‘พวงทอง ภวัครพันธุ์’ มองผลคำวินิจฉัย เชื่อขยายผลยุบพรรค-ม็อบจะร้อนแรง

‘พวงทอง ภวัครพันธุ์’ มองผลคำวินิจฉัย เชื่อขยายผลยุบพรรค-ม็อบจะร้อนแรง

กรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 8 : 1 เสียง วินิจฉัยการกระทำของ นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ชุมนุมปราศรัยในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตนั้น เป็นการกระทำที่มีเจตนาซ่อนเร้น เซาะ กร่อน บ่อนทำลาย เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ มุ่งล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงสั่งการให้ผู้ถูกร้อง และเครือข่ายเลิกการกระทำดังกล่าว ตามที่ นายณฐพร โตประยูร ยื่นร้อง

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ล่าสุด (11 พฤศจิกายน) มติชนทีวี ได้สัมภาษณ์ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ผลจากคำวินิจฉัย หลังหลายฝ่ายจับตาอุณหภูมิทางการเมืองได้อย่างน่าสนใจ

  • ชี้ผลคำวินิจฉัย ม็อบเจออุปสรรค-ก้าวไกลเสี่ยงถูกยุบ 

อาจารย์พวงทอง รับส่วนตัวคิดว่าคำวินิจฉัยที่ออกมาไม่เหนือความคาดหมาย เพราะนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ก็พอจะเห็นทิศทางของการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นอย่างไร มีการให้คุณให้โทษกับกลุ่มการเมืองแต่ละกลุ่มไปในทิศทางไหน เชื่อว่าเรื่องนี้คนพอจะเดาออกได้

“ผลจากคำวินิจฉัยนี้คงจะถูกนำไปอ้างอิงในคดีอื่นๆ เพราะศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลผูกพันต่อทุกองค์กร ทั้งรัฐสภา ครม. หน่วยงานของรัฐ และศาลอื่นๆ ด้วย ในการตัดสินคดีที่เกี่ยวกับคดีความทางการเมือง โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเยาวชนขณะนี้ที่จะเจออุปสรรคชิ้นใหญ่เข้ามาขวางกั้น แม้ที่ผ่านมาจะเจอมาโดยตลอดก็ตาม

ที่สำคัญจะเป็นจุดให้บรรดา “นักร้อง” พยายามหาทางเพื่อนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกลต่อไปด้วย

แน่นอนว่าคนที่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยจะใช้เรื่องนี้ไปขัดขวางว่าการล่ารายชื่อเพื่อเสนอยกเลิกมาตรา 112 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขัดขวางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะว่าการยกเลิกมาตรา 112 ถือเป็น 1 ใน 10 ข้อเรียกร้องของเยาวชนคณะราษฎรตามคำวินิจฉัยของศาล

ดังนั้น ถ้าถึงขั้นตอนการยื่นกฎหมายต่อสภา ดิฉันเชื่อว่านี่จะเป็นเงื่อนไขทำให้สภาปัดตกทันที”

ถามว่ากลุ่มคนที่ริเริ่มล่ารายชื่อนี้จะหยุดทันทีหรือไม่ อาจารย์พวงทอง มั่นใจว่า ยังไม่หยุด เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนด้วย

  • 112 ไม่ถึงสภา นักการเมืองลังเลจะพูดถึง บีบม็อบคืนถนน 

ส่วนแนวคิดของพรรคฝ่ายค้านที่จะนำเรื่องนี้ไปหารือแก้ไขกันในสภา ดร.พวงทอง มองว่า ก็มีความเป็นไปได้ที่จะไม่เกิดขึ้น เพราะจนบัดนี้แม้กระทั่งพรรคการเมืองที่เริ่มพูดถึงมาตรา 112 ก็พูดกันอย่างลังเล ไม่ใช่ทุกพรรคที่มีจุดยืนที่มั่นคง

ดังนั้น พรรคที่ยังลังเลก็อาจจะลังเลมากขึ้น หรืออย่างมากที่สุดก็อาจจะมีการจัดอภิปรายพูดถึงการดำเนินคดีมาตรา 112 โดยเน้นที่วิธีใช้ที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่รัฐ แทนที่จะพุ่งประเด็นไปที่ตัวกฎหมาย

ทั้งนี้ ด้านหนึ่งต้องเข้าใจว่า พรรคการเมืองนั้นผูกพันกับเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ เมื่อเข้าสู่กระบวนการที่พรรคต่างเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้ง ดังนั้น จะไม่พูดเลยคงไม่ได้ แต่ก็อยากให้สังเกตดูว่าสิ่งที่เขาจะพูดนั้น คงจะยิ่งห่างไกลจากปัญหาของมาตรา 112 มากยิ่งเรื่อยๆ ด้วย

“ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่หลังจากพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พูดถึงประเด็นนี้ เพื่อนำเรื่อง 112 ไปพูดในสภา ซึ่งน่าจะช่วยลดความร้อนแรงการพูดถึงเรื่องสถาบันฯบนท้องถนนลง”

เพราะต้องยอมรับว่า เวลามีการพูดถึงเรื่องนี้บนเวทีไฮด์ปาร์กก็อาจจะมีเรื่องของอารมณ์ จึงทำให้คนมองข้ามเหตุผลที่แท้จริงว่า ทำไมต้องพูดเรื่องนี้ แต่ถ้าเรื่องนี้ไปพูดกันในสภา ให้เหตุให้ผล ให้คนรับฟังมากขึ้น แต่พอศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแบบนี้ พรรคการเมืองก็จะไม่กล้ามากขึ้น หรือว่าถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งหยิบเรื่องเหล่านี้มาในสภา ก็จะถูกฝ่ายรัฐบาลค้านจนไม่สามารถพูดได้

