราะว่าแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มเรียกรถ แพลตฟอร์มสั่งอาหาร ช้อปปิ้งออนไลน์ หรืออะไรต่างๆ ไม่มีอะไรเป็นของประเทศไทยเลย แล้วยิ่งเอาเอไอมาในระดับของการที่มาให้คนไทยใช้แค่นั้น ผมว่ายิ่งทำให้ปัญหาอธิปไตยไซเบอร์อาจจะยิ่งหนักขึ้น

จริงอยู่ที่โครงการนี้อาจจะมุ่งไปที่การแก้ปัญหาที่เราเรียกว่าช่องว่าง หรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เพราะว่าคนอาจจะเข้าไม่ถึง ด้วยเรื่องของค่าใช้จ่าย ในเรื่องของการใช้เอไอเหล่านี้ บางคนอาจจะมีกำลังซื้อได้ บางคนอาจจะไม่มีกำลังซื้อ แต่โครงการนี้คือซื้อให้ทุกคนได้ใช้ แต่มันไม่ได้แก้ปัญหาที่สำคัญ ในเรื่องอธิปไตยดิจิทัลเลย

ครั้งนี้อย่าลืมด้วยอย่างหนึ่งว่าในส่วนของแพลตฟอร์มเอไอเหล่านี้ เขาก็มีกลวิธี กลยุทธ์ทางการตลาดที่ไม่ธรรมดา อย่างเช่น เดิมตัวที่ไม่เสียเงิน ก็ใช้ฟังก์ชั่นได้บางส่วน แต่พอเสียเงินก็ขยับมาใช้ฟังก์ชั่นที่เพิ่มเติมได้มากขึ้น แต่ว่าวันหนึ่งแม้ว่าประเทศไทยเรา เขาจะซื้อเอไอ แบบที่เป็นตัวโปร คือมีฟังก์ชั่นที่มากขึ้น พอถึงเวลาด้วยการตลาด เขาก็จะมีการค่อยๆ ตัดทอนฟังก์ชั่นเหล่านี้ออก แล้วก็ให้เราขยับแพคเกจที่ไปซื้อในราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การใช้สิ่งเหล่านี้มันทำให้เกิดการเสพติดในการใช้เอไอ คราวนี้บางคนพอใช้ไปจ่ายเงินเพิ่ม ก็ยินดี หรือว่าท้ายสุดก็อาจจะต้องมีการขยับโครงการนี้ให้ไปซื้อตัวที่จัดโปรก็เป็นอัลตราเป็นอะไรขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งนั่นจะทำให้กลายเป็นทาสทางการตลาดของบรรดาบริษัทเอไอเหล่านี้ในท้ายที่สุด เพราะฉะนั้นอันนี้มันลักษณะของความที่ไม่ยั่งยืนจริงๆ ของโครงการนี้

ในกรณีการเชื่อมโยงกับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่อาจส่งผลต่อทั้งตัวบุคคลและภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยผมคิดว่าคงต้องดูว่าจะส่งผลกระทบกับฐานเสียงกลุ่มไหน กลุ่มที่ใช้เอไอส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ได้บอกว่าคนรุ่นเก่าเขาไม่ใช้ คนรุ่นเก่าที่หัวทันสมัยก็ใช้ แต่ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในเมืองต่างๆ ไม่ใช่ฐานของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาอาจจะไม่ได้สนใจถึงผลกระทบเหล่านี้ เพราะว่าฐานเสียงสำคัญของภูมิใจไทย คือเรื่องของตระกูลการเมือง และเครือข่ายการเมืองที่เราเรียกว่าบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายตระกูลการเมืองในระดับท้องถิ่นต่างๆ

ดังนั้น นี่คือฐานที่สำคัญของเขา เพราะฉะนั้นโครงการเอไอเหล่านี้ แทบจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาคนรุ่นใหม่ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ฐานของภูมิใจไทย แต่ส่วนใหญ่เป็นฐานของพรรคประชาชนมากกว่า ดังนั้นจะเห็นพรรคประชาชนก็พยายามเข้ามาตรวจสอบโครงการนี้

ด้วยเหตุนี้ ภูมิใจไทยเอง เชื่อว่าคงไม่ได้กังวลอะไรกับภาพลักษณ์ตรงนี้ แม้ว่าจะมีการไปเชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ของคุณไชยชนก รู้จักคนนั้นคนนี้ มีภาพถ่าย มีอะไรต่างๆ ก็คงไม่ได้ส่งผลอะไรมากมายนัก อาจจะมีคำกล่าวที่บอกว่ารู้เอไอไม่สู้รู้จักกัน แม้ว่าอย่างไรก็ดีในสังคมไทย มันสะท้อนให้เราเห็นแล้วว่าเรื่องของความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ เรื่องของความรู้จักมักคุ้นมันก็จะกลายเป็นปัจจัยใหญ่หรือปัจจัยสำคัญแบบนี้

