อาจารย์หลายมหาลัยชั้นนำ ร่วมวงถกเข้ม ทลายเส้นแบ่งมายา ‘ปวศ.ไทย-กัมพูชา’ ศานติ ขุดจารึก 2 ภาษาตอกย้ำ ‘ร่วมราก ต่างรัฐ’ – สฏฐภูมิ ชวนอ่านสืบความจริง 3 เล่มใหม่ สนพ.มติชน – ชาญวิทย์ ร่วมฟังเปิดมุมมอง
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สำนักพิมพ์มติชน ร่วมด้วยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ สมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จัดเวทีเสวนา ‘ร่วมราก ต่างรัฐ: ไทย – กัมพูชาในประวัติศาสตร์ พรมแดน และอนาคต’
ชวนเปิดมุมมองใหม่ต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในมิติที่ก้าวข้ามกรอบ ‘เส้นพรมแดน’ และ ‘ความคิดแบบรัฐชาตินิยม’ โดยหากย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2568 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นร้อนแรงอันมีจุดเริ่มต้นมาจากคำว่า ‘ต่างรัฐ’ แต่เมื่อศึกษาและทำความเข้าใจพลวัตที่ซับซ้อนผ่านมิติประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมของ 2 ประเทศนั้น เป็นมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะทั้งสองได้ ’ร่วมราก‘ วัฒนธรรมมาจากจุดเดียวกัน
บรรยากาศ ตั้งแต่เวลา 12.30 น. มีนักเขียน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้าประวัติศาสตร์ การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา ตลอดจนนักศึกษาและบุคคลทั่วไป หลั่งไหลลงทะเบียนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งจนเต็มทุกที่นั่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษามูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์


โดยบางส่วนยังจับจองชุดหนังสือ 3 เล่มใหม่ ซึ่งเปิดตัวในงานวันนี้เป็นครั้งแรก ได้แก่ ‘ประวัติศาสตร์กัมพูชา A History of Combodia’ เขียนโดย David Chandler แปลโดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร, สดใส ขันติวรพงศ์, วงเดือน นาราสัจจ์ และ สฏฐภูมิ บุญมา, “เพราะขัดแย้งจึงเป็นประวัติศาสตร์ ‘ไทย-กัมพูชา’ กับความสัมพันธ์หวานปนขม” โดย ธิบดี บัวคำศรี และ “ชาติที่รัก ‘ไทย-กัมพูชา’ กับเส้นสมมติ” โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งลดเหลือ 1,206 บาท จากราคาเต็ม 1,470 บาท
กระทั่งเวลา 13.00 น. นายเชิดเกียรติ อัตถากร อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ และนายกสมาคมมิตรภาพไทย–กัมพูชา ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา
บรรยากาศเวลา 13.40 น. เข้าสู่การเสวนาช่วงแรกในหัวข้อ ‘ร่วมราก ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความทรงจำร่วม’ ร่วมเสวนาโดย รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ นักวิชาการด้านจารึกและประวัติศาสตร์กัมพูชา และ นายสฏฐภูมิ บุญมา อาจารย์พิเศษ สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ดร.ชัชพิสิฐ ปาชะนี อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ศานติ กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อมีสงครามและโรคระบาด ย่อมมีการผลัดของ ‘คน’ ซึ่งนำพา ‘ภาษา’ เข้ามาด้วย และเกิดการกลืนระหว่าง ‘ภาษาหลัก กับภาษาที่เข้ามาใหม่’ เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่รู้เรื่อง นั่นคือ ‘ภาษาตระกูลไต’ หรือมอญ, เขมรโบราณ ฉะนั้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงเกิดภาษาไทยที่มีลักษณะไม่เหมือนกลุ่มอื่น เกิดรูปแบบเฉพาะในภาคกลาง ซึ่งเต็มไปด้วย ‘คำยืม’ ของภาษาต่างประเทศ เพราะอยู่ในพื้นที่ทับซ้อน คนกลุ่มเดิม และคนกลุ่มอื่นที่เข้ามาอยู่ด้วย เนื่องจากมีลักษณะเป็น ‘เมืองท่าแบบเปิด’ ต่างจากพื้นที่ปิด เช่น ล้านนา เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้อยุธยาเกิดลักษณะความหลากทางภาษาและชาติพันธุ์ ซึ่งเรายังพบหลักฐานชัดเจนว่า นำมาสู่การติดต่อกันระหว่าง ‘ราชสำนัก’ ด้วย
รศ.ดร.ศานติกล่าวต่อไปว่า หลักฐานชัดเจน คือกรณีสุโขทัย ซึ่ง ‘จารึกวัดศรีชุม’ และ ‘จารึกวัดป่ามะม่วง’ มีคำเรียกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นภาษาเขมรโบราณ จารึกดังกล่าวเขียนขึ้นในสมัยพระยาลิไท สะท้อนว่าคนในย่านนั้นมีการใช้ภาษาที่หลากหลาย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม เกิดคำราชาศัพท์ แบบภาษาเขมรโบราณสมัยพระนคร ซึ่งปรากฏในจารึกสุโขทัยและกลายเป็น ‘จารีต’ ที่อยุธยาก็ใช้ เพราะสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมกลุ่มละโว้ เกิดการผสมผสานกันในกลุ่มนี้
จากนั้น รศ.ดร.ศานติ ยังกล่าวถึงจารึกอีกหลายหลัก
“จารึกที่เราเจอซึ่งชัดเจนมากในเรื่องนี้คือ จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ เจ้าสามพระยา กล่าวถึง สมเด็จพระบรมราธิราชฯ ยกทัพไปตีเมืองพิมาย พนมรุ้ง ใน พ.ศ. 1974 จารึกหลักนี้มีความน่าสนใจคือ ด้านหนึ่งเขียน อักษรไทย ภาษาไทย แต่อีกข้างหนึ่งเขียนด้วยอักษรขอม ภาษาเขมรโบราณ พูดเรื่องเดียวกัน แต่สองภาษา ปักไว้ที่ช่องเขาเหวตาบัวที่ใช้เดินทางเชื่อมโยงระหว่าง ลพบุรี ไปยัง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นการประกาศว่า เป็นพื้นที่ที่มีอิทธิพลอยุธยาเข้าไปแล้ว เป็นการจารึกอำนาจและสร้างขึ้นมาเพื่อประกาศ แสดงว่า ในบริเวณนั้นมีคนทั้งสองชาตินี้อาศัยอยู่ ค่อนข้างชัดเจนมาก เพราะในจารึกบอกเลยว่า อยุธยาเพิ่งไปตีเมืองพิมาย เมืองพนมรุ้งแล้วตั้งโอรสเข้าไปปกครองช่วงหนึ่ง” รศ.ดร.ศานติ กล่าว
รศ.ดร.ศานติ ยังเล่าถึงประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งโปรดให้คณะธรรมยุติกนิกายเข้าไปเผยแพร่ศาสนาที่กัมพูชา สมัยสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี หรือ ‘นักองด้วง’ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยง การผสมผสานวัฒนธรรม

ในช่วงหนึ่ง เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีส่วนช่วยเราอย่างไร ?
