ส่องโจทย์ใหญ่-ท้าทาย ‘ผู้ว่าฯกทม.-นายกเมืองพัทยา’คนใหม่

29.06.26 | 12:00 น.

ส่องโจทย์ใหญ่-ท้าทาย ‘ผู้ว่าฯกทม.-นายกเมืองพัทยา’คนใหม่

หมายเหตุ – มุมมองและข้อเสนอแนะของนักวิชาการต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยาคนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารงานนับจากนี้อีก 4 ปี

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

กรุงเทพมหานคร มีความท้าทายอยู่ใน 2 ระดับ ระดับแรก คือ ความท้าทายในเรื่องของตัวปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายสำหรับ กทม. มีคนพูดว่าต้องไปแก้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งการไปแก้ พ.ร.บ.นี้ ผู้ว่าฯกทม.ไม่ใช่จะทำอะไรเองได้ตามที่ต้องการ วันนี้ผู้ว่าฯกทม.เดินถือกฎหมายร่างแก้ไขไปเสนอสภาผู้แทนราษฎรเองไม่ได้ แต่ต้องเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทย และต้องให้กระทรวงมหาดไทยเห็นชอบ และ รมต.มหาดไทยจึงจะทำเรื่องเสนอต่อ ครม.ได้ จากนั้นจึงจะเข้าสู่การเสนอเป็นการแก้กฎหมายโดย ครม. ไปยังสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งมันไม่ง่ายเลย ดังนั้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมองว่า ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่วันนี้เรื่องของกระบวนการในการแก้ปัญหา โดยการปฏิรูปการ
กระจายอำนาจยังเป็นโจทย์ใหญ่ ซึ่งไม่ง่ายที่ผู้ว่าฯกทม.จะแก้ได้ นี่คือปัญหาในเชิงโครงสร้าง

Advertisement

ความท้าทายที่สองของผู้ว่าฯกทม. คือ การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันให้กับพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ ซึ่งการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันให้กับพี่น้องประชาชนในเขต กทม.ก็ทำได้ระดับหนึ่ง จะบอกว่าทำไม่ได้เลยมันก็ไม่ถึงขั้นนั้น ลักษณะของการที่จะแก้ปัญหา คือ ต้องร่วมกับหน่วยงานอื่น ยกตัวอย่างเช่น รถเมล์โดยสารไม่พอ รอรถเมล์นาน สิ่งที่ กทม.ทำได้คือการเพิ่มป้ายรถเมล์แค่นั้น แต่พอจะไปประสานเรื่องของการจะเพิ่มจำนวนรถเมล์ก็ต้องไปคุยกับ ขสมก. ไปคุยกับกรมการขนส่งทางบก ปัญหาสายสัญญาณระโยงระยาง สิ่งที่ กทม.แก้ได้คือไปรวบรวมเก็บสายให้เรียบร้อย ทำได้แค่นั้น จะไปยกเลิกดึงสาย ถอดสายออกต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช. หรือของการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งจะเห็นว่า กทม.แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้แบบไม่สุด

เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันให้ประชาชน เช่น เรื่องน้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่ดี จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้ว่าฯที่มีคุณสมบัติ 3 อย่าง คือ ประสานงาน ประสานคน และประสานความร่วมมือ ประสานงาน คือ ต้องเป็นผู้ว่าฯที่สามารถประสานกับหน่วยงาน ระบบราชการต่างๆ รวมไปถึงรัฐบาลกลางได้ด้วย ประสานคน คือ สมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) และผู้อำนวยการเขตต่างๆ ซึ่ง ส.ก. เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นประเภทเดียวที่ไม่ได้อิงอยู่กับการคำนวณประชากร ต่างจากสมาชิกสภาท้องถิ่นประเภทอื่นๆ มีการคำนวณจากจำนวนประชากรทั้งนั้น เช่น ส.ท. ส.อบจ. ส.อบต. แต่ กทม.อยู่กับเขต 50 เขต ก็คือ ส.ก.จำนวน 50 คน ไม่เกี่ยวว่าเขตนั้นพื้นที่จะใหญ่หรือเล็ก คนมากหรือคนน้อย ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะตอนที่มีการร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2518 มีหลักคิดว่า กทม. 50 เขต ก็เหมือนกับเป็น 50 เทศบาลที่มาประกอบร่างกันเป็น 50 เทศบาล จึงจำเป็นต้องมี ส.ก.ไปดูแลในแต่ละเขต

ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ว่าฯจะลงไปแก้ปัญหาระดับเขตได้ ต้องมีการประสานคนได้ คนในที่นี้ก็มีทั้ง ส.ก.และผู้อำนวยการเขตต่างๆ ในการที่จะทำงานร่วมกัน และขณะเดียวกันต้องประสานความร่วมมือได้ เพราะปัญหาของ กทม.ไม่ได้จบอยู่แค่ใน กทม. ยกตัวอย่างเช่น เรื่องรถติดบนถนนแจ้งวัฒนะ รถติดก็มีทั้งส่วนหนึ่งใน กทม.และจังหวัดนนทบุรี รวมทั้งงามวงศ์วาน หรือย้อนไปดูปัญหาฝุ่น PM2.5 เรามักจะบอกว่าเกิดขึ้นจากการก่อสร้างใน กทม. เกิดขึ้นจากฝุ่นควันจากบรรดารถยนต์ แต่ฝุ่นเหล่านี้จำนวนไม่น้อยก็มาจากการเผาทุ่งที่ จ.นครนายก ฉะนั้น กทม. คือ เมืองที่เรียกว่าเป็นอินเตอร์ลิงก์ เป็นเมืองที่มีการเชื่อมต่อ ดังนั้นก็ต้องประสานความร่วมมือระหว่างบรรดาเมืองรอบๆ ที่อยู่ติดกับ กทม.ให้ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ แม้จะมีคนบอกว่าอาจจะเก่าไปใหม่มา หรือเก่าไม่ไปใหม่ก็ไม่มาก็แล้วแต่ จะเป็นใครก็แล้วแต่ จะต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้ คือ ประสานงาน ประสานคน และประสานความร่วมมือให้ได้ นี่คือโจทย์ท้าทายของผู้ว่าฯกทม.คนใหม่

สำหรับเมืองพัทยา ปัญหาใหญ่คือเรื่องการโปร่งใส การทุจริต การตรวจสอบ เป็นโจทย์ใหญ่ที่เมืองพัทยาเองยังคงประสบในเรื่องนี้ การจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้จำเป็นที่จะต้องหาคนที่ไม่มีข้อวิจารณ์เรื่องบ้านใหญ่ เรื่องตระกูลการเมืองต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่ เพราะสุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่า คนเมืองพัทยาจะคิดยังไงกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะสามารถออกจากวงจรบ้านใหญ่ได้หรือไม่ เรื่องของการโปร่งใส ตรวจสอบได้ เมืองพัทยาจะดีขึ้นหรือเปล่า ยังไม่รวมถึงปัญหาอื่นๆ ของเมืองในฐานะการเป็นเมืองท่องเที่ยว ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสาธารณสุข เรื่องของการจัดเก็บขยะมูลฝอย สาธารณูปโภคพื้นฐาน ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของเมืองพัทยาอยู่ดี

อย่างไรก็ดี เรื่องที่เป็นรูปธรรมและเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ว่าฯกทม.และนายกเมืองพัทยาคนใหม่จะต้องแก้ไขเป็นอันดับแรก คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างที่ กทม.หลังจากมีการจุดประเด็นเรื่อง “ระบอบอากง” ขึ้นมา ทำให้เรื่องการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่คนโฟกัสกันมาก วันนี้ถ้าเป็นผู้ว่าฯท่านใหม่เข้ามา ก็จะต้องแก้ปัญหาตรงนี้ เพราะมันเป็นปัญหาเรื้อรังใน กทม. แต่ถ้าเป็นผู้ว่าฯท่านเดิม แน่นอนคำว่า ระบอบอากง ก็ยังคงตามหลอกหลอน อ.ชัชชาติอยู่อย่างแน่นอน และที่สำคัญระบอบอากง ไม่ได้โฟกัสไปที่ตัว อ.ชัชชาติ แต่คนโฟกัสไปที่ทีมงาน แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ อ.ชัชชาติจะเลือกทีมงานใหม่หรือไม่อย่างไร แต่เพราะคำว่าระบอบอากงยังคงตามหลอกหลอนแน่นอน

ในขณะที่เมืองพัทยา ยิ่งชัดเจนว่าหลายๆ โครงการของเมืองพัทยา หรือแม้กระทั่งมีอดีตนายกเมืองพัทยาบางท่าน ก็กำลังอยู่ในช่วงการถูกดำเนินคดี มันเป็นสิ่งที่เป็นคำถามจากสังคมเช่นเดียวกัน นี่ก็คือโจทย์ใหญ่ว่าวันนี้ก็ยังมีเรื่องของกระบวนการการเสนอแก้ไขปัญหาเหล่านี้กันในเมืองพัทยาด้วยเช่นเดียวกัน

ขณะที่เรื่องปากท้อง เรื่องค่าครองชีพ ยังเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขก่อนเรื่องเหล่านี้หรือไม่นั้น เชื่อว่ายังคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดอยู่ แต่เผอิญว่า ทั้งผู้ว่าฯกทม. หรือนายกเมืองพัทยา ไม่ไดเกี่ยวกับตรงนี้โดยตรง แต่ว่าเวลามีการสำรวจ สิ่งที่แปลกใจ คือ ประเด็นว่าอยากให้ผู้ว่าฯกทม.แก้ปัญหาอะไร ก็จะบอกว่าอยากให้แก้เศรษฐกิจซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ทำได้ในเรื่องแก้เศรษฐกิจ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาล เข้าใจว่าประชาชนเขาก็มองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะอยู่ในชีวิตประจำวัน