ส่วนสิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือเรื่องความคุ้มค่า ในเรื่องของการที่จะดำเนินการโครงการนี้ ว่าท้ายสุดแล้วเงินที่ลงไป พันกว่าล้าน กับสิ่งที่จะได้กลับมาในสังคมไทยมันคืออะไรบ้าง ในอดีตเราคงเคยเห็นโครงการคล้ายๆ กัน เช่น แท็บเล็ตอะไรต่างๆ บ้างที่แจกให้กับเด็กนักเรียน

ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างแท้จริงในประเทศไทย เพราะว่าเราไปเน้นเรื่องของตัวที่มันเป็นองค์ประกอบแค่นั้น เช่น Hardware Software แต่ว่า Peopleware คือ ตัวบุคลากร เราไม่เคยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในเรื่องของการรู้จักการใช้ หรือว่าการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ อันนี้ คือสิ่งที่เป็นเพียงความฉาบฉวยของโครงการนี้เท่านั้น ในการที่จะซื้อเอไอไว้ให้คนไทยใช้ แต่ใช้อย่างไร ใช้แล้วเป็นประโยชน์ไหม ใช้แล้วได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน อันนี้คือสิ่งที่ไม่เห็นจากโครงการนี้

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ในทางการเมือง ฉากหน้าที่ผู้คนกำลังโต้เถียงกันอยู่ อาจไม่ใช่เรื่องที่กำลังต่อสู้กันจริง ดั่งกรณีโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสังคม ฝ่ายค้าน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และสื่อมวลชนจำนวนมากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

โดยโครงการ TH-AI Passport เป็นเพียงประตูเดินเข้าพื้นที่ปะทะ และเดินเข้าการอัดไปที่ทุนทางการเมืองของผู้สืบทอดอำนาจ การวิพากษ์วิจารณ์จึงไม่ได้เพียงแค่พุ่งเข้าหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือรายละเอียดเชิงเทคนิค หรือความเหมาะสมเพียงอย่างเดียว แต่ค่อยๆ ขยายวงไปสู่คำถามเกี่ยวกับบุคคล ภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือทางการเมือง จนชื่อของนายไชยชนก ชิดชอบ ถูกดึงเข้ามาอยู่ในสมการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่อาจเป็นพื้นที่ตัดทอนความชอบธรรมของนายไชยชนกตั้งแต่ก่อนจะเติบโตเป็นศูนย์กลางอำนาจพรรค

เท่ากับว่าสิ่งที่กำลังถูกตรวจสอบในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงโครงการหนึ่งของรัฐ แต่เป็นความน่าเชื่อถือของผู้มีอำนาจ ตลอดจนอนาคตทางการเมืองของบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของการผลัดใบและเปลี่ยนผ่านอำนาจภายในพรรคภูมิใจไทย

ภาพการแถลงข่าวที่มีความพยายามให้ปลัดกระทรวง หรือเทคโนแครตพยายามแอ่นอกขึ้นรับหน้าแทนนายไชยชนก อาจทำได้บ้างต่อตัวโครงการ หากแต่เมื่อเป้าคือนายไชยชนก ชิดชอบ ที่ไม่ได้หมายความเพียงแค่นักการเมืองคนหนึ่ง หากแต่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ในพรรคภูมิใจไทย เป็นเลขาธิการพรรค และเป็นผู้สืบทอดทุนทางการเมืองของเครือข่ายบุรีรัมย์ในระยะยาว ดังนั้น การตั้งคำถามต่อโครงการ จึงมีนัยทางการเมืองมากกว่าการตรวจสอบงบประมาณ เพราะเป็นการทดสอบระยะยาวต่อความน่าเชื่อถือของผู้นำรุ่นถัดไปของพรรคที่จะถูกผลิตซ้ำและค่อยๆ เซาะกร่อนฝังไว้ในดิจิทัลฟุตพรินต์

ในอดีตการเมืองไทยอาจให้ความสำคัญกับผลงาน บารมี หรือเครือข่ายทางการเมือง แต่ในยุคดิจิทัลความชอบธรรมกลับถูกวัดด้วยมาตรที่ชุดความคิดที่ต่างออกไป นั่นคือ ความโปร่งใส ความตรวจสอบได้ และความสามารถในการอธิบายเหตุผลเชิงนโยบายต่อสาธารณะ ดังนั้นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามอยู่ในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการตรวจสอบงบประมาณ แต่กำลังตรวจสอบความชอบธรรมของอำนาจผ่านโครงการงบประมาณขนาดใหญ่

ความเสียหายทางการเมืองจากโครงการนี้จึงไม่จำเป็นต้องรอให้มีข้อสรุปทางกฎหมาย แต่ความเสียหายทางการเมืองได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นแล้วก่อนความรับผิดทางกฎหมาย กล่าวคือ แม้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิด แต่หากสังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ก็เกิดขึ้นในยุคที่การเมืองตัดสินกันด้วยความรับรู้ของสังคม ซึ่งอาจเป็นคนละเรื่องกับข้อเท็จจริงหรือความจริงในกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงอาจไม่ใช่ความพยายามโจมตีโครงการเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการขุดค้นคำถามทางการเมืองที่ใหญ่กว่าว่าพรรคภูมิใจไทยว่าเป็นตัวแทนของการเมืองแบบใหม่จริงหรือไม่ หรือนักการเมืองรุ่นใหม่ในพรรคสามารถหลุดพ้นจากชุดความคิดทางการเมืองแบบเดิม หรือหลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์แบบเดิมได้จริงหรือไม่ หรือนโยบายดิจิทัลแห่งอนาคตกำลังถูกขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงหรือไม่ หรือว่าโครงการนี้เกิดขึ้นเพียงเพื่อประโยชน์ของเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มเท่านั้น?

อย่างไรก็ตาม การประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะเอาอยู่หรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยโดยเฉพาะความสามารถในการสร้างคำอธิบายที่ทำให้สังคมเชื่อถือได้ เพราะต้องยอมรับว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังฝ่ามรสุมวิกฤตหลายทางที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นตกต่ำอย่างสุดขีด ทั้งเรื่องฮั้ว ส.ว. หรือคดีศักดิ์สยาม คดีที่ดินเขากระโดง หรือไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ทั้งคดีเลือกตั้ง และเรื่องอื่นๆ แน่นอนว่าสิ่งที่พรรคต้องตระหนักคือความถูกต้องทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวที่มีโครงข่ายสีน้ำเงินปกป้องอาจไม่เพียงพอ หากแต่ต้องสร้างความชอบธรรมทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย เพราะตัวชี้วัดคือศรัทธาจากประชาชนเพราะนี่คือสิ่งที่
เครือข่ายสีน้ำเงินไม่อาจโดดออกมาปกป้องใด้

และดูเสมือนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังใช้พลังจำนวนมากเพื่อปกป้องความชอบธรรมของตนเองที่ชักพาความเสื่อมถอย นี่จึงสะท้อนกลับภาพอีกมุมว่าอำนาจดังกล่าวกำลังเผชิญภาวะเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอำนาจที่มั่นคงจริงของพรรค ไม่ได้ตั้งอยู่บนการชี้แจงเพียงครั้งคราว แต่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจที่สังคมยินยอมมอบให้โดยสมัครใจ

ท้ายที่สุดแล้ว ในทางการเมืองแทบไม่เคยต่อสู้กันเพราะอดีต หากแต่ต่อสู้กันด้วยอนาคต และยิ่งบุคคลใดถูกมองว่ามีโอกาสครองอำนาจในวันข้างหน้า บุคคลนั้นก็ยิ่งอยู่ในสปอตไลต์ กลายเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบ การตั้งคำถามและการช่วงชิงความชอบธรรมย่อมมากกว่าคนอื่นเสมอ ดังนั้น สิ่งที่อยู่เบื้องหลังข้อพิพาทเรื่อง TH-AI Passport หรือโครงการอื่นในอนาคตอาจไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่ออธิบายอดีตของโครงการ หากแต่เป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดว่าใครจะได้รับอนุญาตให้เติบโตขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจในวันข้างหน้า และใครจะถูกตัดทอนความชอบธรรมตั้งแต่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ดังนั้น ผู้ที่ถูกมองว่าเป็นอนาคตทางการเมือง ย่อมไม่มีสิทธิทำตัวเสมือนเป็นเพียงนักการเมืองธรรมดา และยิ่งไม่อาจเดินตามตำราการเมืองเล่มเก่าที่ใช้ได้ผลในอดีต เพราะในยุคที่ประชาชนตรวจสอบอำนาจแบบเรียลไทม์ ความชอบธรรมไม่ได้ถูกส่งต่อผ่านสายเลือด เครือข่าย หรืออำนาจ หากแต่ต้องสร้างขึ้นใหม่ทุกวันด้วยตนเอง

