รศ.นพ.เอกชัย เผย รัชกาลที่ 3 ทรงสนับสนุนเงิน 30 ชั่ง ‘พัฒนาวัคซีน’ เฉลยเหตุ ‘เลิกปลูกฝี’ หลังปี 2523

30.07.22 | 17:32 น.

ชันสูตร ปวศ.โรคระบาด ‘สูตินรีแพทย์’ ลั่น โควิดน่ากลัวกว่า โชคดี ‘ฝีดาษลิง’ ติดต่อไม่ง่าย

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ห้องกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดกิจกรรม “ห้องเรียนประวัติศาสตร์โรค” พาย้อนสำรวจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของมนุษย์กับการเผชิญหน้าโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดสมัยโบราณ ที่ต่อเนื่องมาสู่ยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สมัยใหม่ โดยกิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงเสวนา และช่วงนำชมนิทรรศการ

บรรยากาศเวลา 13.20 น. มีวงเสวนา “กิน เปลี่ยน โรค : ประวัติศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ กับโรคระบาดสมัยใหม่” โดยมีวิทยากร ได้แก่ ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เขียน “ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475” (อ่าน นักปวศ. เล่าเรื่อง ‘กองทัพผี’ ย้อนวิธีจัดการโรคระบาดยุคโบราณ ‘ย้ายเมืองหนี-ทำพิธีปลอบขวัญ’)

ร่วมด้วย รศ.นพ.เอกชัย โควาวิสารัช นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรม สาขาสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี และประธานอนุกรรมการกิจการพิเศษ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ ความรับรู้ ความเข้าใจ การเผชิญหน้าและจัดการกับโรคระบาดจากยุคโบราณสู่ยุคปัจจุบัน

รศ.นพ.เอกชัยกล่าวว่า ย้อนกลับไปสมัยอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ 4 สวรรคตด้วยไข้ทรพิษ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2076 หลังจากนั้นมีการระบาดเป็นช่วงๆ กลับมาระยะที่มีตัวเลขข้อมูลชัดเจนคือสมัย ร.3 มีบันทึกชัดเจนของหมอบรัดเลย์ พ.ศ.2381 มีการระบาดของโรคฝีดาษ เรื่องปลูกฝี ดร.เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ จากอังกฤษ คิดเป็นคนแรก ประมาณปี พ.ศ.2339 หรือสมัย ร.1 หลังจากนั้นมีการพัฒนาจนกระทั่งสามารถป้องกันโรคได้

Advertisement

“ประเทศไทยเราเพิ่งรู้ตอนที่หมอบรัดเลย์เข้ามา 50 กว่าปี และหมอบรัดเลย์พยายามให้มีการฉีดวัคซีนขึ้นในกรุงสยาม ตอนนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยสนับสนุนเงิน 30 ชั่ง ซึ่งสมัยก่อนถือว่าเยอะมาก ให้นำไปพัฒนาวัคซีน แต่เมื่อก่อนไม่ค่อยได้ผลดี ต้องอิมพอร์ตจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป คนที่ฉีดสามารถป้องกันโรคฝีดาษได้ สมัยก่อนอัตราการตายสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ใน 100 คน ตาย 30 คน น่ากลัวมาก ซึ่งหลังฉีดวัคซีนคนตายน้อยลงเยอะ

แต่ปัญหาคือ 1.วัคซีนเราทำเองไม่ได้ต้องอิมพอร์ต การสาธารณสุขยังไม่ก้าวหน้า วัคซีนน้อย หมอน้อย ทำให้ลำบาก พอมาสมัย ร.5 พระองค์ท่านได้ส่งคุณหมอไปดูงานที่ฟิลิปปินส์ เรื่องการทำวัคซีน และมาพัฒนาที่สยาม จนได้เริ่มทำเอง ทำให้เรื่องฝีดาษดีขึ้นมา แม้ยังระบาดเป็นระยะๆ แต่ความรุนแรงน้อยลง ฉีดเด็กวัยเรียน และทหาร คนยังมีตายอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นระบาดหนักเป็นช่วงๆ มีปีละ 2-3 เดือน หนักอีกทีคือสมัย ร.6 และสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 2488 ตอนนั้นมีเรื่องทางรถไฟสายมรณะ มีเชลยชาวพม่าเป็นมาแพร่ให้ไทย ไปทั่วประเทศต่อ เป็นเรื่องการระบาดของฝีดาษ” รศ.นพ.เอกชัยระบุ

