หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินกรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมจะยุบรวมพรรคภูมิใจไทยและเข้าร่วมรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
การควบรวมพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีข้อจำกัดในทางกฎหมาย ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ได้มีข้อห้ามในการควบรวมพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ในสมัยของสภาผู้แทนราษฎรในชุดเดียวกันจะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายก็เป็นข้อจำกัด แต่อาจจะมีช่องว่างทางกฎหมายที่สามารถทำได้ คือ ใช้วิธีการที่เรามักจะเรียกกันว่า “ไพบูลย์โมเดล” ก็คือตอนนั้นคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป คุณไพบูลย์ก็ยุบพรรคตัวเอง แล้วไปสมัครเข้าพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็เป็นปัญหากับตัวเขาเอง เช่นเวลารายงานตัวในสภา ก็ตอบไม่ได้ว่าตัวเองเป็น ส.ส.เขตไหน จังหวัดไหน หรือเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือเปล่า ตกลงเป็น ส.ส.ประเภทไหน คุณไพบูลย์ก็บอกได้แค่ว่าเป็นส.ส.พลังประชารัฐแค่นั้น
ในกรณีของพรรคกล้าธรรม ถ้าจะทำแบบนี้ก็ได้ คือ ต้องยุบพรรค แล้วก็ต้องไปหาพรรคใหม่สังกัด แต่ประเด็นคือ พรรคของคุณไพบูลย์ มีคุณไพบูลย์เพียงแค่คนเดียว ในขณะที่พรรคกล้าธรรมมีถึง 58 คน ถ้าหากมีการพักแถว แยกแถว หรือแตกแถว แล้วถึงเวลาเรียกรวมแถวมาไม่ครบ นี่คือความเสี่ยงหากมีการยุบพรรค แล้ว 58 คนมาไม่ครบ หรือถ้าจะมาให้ครบต้องมีเงื่อนไข ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการบริหารจัดการทางการเมืองเพราะฉะนั้นเชื่อว่าด้วยความเสี่ยงแบบนี้คงไม่ใช้วิธีในการยุบพรรคตามแบบไพบูลย์โมเดลแน่นอน
วันนี้ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องมาควบรวมพรรค เพราะอยู่ในสภาพรรคกล้าธรรมเขาก็มาโหวตให้รัฐบาลอยู่เป็นประจำในหลายๆ เรื่อง จนกระทั่งมีการเรียกขานว่าเป็นพรรคฝ่ายคอย ที่อยู่ในพรรคฝ่ายค้านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้มีความจำเป็นเลย เขาก็สามารถยกมือโหวตได้อยู่แล้วในสภา ซึ่งมีผลต่อฝ่ายค้านและรัฐบาลอยู่แล้ว วันนี้ฝ่ายค้านมีปัญหาเรื่องเอกภาพในฝ่ายค้าน มีมายาวนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่พรรคกล้าธรรมที่ถูกเรียกขานว่าเป็นพรรคฝ่ายคอยที่อยู่ในพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งปัจจุบันพรรคกล้าธรรมก็ได้มีที่นั่งอยู่ในคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาเอกภาพอยู่ ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดียวกัน สุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่าพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ ใครกันแน่ที่เป็นแกนนำในฝ่ายค้าน เพราะว่าพรรคประชาชนที่มีถึง 120 ที่นั่ง กลับกลายเป็นมีบทบาทที่ไม่โดดเด่นกว่าประชาธิปัตย์ที่มีเพียงแค่ 21 ที่นั่งเท่านั้น
มันก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นว่าฝ่ายค้านเองมีการแย่งซีนกันทำงาน หลายครั้งในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จะเห็นได้ว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับมีบทบาทที่ประชาชนนึกถึงมากกว่าคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หรือแม้กระทั่งบทบาทของคนในพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. เช่น คุณศิริโชค โสภา วันนี้กลับมาโดดเด่นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่อยู่นอกสภาด้วยซ้ำไป
หากถามว่าท่าทีที่เกิดขึ้นระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม เป็นการกดดันพรรคเพื่อไทยไม่ให้แตกแถวหรือไม่ มองว่าโครงสร้างในพรรคร่วมรัฐบาลมีความไม่สมดุลอยู่ เพราะว่ามีเพียงแค่ 2 พรรคใหญ่ๆ คือพรรคภูมิใจไทย ที่มีเสียงเกือบ 200 เสียง และพรรคเพื่อไทย 70 กว่าเสียง รัฐบาลจะอยู่ต่อไปได้ก็ขึ้นอยู่กับ 2 พรรคนี้ ในขณะที่พรรคเล็กพรรคจิ๋วแทบไม่ค่อยมีความหมายอะไร ดังนั้นถ้าจะมีอีกพรรคหนึ่งมาถ่วงดุลกับพรรคเพื่อไทย มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นผลบวกในการที่ทำให้รัฐบาลมีความมั่นใจในเสถียรภาพ พรรคภูมิใจไทยไม่ถูกต่อรองจากเพื่อไทยมากนัก
แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นผลลบ เพราะอาจจะทำให้การบริหารจัดการทางการเมืองยุ่งยากขึ้น เพราะ ส.ส.มีมากเกินความจำเป็น ถ้ารวมกล้าธรรมมาอีกพรรค ส.ส.จะไปถึงประมาณ 350 เสียง ขณะเดียวกันโควต้ารัฐมนตรีก็จะเปลี่ยนไป จาก 6-7 ส.ส.ต่อ 1 รัฐมนตรี ก็จะกลายเป็น 10 ส.ส.ต่อ 1 รัฐมนตรี แต่พอเป็น 10 ต่อ 1 จะทำให้ ส.ส.ที่รอคิวอยู่ คนที่คาดหวังจะเป็นรัฐมนตรีจะมีอีกจำนวนมาก จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการทางการเมืองได้ เราจึงเห็นได้ว่าภูมิใจไทยก็ยังก้ำกึ่งอยู่ เมื่อมีการถามถึงว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ อาจจะต้องการใช้เกมนี้เพื่อต่อรองทางการเมือง แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีข้อจำกัดทางการเมืองในเกมนี้เช่นเดียวกัน
ขณะที่แนวโน้มหลังการอภิปรายจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ และหากปรับ ครม.หลังอภิปรายเสร็จสิ้นจะเหมาะสมหรือไม่นั้น คิดว่ามีโอกาส 60-70 เปอร์เซ็นต์ ที่จะมีการปรับ ครม. เป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมจะเข้ามา และหลังอภิปรายมันก็เป็นระยะเวลาที่เกิน 6 เดือนของรัฐบาลชุดนี้แล้ว ฉะนั้นก็อยู่ในช่วงที่อาจจะต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ ทบทวนตัวบุคลากรทางการเมือง ซึ่งการอภิปรายครั้งนี้ ตนเองกล้าการันตีได้เลยว่า ผ่านแบบอัลตราสมูธแน่นอน แต่ว่าการผ่านแบบอัลตราสมูธไม่ได้บอกว่าจะเกิดความชอบธรรมทางการเมืองนอกสภา สิ่งที่จะต้องเร่งทำผลงานให้กับประชาชน หรือแม้กระทั่งถ้ารัฐมนตรีคนไหนถูกฝ่ายค้านนำข้อมูลที่เป็นเชิงลึกหรือว่าเจาะไปที่รัฐมนตรีคนนั้น แล้วส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์หรือความชอบธรรมอย่างมาก รัฐมนตรีคนนั้นอาจจะถูกตัดออกจาก ครม.ก็ได้