กทม.มีความหลากหลายยิ่งกว่าเมืองพัทยา เพราะคน กทม.มี 4-5 กลุ่มที่มีความซับซ้อน มีทั้งคนที่อยู่ในชุมชนดั้งเดิม คนที่อยู่ชุมชนบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ชุมชนบ้านเช่า และคนที่เป็นประชากรแฝง คือไม่มีสิทธิเลือกตั้งก็มี เพราะฉะนั้นคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ เขามีความปรารถนาทางการเมืองและมีปัญหาที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนที่อยู่ในชุมชนดั้งเดิม ความปรารถนาทางการเมืองเขาก็อาจจะต้องการทางเข้าชุมชนที่มันกว้างขวาง สะอาด อยู่ในชุมชนแออัดเรื่องขยะมูลฝอยจะทำยังไง นี่คือปัญหาที่เขาอยากจะได้รับการแก้ไข ชุมชนคอนโดมิเนียม บอกปัญหาขยะไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเขามีระบบการทิ้งขยะ มีที่ทิ้งขยะ มีระบบจัดเก็บโดยนิติบุคคลดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาของพวกเขา คือ เขาอยู่ในเมือง เขาต้องเจอกับฝุ่น PM2.5 เขามีปัญหาเรื่องค่ารถไฟฟ้า นี่คือความปรารถนาทางการเมืองคนแต่ละกลุ่มที่มันต่างกัน นี่คือโจทย์ที่ก็ต้องตอบและต้องแก้ไขด้วย

 

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา ทั้งสองแห่งนี้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษ และมีเงินงบประมาณจากการจัดเก็บรายได้จำนวนมาก ภายใต้หลักการ คือ ให้คนในท้องถิ่นได้บริหารจัดการตัวเอง และแก้ปัญหาข้อราชการส่วนภูมิภาค เพื่อให้เกิดการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนคนในท้องถิ่นนั้นๆ อย่างรวดเร็ว เป็นที่แน่นอนว่า ราชการส่วนท้องถิ่นนั้นจะมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ฉะนั้นการเข้าไปแก้ปัญหาภายใต้กรอบอำนาจของตนเอง ที่จะทำให้การบริการด้านสาธารณะ การดูแลความปลอดภัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่รวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องรอราชการจากส่วนกลาง จึงทำให้โจทย์ใหญ่ของผู้ว่าฯกทม.และนายกเมืองพัทยา เป็นการเข้าไปเป็นต้นแบบของแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชน และสร้างการบริการสาธารณะ ให้เป็นต้นแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษนี้ ให้แก่ อปท.อื่นๆ ทั่วประเทศ

ท่ามกลางชุมชนเมืองที่เต็มไปด้วยปัญหา เช่น ปัญหาด้านการจราจร ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับคนที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ ซึ่งจะต้องมีแนวทางในการบริหารงานภายใต้แนวคิดที่ว่า “ไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้” จึงจะต้องหาทางหาวิธีทำ ทั้งด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความปลอดภัยสาธารณะ และที่สำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “การทุจริตในภาครัฐ” ที่ต้องลบภาพจากที่ถูกผู้คนมองว่า ราชการส่วนท้องถิ่นมีภาพลักษณ์ในเชิงลบ ตามที่เราได้เห็นข่าวอะไรต่างๆ ออกมาผ่านทางสื่อ จึงทำให้เรื่องนี้ เมื่อใครเข้ามาเป็นผู้บริหารท้องถิ่นแล้วจะละเลยไม่ได้

ต้องประกาศให้เป็นวาระสำคัญ เพราะท้องถิ่นนั้นมีอำนาจมาก เช่น การอนุมัติ การอนุญาต การให้ใบอนุญาตต่างๆ อย่าให้มีเรื่องของเงินทองพวกกองต่างๆ เรียกรับเงิน ไม่ว่าจะทำในทางที่ถูก ที่เขาทำถูกอยู่แล้ว และให้เป็นเงินที่เรียกว่าเป็นสินน้ำใจซึ่งความจริงนั้นก็คือเงินสินบน หรือทำผิดแล้วมาทำให้กลายเป็นถูก ก็อยากฝากไปถึงผู้ว่าฯกรุงเทพฯคนใหม่ และนายกเมืองพัทยาที่ต้องประกาศใหม่เป็นวาระ เพราะการทุจริตเป็นเรื่องบั่นทอนประเทศไทยเรามานาน