รศ.นพ.เอกชัยกล่าวอีกว่า ต่อมาทางองค์การอนามัยโลก WHO พยายามรณรงค์ว่า ฝีดาษเป็นโรคที่เรากำจัดได้ด้วยการ ‘ปลูกฝี’ จะมีภูมิป้องกัน จึงพยายามปลูกฝี เป็นที่น่ายินดี จำนวนคนป่วยค่อยๆ น้อยลง การระบาดครั้งสุดท้าย คือต้นรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่เยอะ ต่อมาใน พ.ศ.2520 ไทยมีกรณีคนไข้ครั้งสุดท้าย ซึ่งในโลกเจอที่โซมาเลีย ครั้งสุดท้ายเหมือนกัน ปี พ.ศ.2523 องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สามารถกำจัดโรคนี้ได้แล้ว จึงไม่มีการปลูกฝีอีก

“เร็วๆ นี้มีเรื่องโรคไข้ฝีดาษลิง จริงๆ เป็นเชื้อที่อยู่ในตระกูลใกล้ๆ กันกับฝีดาษมนุษย์ โรคฝีดาษเป็นไข้ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต และมีผื่น ฝีดาษลิงกับฝีดาษคน มีอาการคล้ายๆ กัน ฝีดาษคนจะติดต่อผ่านการหายใจและสัมผัสแผลต่างๆ ส่วนฝีดาษลิงอาจจะโดนลิงที่เป็นโรคกัด สัมผัสแผลของลิง หรือเอาลิงที่เป็นโรคมากิน หรือสัมผัสโรคจากลิงในอากาศ

“ฝีดาษลิงเมื่อเป็นขึ้นมา โชคดีที่อัตราการตายน้อย และคนที่ได้ฉีดวัคซีนช่วงก่อนปี 2523 ปัจจุบันน่าจะอายุ 40 ต้นๆ ถือว่าโชคดี เพราะป้องกันได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ใครไม่ได้ปลูกฝีต้องระมัดระวังนิดนึง โชคดีที่ไม่ติดต่อง่าย และเริ่มต้นในสัตว์ ถ้าเราไม่ไปอยู่กับลิง หรือทำอาชีพเกี่ยวกับสัตว์จะไม่ค่อยอันตราย”

“แต่การติดจากคนสู่คน เท่าที่ดูเป็นไปได้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะสัมผัสกับแผล หรือรักร่วมเพศ ซึ่งเราก็อาจจะได้ยินข่าว คนแรกเป็นชาวไนจีเรีย รายที่ 2 เป็นคนไทยที่มีประวัติรักร่วมเพศ ความรุนแรงไม่ได้มากเหมือนโควิดที่เราเจอมา 2-3 ปีที่ระบาดเร็ว แม้อัตราการตายน้อย แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งวางใจโควิด ปิดแมสก์ เว้นระยะห่าง ยังสำคัญอยู่ อย่าวางใจ เป็นแล้วเป็นอีกได้” รศ.นพ.เอกชัยชี้ และว่า ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดี ฝีดาษคนยังไม่ได้กลับมาใหม่ มีฝีดาษลิง ที่เป็นพี่น้องของฝีดาษคน

เมื่อผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงวิธีการชันสูตรประวัติศาสตร์ ว่าการใช้องค์ความรู้การแพทย์สมัยใหม่ สามารถใช้ชันสูตรได้เที่ยงตรงมากน้อยเพียงใด เกี่ยวกับโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน ?