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

กรณีโครงการ TH-AI Passport ใช้งบกว่า 1,600 ล้านบาท เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หากถามในเรื่องหลักการของ AI เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญสำหรับการใช้ประโยชน์และพัฒนาประเทศระยะยาว เพราะสร้างการเรียนรู้ให้กับประชาชน แต่กระบวนการวิธีการยังมีปัญหาค่อนข้างมาก โดยขาดการศึกษาอย่างรอบด้าน ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การที่กระทรวงดีอีเปิดประชาพิจารณ์ ยังเห็นจุดอ่อนค่อนข้างเยอะ ทำให้เห็นว่าโครงการนี้ขาดการศึกษาอย่างรอบด้านและการมีส่วนร่วมของสังคม

เมื่อมาถึงจุดนี้ กระบวนการจะต้องไปต่อ จึงอยากให้รัฐมนตรีดีอีทบทวนว่า โครงการนี้จะใช้ประโยชน์อย่างใดให้คุ้มค่าสูงสุด และกระจายให้ไปถึงกลุ่มคนที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ AI จริงๆ

ประการต่อมาอยากให้มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กร สถาบันที่ทำเรื่อง AI อยู่แล้ว อาทิ สถาบันการศึกษาทั้งหมด ตั้งแต่ระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษาที่ใช้ AI อยู่แล้ว เพื่อใช้ในการเรียนการสอน การใช้ AI เพื่อผู้ประกอบการ SMEs เพื่อใช้ประโยชน์ในการต่อยอดในเชิงธุรกิจ กล่าวโดยสรุปจะต้องวางแผนการกระจาย 5 ล้านคน ใครบ้างจะได้ใช้ AI ต่อไป และทำอย่างไรจะทำให้ AI นี้พัฒนาไปยังแพลตฟอร์ม AI ที่เป็นของตนเอง ทำให้คนไทยสามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว คือไม่อยากให้เงิน 1,600 ล้านบาท หายไปเพียงแค่ระยะเวลา 1 ปี ทำอย่างไรก็ได้ ที่ให้เงิน 1,600 ล้านบาทได้มีการต่อยอด เพื่อสร้างรายได้ สร้างความมั่นคง รวมทั้งมีแพลตฟอร์ม AI เป็นของตนเอง

กรณีเซ็นสัญญาไปแล้วเกิดความผูกพันทางกฎหมาย หลายคนมองไม่คุ้มค่า ผมมองว่าให้รัฐมนตรีทบทวนสัญญา Terms of Reference หรือ TOR ในเมื่อมีการเซ็นสัญญา พอดูแล้วมีปัญหาในเรื่องความคุ้มค่า การขาดการมีส่วนร่วม และมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เกิดข้อครหาทางสังคม ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงและรัฐมนตรีเสียหายด้วย

จึงอยากให้พิจารณาการปรับ TOR พร้อมทั้งกระจายไปให้ 5 ล้านคน ได้ใช้ประโยชน์กันได้จริงๆ พิจารณาถึงหลักเกณฑ์ต่างๆ อาทิ ดึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เข้ามาจัดการปัญหา รวมทั้งพิจารณาว่าเงิน 1,600 ล้านบาท ว่าภายใน 3-5 ปี จะเพิ่มมูลค่าได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่ลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ผมเชื่อว่าคนศึกษา AI เขารู้ว่ามีความจำเป็น แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน กระจายให้ทั่วถึง สามารถทำให้หลายคนเข้าถึงได้ในระยะยาว

หากให้มองว่าโครงการจะเกิดผลกระทบต่อนายไชยชนกหรือไม่นั้น ผมมองว่าเกิดขึ้นแน่นอน เพราะว่ารัฐมนตรีดีอีจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ จึงทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับไปถึงรัฐมนตรีลูกเทพ เพราะทุกคนคาดหวังว่าจะเห็นการทำงานแบบมีข้อมูลรอบด้าน มีการศึกษามากเพียงพอ ฟังผู้มีส่วนได้เสียให้มากก่อนที่จะตัดสินใจ เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ จึงปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยาก ประกอบกับความล้มเหลวเกี่ยวกับการสื่อสาร รวมทั้งไปเซ็นสัญญาแล้วประชาชนมารู้ทีหลัง จึงสะท้อนถึงภาวะของผู้บริหารที่ขาดประสบการณ์ ภาวะการบริหารที่ไม่มีทีมงานกลั่นกรองให้รอบด้าน

ส่วนจะส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทยนั้น มีผลแน่นอน ฝ่ายค้านจะเอาเรื่องนี้และเก็บประเด็นนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะเอาอยู่หรือเปล่านั้น ถ้าดูไปแล้วพรรคภูมิใจไทยมีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่มีปัญหา แต่หากรัฐมนตรีดีอีไม่ทบทวน สังคมจะไม่พอใจ ยังเดินหน้าควบคู่ไปกับการทำงานของฝ่ายค้าน อาจจะยื่นเรื่องตรวจสอบ เกี่ยวกับการกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงของนายไชยชนก และอาจจะยื่นไปที่ ป.ป.ช.ด้วย

ความเคลื่อนไหวขณะนี้ไม่เพียงแต่พรรคประชาชน แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็เอาด้วย และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกด้วย นอกจากนี้ภาคประชาชน และสังคมที่ติดตามเรื่องนี้ จะกดดันอีกทางหนึ่ง ทำให้รัฐบาลมีแรงกดดันทางการเมืองสูงขึ้น แต่ถ้าในสภาทำอะไรไม่ได้ก็จริง

ต้องยอมรับว่ารัฐบาลเสนอโครงการอะไรก็แล้วแต่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก อาทิ โครงการแลนด์บริดจ์ รวมทั้งโครงการ TH-AI Passport อยากให้รัฐบาลดูกระแสสังคมด้วย เพราะรัฐบาลตั้งขึ้นได้ ต้องอาศัยกลไกของนักการเมือง แต่ยังขาดแรงหนุนจากประชาชน ต่อไปจะทำโครงการอะไร ต้องรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน

หากพรรคภูมิใจไทยต้องการครองใจประชาชน ที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยยังขาดอยู่ การทำอะไรก็ตามประชาชนจะต้องเห็นพ้องต้องกันด้วย หรือทำอะไรที่ไม่ขัดใจประชาชน เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลจะทำอะไร ควรจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม อย่าทำแบบ โครงการ TH-AI Passport ที่ทำก่อนฟังเสียงสังคมประชาชน ทำให้รัฐบาลอยู่ยาก

กิตติชัย ขันทอง
นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

โครงการมูลค่าประมาณ 1,621 ล้านบาท ถูกวิจารณ์จากหลายทิศทาง ทั้งฝ่ายค้าน นักเทคโนโลยี และนักวิชาการ ข้อครหาหลักไม่ได้อยู่ที่เป้าหมายการส่งเสริม AI แต่เป็นเรื่องความคุ้มค่า วิธีจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนด TOR และความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกสังคมตั้งคำถาม ทำให้นายไชยชนกกลายเป็นปัญหาของความไม่โปร่งใสและขยายผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคสีน้ำเงิน หากมองว่าโดนขยี้หรือดิสเครดิตที่ติดตามจากสื่อที่ผ่านมา จะเห็นว่าหลายฝ่ายพยายามโยงจากโครงการ ไปสู่เครือข่ายคนใกล้ชิด มากกว่าจะวิจารณ์เฉพาะรายละเอียดทางเทคนิคของ TH-AI Passport เท่านั้น

ประเด็นต่อมาที่สำคัญคือพรรคค่ายสีน้ำเงินจะเอาอยู่หรือไม่ มี 2 แนวทาง คือ ทางที่ 1 เอาอยู่ กระทรวงดีอีจะต้องเปิดเผยเอกสารทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะเป็นทีโออาร์ การคำนวณราคากลาง รายละเอียดผู้ชนะประมูล และสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจริง ประชาชนจำนวนมากได้ใช้บริการจริงและเห็นประโยชน์จากโครงการ การโจมตีทางการเมืองก็จะค่อยๆ จางลง เพราะสังคมจะประเมินจากผลลัพธ์มากกว่าข้อกล่าวหา

ทางที่ 2 เอาไม่อยู่ถึงขั้นบานปลาย หากตรวจสอบพบว่าช่องโหว่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือพบความเชื่อมโยงทางธุรกิจที่สังคมมองว่าไม่เหมาะสม เรื่องจะไม่จบที่โครงการ AI พรรคค่ายสีน้ำเงินต้องเจอมรสุมข้อครหาว่าทั้งนักการเมืองรุ่นเจนเก่าและเจนใหม่ ยังติดภาพลบการเมืองแบบเครือข่ายอุปถัมภ์ทุกยุคทุกสมัย

ท้ายที่สุด ประเด็น TH-AI Passport พรรคภูมิใจไทยจะเอาอยู่หรือไม่ ยังมีโอกาสเอาอยู่ แต่เงื่อนไขสำคัญคือความโปร่งใสต้องชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ แต่ต้องพิสูจน์ความสงสัยที่ยังไม่ได้รับคำตอบครบถ้วน