อยากเห็นภาพของการไม่ละเลย คือ การปราบทุจริตอย่างจริงจังและสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า มีความโปร่งใสมากขึ้น ลบภาพเก่าๆ ที่เคยมีให้ได้ และอย่ามองว่าการปกครองท้องถิ่นมีแค่การก่อสร้างเพียงอย่างเดียว เช่น สร้างถนนหนทางหรือขุดเจาะก่อสร้างอะไรต่างๆ แต่ต้องมองในเรื่องของการวางโครงสร้างของคนในท้องถิ่นในอนาคตไว้ด้วย เช่น งบประมาณในการพัฒนาคน การดูแลบุตรหลาน หรือแม้กระทั่งการดูแลผู้สูงวัย ที่ต้องมองให้เป็นรากฐานในอนาคตด้วย ตัวอย่างเช่น ท้องถิ่นนั้นมีโรงเรียนที่สังกัดในส่วนของตนเอง ทั้ง กทม.และพัทยา ที่จะสามารถโชว์หรือทำให้เป็นโมเดล ยกระดับให้เป็นโรงเรียนที่ทันสมัยกว่าโรงเรียนในสังกัด สพฐ.

หรือการด้านสาธารณสุข ที่โรงพยาบาลจะต้องรอเงินงบประมาณ รอการพัฒนาจากส่วนกลาง แต่ท้องถิ่นมีความคล่องตัวกว่าในการบริหารการบริการด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะทางด้านการป้องกันและการรักษา จึงอยากจะได้เห็นการที่ถูกทำให้เป็นโมเดลออกมา อย่ามองท้องถิ่นให้เป็นไปในเรื่องของการซ่อมการสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ให้มองไปจนถึงเรื่องของการปูรากฐานด้านคุณภาพชีวิตของคนในระยะยาวด้วย อย่าไปมุ่งทำผลงานด้วยการก่อสร้างแต่เพียงอย่างเดียว อันนั้นมองได้ว่ามันง่ายเกินไป จึงอยากให้มองถึงสิ่งที่สร้างคนในอนาคตด้วย

แต่ยังสามารถเข้าใจได้ เกี่ยวกับข้อจำกัดของระบบราชการ เมื่อได้เข้าไปแล้วจะต้องมีการเสนอนโยบายมีการทำข้อบัญญัติ ปัญหาของประเทศไทย คือ การบริหารราชการไม่ว่าส่วนไหนก็ตามมักจะมีปัญหาและอุปสรรคในการตั้งงบประมาณหรือการจัดทำงบประมาณ ฉะนั้นการที่จะทำให้เห็นผลได้โดยเร็วเลยนั้น ก็อาจไม่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน จึงต้องมีการวางแผนว่าในระยะเวลา 4 ปีนั้นใน 1 ปีแรกจะทำอะไร ในอีก 2 ปีจะทำอะไร และอีก 3-4 ปีจะทำอะไร เพื่อให้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม

ต้องมีการจัดลำดับว่าปัญหาอะไรที่เร่งด่วนสำคัญที่จะต้องแก้ไขไปก่อน และสามารถทำได้เลย ส่วนปัญหาอะไรที่ต้องวางแผนระยะยาวนั้นก็ต้องว่ากันไปตามนโยบายและการจัดทำข้อบัญญัติของท้องถิ่นนั้นๆ อยากเห็นภาพของการทำงานที่เป็นรูปธรรม แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่อาศัยใน กทม.หรือพัทยา แต่ก็มีโอกาสหรือหนีไม่พ้นที่จะได้ไปยังสถานที่ของทั้ง 2 เมืองนี้ จึงอยากจะเห็นอะไรที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

อยากจะขอฝากไว้ให้เป็นสิ่งที่เน้นย้ำและไม่ควรละเลย คือ อยากเห็นระบบราชการไทย โดยเฉพาะราชการส่วนท้องถิ่น มีความสุจริตจริงๆ อย่าให้สังคมมองว่าท้องถิ่นเป็นด่านแรก เมื่อเวลา ปชช.จะเข้าไปขออนุญาต ขออนุมัติอะไรต่างๆ ในการยื่นขออนุญาตนั้น อย่าให้เห็นภาพในเรื่องของการทุจริตอีกเลย อยากเห็นระบบราชการที่โปร่งใส และอยากให้ประกาศให้เป็นวาระจริงๆ และทำกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อให้เกิดเป็นภาพ เพียงเป็นการถ่ายรูปแสดงออกมาเท่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นเช่นนั้น เพราะเรื่องการทุจริตมันบั่นทอนประเทศชาติของเรามานาน จึงอยากเห็นท้องถิ่นที่เป็นต้นแบบของการปกครองแบบพิเศษมีความโปร่งใสเกิดขึ้น จากการเลือกตั้งในครั้งนี้