รศ.นพ.เอกชัย ระบุว่า เรื่องชันสูตรประวัติศาสตร์ของโรค เป็นการประยุต์การแพทย์ปัจจุบัน มาตรวจสอบประวัติศาสตร์อีกที ภาษาพระคือ ‘สังคายนา’ ในส่วนที่ตนมีประสบการณ์ คือ สังคายนากรณีสวรรคตของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต รวมถึงพระราชินี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ซึ่งทางสำนักพิมพ์มติชนได้นำไปตีพิมพ์เป็นหนังสือ “ชันสูตรประวัติศาสตร์เมื่อคราวสวรรคต”

“ผมเป็นสูตินรีแพทย์ แต่ตอนเด็กๆ รักวิชาประวัติศาสตร์มาก ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าอยากเป็นนักประวัติศาสตร์ สุดท้ายไม่ได้เป็น มาเรียนแพทย์ สำหรับผมเป็นนักประวัติศาสตร์สมัครเล่น ศึกษาเอง แต่มีความรู้ทางการแพทย์ คือประยุกต์ทั้ง 2 อย่าง ข้อดีคือสมัยรัตนโกสินทร์มีการบันทึกละเอียดมาก โดยเฉพาะสมัย ร.6 เขียนละเอียดหมดว่า วันนี้เป็นอะไร อาการเป็นอย่างไร เอามาใช้หลักการแพทย์ปัจจุบันดูว่าตกลงเป็นอะไร ถูกหรือผิด”

อย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีหลักฐานชิ้นหนึ่งระบุว่า พระองค์ทรงเป็นไข้ทรพิษ แต่จริงๆ แล้วเท่าที่ผมวิเคราะห์ ผมว่าไม่ใช่ เพราะพระองค์เคยเป็นสมัยทรงพระเยาว์ แล้วหายแล้ว ไข้ทรพิษเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก แต่มีร่องรอยต่างๆ ที่ผมวิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นฝีที่หน้าผาก เนื่องจากมีหลอดเส้นเลือดดำบริเวณหน้ากับสมองที่เชื่อมกัน จึงมีโอกาสทำให้เกิดฝีในสมอง ทำให้พระองค์สวรรคต”  รศ.นพ.เอกชัยกล่าว

ในช่วงท้ายของเสวนา รศ.นพ.เอกชัย ยังกล่าว ชื่นชมสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ว่าจัดนิทรรศการได้ดีมาก มีความรู้หลายหลาก ก่อนทิ้งท้ายด้วยการแนะนำหนังสือ 3 เล่มคือ 1.ชันสูตรประวัติศาสตร์เมื่อคราวสวรรคต 2.ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาพระเจ้าตาก และ 3.ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาพระนารายณ์ ซึ่ง 2 เล่มหลังไม่ได้เกี่ยวกับการแพทย์อย่างเดียว น่าสนใจมาก วิเคราะห์มาโดยละเอียด

“เรื่องของประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่กับว่าใครมีอำนาจก็จะเขียนโปรของเขา ต้องฟังหูไว้หู และดูหลายๆ ด้าน ไม่เชื่อด้านเดียว ผมมองรอบด้าน” รศ.นพ.เอกชัยเน้นย้ำ

จากนั้นเวลา 14.00 น. ที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เข้าสู่กิจกรรม เอ็กซ์คลูซีฟทัวร์ช่วงที่ 2 ท่องนิทรรศการ “อาโรคยปณิธาน : การรักษาและโรคระบาดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์” ซึ่งเปรียบเสมือนห้องเรียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บในยุคต่างๆ ของไทย โดย ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง นำชมนิทรรศการพร้อมบรรยายรายละเอียด พาย้อนสำรวจโรคภัยของมนุษย์ในสยาม จากหลักฐานประวัติศาสตร์และโบราณคดี ไล่เรียงตั้งแต่คติชาวบ้าน ศาสนา จนกระทั่งการขับไล่ปีศาจ (เชื้อโรค) ของชนชั้นสูง (อ่านข่าว ผอ.สำนักพิพิธภัณฑ์ฯ ชวนชม ‘อาโรคยปณิธาน’ ครั้งแรกในไทย โชว์ปวศ. ‘การรักษาโรค’ จากหลุมขุดค้นถึงคัมภีร์ลายลักษณ์)

นอกจากกิจกรรมดังกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานยังมีหนังสือองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และหนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์มติชนมาวางจำหน่าย พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะงานนี้