นักปวศ. เล่าเรื่อง ‘กองทัพผี’ ย้อนวิธีจัดการโรคระบาดยุคโบราณ ‘ย้ายเมืองหนี-ทำพิธีปลอบขวัญ’

30.07.22 | 16:28 น.

‘ชาติชาย’ ย้อนปวศ.สยาม ใช้วิธี ‘ย้ายเมืองหนีโรค’ ทำพิธีปลอบขวัญ สร้างเครื่องมือสู้ ‘กองทัพผี’

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ห้องกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดกิจกรรม “ห้องเรียนประวัติศาสตร์โรค” พาทุกย้อนสำรวจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของมนุษย์กับการเผชิญหน้าโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดสมัยโบราณ ที่ต่อเนื่องมาสู่ยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สมัยใหม่ โดยกิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงเสวนา และช่วงนำชมนิทรรศการ

บรรยากาศเวลา 13.20 น. มีการจัดกิจกรรมเสวนา “กิน เปลี่ยน โรค : ประวัติศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ กับโรคระบาดสมัยใหม่” โดยมีวิทยากรได้แก่ ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เขียน “ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475” และ รศ.นพ.เอกชัย โควาวิสารัช นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรม สาขาสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี และประธานอนุกรรมการกิจการพิเศษ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ ความรับรู้ ความเข้าใจ การเผชิญหน้าและจัดการกับโรคระบาดจากยุคโบราณสู่ยุคปัจจุบัน

ผศ.ดร.ชาติชาย กล่าวถึงนิทรรศการ “อาโรคยปณิธาน” ซึ่งเป็นนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2565 จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกพิมาน พช. พระนคร ว่า มีการรวบรวมวัตถุจากหลายที่ เพิ่งได้มาเห็นของจริงวันนี้ มีหลายอย่างที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมเพราะเราขาดความรู่ส่วนนี้ในสังคมไทยอย่างมาก ถามว่าเหตุใดต้องเรียนรู้เรื่องราวในประเด้นดังกล่าว ขอตอบแบบคนสอนประวัติศาสตร์การแพทย์ ซึ่งพยายามปลุกปั้นวิชานี้ในระดับปริญญาตรี ว่าวิชาประวัติศาสต์การแพทย์ เป็นการศึกษาประสบการณ์ของมนุษย์ที่เคยเผชิญโรคลักษณะเช่นนี้ในอดีต ไม่ใช่เป็นบทเรียนอย่างเดียว แต่เป็นทั้งแรงบันดาลใจ การสร้างความรู้ ความคิด เพื่อเป็นทางเลือกให้เราในการเผชิญวิกฤตใหญ่ๆ หากดูประวัติศาสตร์มนุษย์ตั้งแต่ขุดค้นโบราณคดี เราจะเห็นว่ามนุษย์ต้องเผชิญ ต่อสู้ เพื่อเอาชนะโรคภัยในการดำรงอยู่อยู่แล้ว คล้ายกับโควิดที่เราเจอ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกอีกเหมืนกัน เพียงแต่สังคมไทยมีประสบการณ์ที่บันทึกทางประวัติศาสตร์ให้เห็น แต่การทำความเข้าใจยังขาดอยู่ (อ่านข่าว ผอ.สำนักพิพิธภัณฑ์ฯ ชวนชม ‘อาโรคยปณิธาน’ ครั้งแรกในไทย โชว์ปวศ. ‘การรักษาโรค’ จากหลุมขุดค้นถึงคัมภีร์ลายลักษณ์)

Advertisement

“เป็นครั้งแรกของนักศึกษาที่ได้เรียนประวัติศาสตร์การแพทย์ หาคำตอบว่าเมื่อเราเผชิญอยู่กับสิ่งที่เจอเมื่อ 2 ปีที่แล้ว องค์ความรู้ว่า เราจะอยู่กันอย่างไร เราไม่มีองค์ความรู้เหล่านี้ทำให้สังคมทั้งกลัว วิตกกังวล ทั้งเศร้า มนุษย์จึงไม่มั่นใจเมื่ออยู่ภาวะแบบนี้ ถามว่าทำไมต้องศึกษา ?

1. ถ้าในระดับของสังคมทั่วไป นี่คือประสบการณ์ของสิ่งที่มนุษย์เคยเผชิญมา เราจะหาทางเอาชนะมันอย่างไร ? การไปเรียนรู้ประสบการณ์ในการเผชิญวิกฤตโรคระบาดแต่ละโรค อาจสร้างทางเลือก แรงบันดาลใจ ความมั่นใจ ความเข้าใจในเรื่องราวเหล่านั้น และเอามาปรับใช้ในการเผชิญหน้ากับโรคในปัจจุบันได้ คือพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์การแพทย์

2. สำคัญในระดับของรัฐ และการมีนโยบายที่สำคัญเสมอมา การศึกษาการเผชิญโรคและนโยบายจัดการโรคในอดีต จะเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกมาปรับใช้ และในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะให้ความสำคัญกับคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ต้องมีทางเลือกทางนโยบายเพื่อเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บได้
ประวัติศาสตร์การแพทย์ที่ใช้สอนกัน จะให้ความสำคัญกับ 2 ประด็นนี้อย่างมาก นอกจากนั้นแล้ว ก็จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับ ความสำคัญของสิ่งแวดล้อม พัฒนาการของเชื้อโรค เป็นกึ่งคลินิก กึ่งสังคม และดูพัฒนาการการเผชิญหน้าในแต่ละพื่นที่และยุคสมัยว่ามีความต่างอย่างไร” ผศ.ดร.ชาติชายกล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการเสวนาถามว่า การจัดการโรคภัยไข้เจ็บในบ้านเรา รัฐไทยมีวิธีจัดการ รวมถึงใช้การแพทย์สมัยจารีตและสมัยใหม่ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

ผศ.ดร.ชาติชาย กล่าวว่า ตอบตรงๆ วิธีการจัดการโรคระบาดในสมัยโบราณง่ายมาก คือ 1. ย้ายเมืองหนี 2. ทำพิธีปลอบขวัญ ก็จบ แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น เราต้องขยายความบริบททางสังคมความเชื่อ ว่าทำไมต้องใช้วิธีการนี้ คำว่า ‘โรคห่า’ ในสังคมไทยสมัยโบราณ มีปรากฏในคัมภีร์ว่าเป็น ‘อหิวาตกโรค’ คือโรคที่เกิดจากพิษงู และไปตามลม ‘อหิ’ แปลว่า งู ‘วาต’ แปลว่าลม

“ฤๅษีถามผีที่ตายว่าตายเพราะอะไร เหมือนสัมภาษณ์ผี ผีก็บอกว่ามีโรคระบาดแบบนี้ๆ มีพญางูพ่นพิษมา คนต้องพิษตายทั้งเมือง นี่คือคำว่า ห่า ความหมายที่ 2 คือมีการก่อตั้ง กองทัพผี ออกไปเอาชีวิตคน ผีทำงานตอนกลางคืน กลางคืนเลยต้องมีเครื่องมือหลอกผี เฉลว ขุนพล ลูกสกัด ลูกประคำ ผ้าประเจียด พวกนี้คือเครื่องมือในการหลอกผีของคนสมัยโบราณทั้งนั้น อย่ามาเอาไป ห้ามเข้าบ้านฉัน แม้แต่ต้มยากินผีต้องลงไปไม่ได้ มีเฉลวปากไว้เพื่อกันผี เป็นเครื่องมือต่อสู้กับผีทั้งนั้น เรามีความเชื่อเรื่องนี้ว่ากองทัพผีจะมา” ผศ.ดร.ชาติชายเผย

ผศ.ดร.ชาติชาย กล่าวต่อว่า ‘หมอสมิธ’ ดร. มัลคอล์ม อาเธอร์ สมิธ รายงานไว้ในหนังสือสยามสมัย ว่า ในตอนที่อหิวาต์ระบาด ปี 2424 เราจะเห็นว่ามีเหรียญที่มอบให้กับคนที่เปิดบ้านแจกยาวิสัมพยาใหญ่ ในช่วงที่ระบาด ร.5 ได้ทำเหรียญให้กับคนที่ให้ความร่วมมือ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่รัฐไทยปรับเปลี่ยนจากการใช้ไล่ผี ย้ายเมืองหนี มาใช้วิธีการรักษาพยาบาลสมัยใหม่แบบตะวันตก โดยการแจกยารักษาผู้ป่วย ให้ภูมิคุ้มกัน คนป่วยแยกไปรักษา หรือต้องทำอย่างไรบ้าง เป็นโรงพยาบาลเอกเทศ ก่อนมี รพ.ศิริราช ในเวลาต่อมา ปี 2431 จากเหตุโรคระบาด

ห่าแรกคือ ฝีดาษ ห่าที่ 2 คือ อหิวาตกโรค เพิ่งมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เท่านั้นเอง มากับยุคล่าอาณานิคม และห่าที่ 3 หลักฐานคือมาสมัย ร.5 ที่เราพยายามสกัดกั้นเต็มที่ แต่ก็มีข้อถกเถียงว่า ห่าต้นกรุงศรีอยุธยา อาจจะเป็นกาฬโรคได้หรือได้หรือไม่ หรือไม่ก็เป็นทรพิษ ไม่มีทางเป็นอหิวาต์เด็ดขาด”

ความเชื่อที่ 3 อยู่ในคัมภีร์ ที่ผมเชื่อว่าเป็นการผสมผสานเรื่องความรู้แบบฝรั่ง เข้ามาอยู่ในตำราแบบคนไทย ตำราวิทยาศาสตร์การแพทย์โบราณ เกิดจากผีไปหุงว่านยาให้คลุ้งไป คนสูดหายใจเข้าไปก็เป็นโรคระบาด ซึ่งในความเชื่อฝรั่ง คือ กลิ่น หรือ สภาพแวดล้อม โดเฉพาะกลิ่นเหม็นทำให้เกิดโรค เรียกว่าทฤษฎีไอพิษ (Miasmatic Theory) ซึ่งยุโรปสมัยกลาง เป็นเมืองที่เหม็นมาก ตรงถนนกลางร่องของรถม้า เป็นที่ทิ้งอุจจาระ-ปัสสาวะ เป็นเมืองที่เหม็นมากก่อให้เกิดโรค แต่ทฤษฎีไอพิษ มีมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว หมอบรัดเลย์นำทฤษฎีนี้เข้ามา มีการเอาความรู้ตะวันตก เข้ามาใส่ในคัมภีร์ เป็นลักษณะการเลือกความรู้” ผศ.ดร.ชาติชายชี้

ผศ.ดร.ชาติชายอธิบายต่อว่า รัฐไทย กว่าจะกลับมาใช้การแพทย์สมัยใหม่ และโรงพยาบาลเป็นเครื่องมือในการควบคุม สกัดกั้นที่สำคัญของโรคระบาดในรัฐสมัยใหม่ จนล่วงมาถึงการตั้ง รพ.ศิริราช

ผศ.ดร.ชาติชาย กล่าวอีกว่า ในนิทรรศการนี้ ต้องไปดู ‘ปืนยิงไล่ผี’ ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร พระที่ใช้แห่ไล่ผีเป็นอย่างไร ไปดูของจริงที่จัดแสดง ทำให้เราไม่ต้องจินตนาการมาก

“เนื่องจากผมทำประวัติศาสตร์การแพทย์และอาหารการกิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์เชิงป้องกัน ที่ผ่านมามีหนังสือ 2 เล่ม คือ จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย ว่าการจัดการโรคระบาดในสังคมไทย เปลี่ยนไปอย่างไร เล่มที่ 2 คือ ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475 ว่าการกินช่วยให้เราไม่ต้องเป็นโรคอย่างไร ผมเก็บข้อมูลช่วงโควิด ทั้งคนป่วย ผู้รักษา แพทย์ อสม. และผู้สนับสนุน มีความรู้หนึ่งน่าสนใจมาก คือความรู้ของชาวบ้านในการป้องกันโควิดด้วยภูมิปัญญา ซึ่งสักวันหนึ่งอาจจะเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ คนเอาไปศึกษาต่อ” ผศ.ดร.ชาติชายกล่าวทิ้งท้าย