ขณะเดียวกัน การเข้ามาของกล้าธรรม ถ้าเกิดขึ้นจริงโควต้ารัฐมนตรีต้องขยับทั้งหมด และถ้าขยับ พรรคเพื่อไทยจะยอมไหม และหรือท้ายสุดภูมิใจไทยต้องรับจบทุกอย่างในฐานะของการเป็นพรรคแกนนำ วันนี้เก้าอี้ ครม.ก็ยังว่างอยู่ 1 ที่ ขณะเดียวกันก็อาจจะต้องมีการปรับบุคคลออกอีกสัก 2-3 คน ถ้าคาดหมายคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มลูกเทพที่จะถูกตัดออก เพราะลูกเทพ คือบรรดาลูกหลานคนใกล้ชิดสนิทสนม ซึ่งเคลียร์ง่ายกว่าคนนอกแน่นอน ถ้าไปขยับกลุ่มอื่นจะเกิดปัญหาแน่ เพราะอย่าลืมว่าภูมิใจไทยวันนี้ไม่ได้เป็นภูมิใจไทยในเวอร์ชั่นเดิมที่ไม่มีมุ้ง ไม่มีกลุ่มก๊วน แต่ภูมิใจไทยในเวอร์ชั่นใหม่ คือการประกอบร่างกันของบรรดากลุ่มหรือมุ้งทางการเมืองหลายๆ มุ้ง เพราะฉะนั้นก็คงจะเป็นคนใกล้ชิดก่อนที่อาจจะต้องเสียสละ
อย่างไรก็ดี แม้จะเสียสละจากคนใกล้ชิดแล้ว บวกกับเก้าอี้ ครม.ว่างอีก 1 ตัว มองว่าก็อาจจะยังไม่ทำให้พรรคกล้าธรรมพึงพอใจ เพราะว่าถ้าพิจารณาแล้วก็คงได้อยู่สัก 3 ที่นั่ง ตามโควต้าของกล้าธรรม ถ้าใช้สูตร 10 ส.ส.ต่อ 1 รัฐมนตรี เขาได้ถึง 5-6 ที่นั่งด้วยซ้ำไป อาจจะเป็นอีกโจทย์ที่ยังทำให้ดีลตรงนี้ยังไม่ลงตัว ท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับกล้าธรรมว่าจะยอมรักษาส่วนน้อยเพื่อเอาส่วนใหญ่ไว้ก่อนหรือไม่ เพราะว่าท้ายสุดอาจจะเป็นสิ่งที่กล้าธรรมต้องการที่จะร่วมรัฐบาลก็ได้โดยที่ได้สัดส่วนเก้าอี้น้อยหน่อย แล้วค่อยไปว่ากันในวันข้างหน้าก็เป็นไปได้
สำหรับระยะเวลาที่จะใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องใช้เวลากี่วันจึงจะเหมาะสมนั้น จากการคุยกันของวิป 2 ฝั่ง คือฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มองควรจะพบกันครึ่งทาง ฝ่ายค้านก็ต้องการเวลามากที่สุด คือ 5 วัน เพราะฝ่ายค้านมองว่านี่ก็คือกลไกในการตรวจสอบที่ทำได้เพียงแค่ปีละ 1 ครั้งตามมาตรา 151 เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องใช้โอกาสตรงนี้ให้คุ้มค่าที่สุดในการอภิปราย แล้วก็มีการเทียบกับอดีตที่ผ่านมาในหลายๆ รัฐบาล เกี่ยวกับชั่วโมงในการอภิปราย เขาก็จะได้มากกว่านี้แม้ว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีอยู่ 4-5 คน ไม่เกิน 10 คน ยังได้ตั้ง 4 วัน แต่ทำไมครั้งนี้ต้องอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน เขาจึงได้น้อย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นหมุดหมายเขาก็คือ 5 วัน
ขณะที่รัฐบาลเองด้วยภารกิจของรัฐมนตรีต่างๆ ก็อาจจะไม่ต้องการที่จะให้มีการดึงประเด็นต่างๆ ออกไปมากนัก รัฐบาลเขาต้องการสัก 3 วัน เพราะอย่าลืมว่าเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญอันหนึ่งก็คือ ต้องลงมติในวันถัดจากการจบอภิปราย คือไม่สามารถลงมติในวันเดียวกันกับวันอภิปรายได้ กระบวนการตรงนี้ถ้าอภิปราย 3 วัน มันต้องกลายเป็น 4 เพราะมันจะมีวันลงมติวันหนึ่งด้วย แล้วรัฐมนตรีต้องมาตอบเอง ในรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐมนตรีคนไหนถูกอภิปราย คนนั้นต้องตอบเอง จะมอบรัฐมนตรีช่วยฯ มอบอธิบดี หรือปลัดกระทรวง ไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีต้องอยู่ครบทั้ง 18 คน จนถึงวันลงมติ ซึ่งมันก็เป็นงานที่ยากของเขาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นทั้ง 2 ฝั่งเขาก็มีเหตุผลพอๆ กัน ดังนั้น ผมคิดว่าพบกันครึ่งทาง คือ 4 วัน ก็น่าจะเป็นจุดที่ลงตัว

สุดเขต สกุลทอง
อาจารย์ประจำวิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้
ภายหลังปรากฏภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เหตุการณ์ลักษณะนี้มองได้หลายมุม ทั้งเรื่องการที่พรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล และผลที่จะเกิดกับรัฐบาลและฝ่ายค้านหลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล หรือควบรวมกับพรรคภูมิใจไทย จะช่วยเพิ่มศักยภาพจำนวนเสียงในสภามากขึ้น ลดความเสี่ยงในการแตกแถวของพรรคร่วม โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยต้องการคุมเกมในสภาให้ได้เบ็ดเสร็จ
ขณะเดียวกันจะส่งผลลบต่อฝ่ายค้านทำให้บทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลยากขึ้น เนื่องจากเสียงของฝ่ายรัฐบาลทิ้งห่าง การที่ฝ่ายค้านจะหาหลักฐานมาเขย่าเสียงของพรรคร่วมเพื่อไม่ให้ยกมือโหวตไว้วางใจแบบลงมติจะเป็นไปไม่ได้เพราะเสียงมีไม่เพียงพอ ส่วนพรรคกล้าธรรมแน่นอนว่าการยกมือโหวตให้รัฐบาลเพื่อแลกกับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะเก้าอี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เล็งไว้ รวมทั้งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย หากพรรคภูมิใจไทยจะแลกกับการที่พรรคกล้าธรรมยกมือโหวตให้ ก็ต้องยอมแลกกระทรวงเกรดเอ และกระทรวงที่มีความสำคัญเพราะพรรคกล้าธรรมต้องการนำนโยบายที่หาเสียงไว้ไปใช้แต่อาจต้องรอปีงบประมาณหน้า
การที่มีภาพนายอนุทินรับประทานอาหารร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัสเผยแพร่ออกมาเป็นการกดดันพรรคเพื่อไทยทางอ้อม 100% อยู่แล้ว และเป็นการส่งสัญญาณเตือน ซึ่งพรรคกล้าธรรมและเพื่อไทยเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ แม้จะมีจำนวน ส.ส.ต่างกัน 20-30 เสียงก็ตาม พรรคภูมิใจไทยจึงไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยมาต่อรองเอาตำแหน่งเพิ่มเติมในการปรับ ครม.ที่จะมีขึ้น
เนื่องจากหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลมีแนวโน้มการปรับ ครม.แน่นอน เพราะเป็นจังหวะและเป็นเรื่องคลาสสิกทุกรัฐบาลเพื่อเป็นการเคลียร์ใจและจัดสรรโควต้าใหม่ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายโจมตีเยอะๆ เช่น น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือไอเดียร์ ส.ส.จ.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยเป็นเลขาฯให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นหลักที่ถูกโจมตีจนนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจคือเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง แม้ น.ส.สุชาดายังไม่ถูกดำเนินคดี แต่ปมเรื่องที่สามีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ก็เป็นเรื่องที่สังคมคลางแคลงใจอยู่
“หลังเสร็จศึกอภิปรายเชื่อว่าจะมีการปรับ ครม. แต่รัฐบาลต้องมองเรื่องความจำเป็นและประสิทธิภาพการทำงานประกอบด้วย และ 1.ต้องดูด้วยว่ากองทัพจะว่าอย่างไร 2.ข้าราชการประจำและชนชั้นนำ หรืออีลีทจะมองอย่างไร และที่ต้องแคร์มากที่สุด คือเสียงของประชาชนโดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นกระแสอยู่ นอกจากการปรับเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่ออุดรอยรั่วจากศึกอภิปราย ยังมีปัญหาน้ำท่วม การทุจริตสอบท้องถิ่น และที่เป็นปัญหาใหญ่ตอนนี้คือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะตั้งแต่หลังเลือกตั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2569 เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวหรือมีแนวโน้มดีขึ้น แม้รัฐบาลจะอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และบัตรประชารัฐ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นนโยบายเดิมตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ประชาชนต้องจับจ่ายในช่วงปลายปีแต่ไม่มีเงินในมือจะกลายเป็นพายุทางเศรษฐกิจลูกใหม่ที่โหมกระหน่ำรัฐบาล”
จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปียังไม่มีสัญญาณการกระเตื้องของเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงด้านเศรษฐกิจ หรือกลุ่มเทคโนแครต ต้องพิจารณาอย่างหนักโดยเฉพาะหลังการประชุม IMF ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจะเก็บเกี่ยวอะไรจากการประชุมครั้งนี้ รวมทั้งจะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลหากยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ภายในสิ้นปีนี้
สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามปกติคือ 5 วัน เพราะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมีถึง 18 คน จึงต้องให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย และเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีได้ชี้แจงรายละเอียดด้วย แต่หากให้เวลา 3 วันเหมือนรัฐบาลกำลังหนีไม่อยากถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งการเปิดให้อภิปรายแค่ 3 วันถูกกระแสสังคมโจมตีมาแล้วหลายรัฐบาล เพราะรัฐบาลรีบเปิดและปิดอภิปรายไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา การใช้เวลา 5 วันในการอภิปรายถือเป็นการยืดหยุ่นมากที่สุดและทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาลน่าจะพอใจมากที่สุด
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลรอบนี้จะเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้งของการเมืองไทย เหมือนสมัยที่มีวาทกรรมทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม โจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีในค่ายทหาร ในยุคที่มีการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดง โดยมีนายเนวิน ชิดชอบเข้ามาให้การสนับสนุนรวมเสียงจนนายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ครั้งหนึ่งทั้งนายอนุทินและ ร.อ.ธรรมนัสก็เคยอยู่พรรคไทยรักไทยมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นเพื่อไทย ซึ่งทั้งสองมีจุดกำเนิดจากพรรคทุนนิยมประชานิยมที่ใช้นโยบายในเชิงทุ่มงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ-สังคม-อุตสาหกรรม-เกษตรเหมือนกัน ไม่ใช่การพัฒนาระยะยาวแบบพรรคที่เป็นสังคมประชาธิปไตย ที่ไม่เน้นแจกเงินแต่เน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์กับประเทศ
“เมื่อพรรคเพื่อไทยเคยกดดันจนนายอนุทินต้องลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายนายอนุทินก็ดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาล และวันนี้ ร.อ.ธรรมนัสจะมาร่วมรัฐบาลนายอนุทิน ก็ต้องดูท่าทีของพรรคเพื่อไทยว่าจะร่วมรัฐบาลกับ ร.อ.ธรรมนัสได้หรือไม่ เพราะอย่างไรฝ่ายค้านก็ไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม”