นายสฏฐภูมิ ตอบว่า การที่บอกว่าเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่อให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์นั้นซ้ำวนอยู่รอยเดิม อาจเป็นเรื่องที่ผิด เพราะมันทำให้เราตายใจ ว่าทำอย่างไรก็เหมือนเดิม แต่ความจริงคือ ‘เราเรียนประวัติศาสตร์ เพื่อหาหนทางใหม่‘
“ที่เรียนมาตลอดว่า ไทยตีกับเขมรมาตั้งแต่สมัยพระนคร จนปัจจุบันยังตีกันอยู่เรื่อยๆ การเรียนประวัติศาสตร์ของเรา หรือของใคร เป็นปัญหา และไม่ก่อให้เกิดผลดีกับสงคมหรือเปล่า แต่อย่างน้อยทำให้เราได้มองเห็นแง่มุม ทางเลือกใหม่ๆ ได้เห็นความเข้าใจ ความคิด ความอ่านของคนอื่น อย่างน้อยมันทำให้เราอาจจะมีความเห็นอกเห็นใจกัน (Empathy ) หรืออยากเรียนรู้ ร่วมมือเพื่อสร้างเส้นทางใหม่ๆ ที่จะไม่ซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว การเรียนประวัติศาสตร์ที่ดีน่าจะพาเราไปสู่ทางออกใหม่ที่ดีก็เป็นได้” นายสฏฐภูมิ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากชุดหนังสือ ร่วมราก-ต่างรัฐ ( 3 เล่มใหม่) ซึ่งเปิดตัวในงานวันนี้เป็นครั้งแรก ทางสำนักพิมพ์มติชน และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ยังมีหนังสืออีก 3 ปก ที่จะพาไปสำรวจรากเหง้าทางสังคม อันนำไปสู่การถ่ายโอนทางวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ส่วนลด 20 % ได้แก่
‘มองเขมรแลสยาม’ โดย รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ ราคาเพียง 268 บาท จากราคาปกติ 335 บาท เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลหลักฐานจากทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา พร้อมชวนมองประวัติศาสตร์ในมุมที่ต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างพระราชวงศ์ไทย-กัมพูชาผ่าน “เจ้านายสตรี” การเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สะท้อนถึงการเมืองระหว่างประเทศ การกำหนดพื้นที่เขตแดนในทัศนะนักวิชาการกัมพูชา ไปจนถึงตำนานวีรบุรุษกัมพูชาที่เกี่ยวเนื่องกับไทย
‘แลหลังคำเขมร-ไทย’ โดย รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ ราคาเพียง 212 บาท จากราคาปกติ 265 บาท ร่วมสำรวจที่มาของคำยืมภาษาเขมร ตั้งแต่แรกเริ่มรับภาษามาใช้ พาไปลำดับไล่เรียงพัฒนาการทางภาษา และสืบหาความหมายดั้งเดิมของคำยืมภาษาเขมรที่คนไทยใช้กันจนชิน
‘ประวัติเมืองพระนครของขอม’ เขียนโดย ศาสาตราจารย์มาดแลน จิโต แปลโดย ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศาสตราจารย์ ดร.สันติ เล็กสุขม และ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ คำนำผู้แต่ง บทส่งท้ายโดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ราคาเพียง 216 บาท จากราคาปกติ 270 บาท เป็นเรื่องราวพระราชกรณียกิจตามลำดับของกษัตริย์เมืองพระนคร พระราชวงศ์ การสงคราม การสถาปนาพระราชอำนาจผ่านพิธีกรรมทางศาสนา ปราสาทสำคัญ ภาพสลัก และศิลปะวัตถุที่โดดเด่นในศิลปะเขมร รวมถึงสภาพสังคมผ่านบันทึกของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในเมืองพระนคร
โปรโมชั่นพิเศษเพียง 5 วันเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 สิงหาคม 2569 โดยสามารถสั่งซื้อได้ที่
– เว็บไซต์สำนักพิมพ์: https://bit.ly/4wP8Pz8
– Shopee: https://bit.ly/4xpnOku
– Line Shopping: https://bit.ly/4gkeOa9