ดังนั้น คำวินิจฉัยนี้มันปิดหนทางของการพูดเรื่องนี้ในสภา จนผลักให้เรื่องนี้กลับไปอยู่บนท้องถนนอีก

  • รับเสียดาย ศาลรัฐธรรมนูญปิดพื้นที่สันติ พูดคุยคนรุ่นใหม่ 

ดร.พวงทอง มั่นใจว่า การเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะทำให้อุณหภูมิทางการเมืองร้องแรงขึ้น

“ที่ผ่านมาเรื่องนี้ รวมไปถึงการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา มีแต่สร้างความโกรธแค้น ไม่พอใจให้กับประชาชนและเยาวชนมากขึ้น ซึ่งเยาวชนทุกวันนี้เวลามองผู้มีอำนาจ เขามองในฐานะที่เป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ค้ำชูกัน เขาไม่ได้มองเป็นตัวบุคคลแยกออกไปแล้ว

ดังนั้น รัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ ภายใต้เครือข่ายที่อุปถัมภ์กันอยู่นี้ จะยิ่งทำให้เยาวชนที่ตื่นตัวทางการเมืองจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างร้อนแรงมากยิ่งขึ้น นั่นก็หมายความว่าเขาจะกลายเป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่รัฐมากยิ่งขึ้นด้วย

เพราะคำวินิจฉัยจะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจ รวมไปถึงความรุนแรง ในการจัดการกับพวกเขามากยิ่งขึ้นด้วย เพราะถ้าดูคำวินิจฉัยของศาลบางตอน ดิฉันคิดว่า เขาโทษเยาวชนด้วยว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นของสังคมในขณะนี้ เพราะทำให้แตกความสามัคคี ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ควรจะโทษเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่คำวินิจฉัยนี้กลับโยนความผิดเรื่องความรุนแรงไปให้กับความเคลื่อนไหวของเยาวชน นี่จึงเท่ากับเป็นการรองรับ สร้างความชอบธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับเยาวชน”

ดร.พวงทอง รับว่า น่าเสียใจที่ไม่พยายามที่จะใช้โอกาสนี้ในการปรับตัว และช่วยทำให้พื้นที่ของสิทธิเสรีภาพมันขยายเพิ่มขึ้นได้

แต่กลับช่วยกันปิดและปกป้องระบบที่เป็นอยู่ ซึ่งส่วนตัวคิดว่า ง่อนแง่น และขาดเสถียรภาพเต็มที

“หากศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสนี้ โดยท่านเห็นว่า สังคมมาถึงทางตัน จากปัญหาของการไม่ปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และใช้โอกาสนี้แนะนำเปิดพื้นที่ให้เกิดการถกเถียงกันอย่างสันติ ก็จะช่วยหาทางออกให้กับสังคมได้ แต่ตอนนี้ทางตันที่ตันอยู่แล้ว กลับกลายเป็นว่า ทางแคบลงไปอีก”

  • เชื่อ ‘คนรุ่นใหม่’ พร้อมเสี่ยง! ชี้ม็อบรอบใหม่ ร้อนแรงแน่  

“เพราะในเมื่อไม่มีการประนีประนอม หรือปรับตัวใดๆ ขณะที่ทางกลุ่มเยาวชนที่เห็นว่า ภายใต้ระบบนี้มันไม่มีอนาคต มันไม่มีทางออก เราก็จะได้แต่คนที่เข้ามาด้วยระบบเล่นพรรคเล่นพวก ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งคนที่เขามาด้วยระบบแบบนี้ไม่ใช่คนมีความสามารถ และเมื่อเข้ามาแล้วก็มุ่งไปสู่การรวมศูนย์อำนาจ การผูกขาดทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง มันก็จะมีแต่ทุนขนาดใหญ่ที่มีเส้นสาย เครือข่ายของผู้มีอำนาจทั้งนั้น

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การคิดโดยปราศจากข้อมูล แต่ที่ผ่านมานับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 มีแต่ทุนขนาดใหญ่เท่านั้นที่ร่ำรวยขึ้น ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ตกต่ำลง

ดิฉันคิดว่านี่เป็นสิ่งที่เยาวชนมองเห็นสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกันทั้งระบบ จนทำให้เขารู้สึกไม่ยอมว่า นี่คือประเทศของเขา อนาคตของเขา จะให้เขาอยู่โดยไม่พูดหรือไม่ลงมือทำอะไรงั้นหรือ”

ดังนั้น อาจารย์พวงทอง จึงมั่นใจว่า จากนี้ม็อบจะกลับมาเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะเมื่อความกลัวเรื่องโควิดมันลดลงในเขตเมือง หรือใน กทม. ดิฉันคิดว่าจะมีการชุมนุมใหญ่ โดยเยาวชนจะยอมเสี่ยงอีก

ส่วนผลจากคำวินิจฉัยนี้จะถูกนำไปสู่การเอาผิดอาญานักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้นั้น

ดร.พวงทอง ตอบทันทีว่า ก็ตามสบาย ถ้าคุณอยากจะลากพาสังคมนี้ให้ลงเหวมากขึ้นก็เอา เพราะนี่เป็นกระบวนการกวาดล้างฝ่ายที่เห็นต่างให้หมดไป ซึ่งมันเกิดขึ้นมาแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่พรรคการเมืองก่อนลงมาสู่ประชาชน ในอดีตก็คนเสื้อแดง ขณะนี้ก็เยาวชน ขณะที่นักวิชาการในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีเสรีภาพมาตั้งนานแล้ว

ดังนั้น ถ้าการจะกวาดล้างใครต่อใครแล้วคิดว่าเป็นทางออกของสังคมให้ดีขึ้น ก็ลองทำดู

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon