พวงทอง หมดหวัง รบ. โหนชาตินิยม แนะใช้เศรษฐกิจนำทหาร แก้ปมกัมพูชา

29.08.26 | 20:41 น.

‘พวงทอง’ วอนเปิดด่าน เลิกทะเลาะกัน ชี้ทางไปต่อ ปมไทย-กัมพูชา ให้เศรษฐกิจ นำการทหาร รับหมดหวังรัฐบาลอนุทิน โหนชาตินิยม


เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สำนักพิมพ์มติชน ร่วมด้วยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ สมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จัดเวทีเสวนา ‘ร่วมราก ต่างรัฐ: ไทย – กัมพูชาในประวัติศาสตร์ พรมแดน และอนาคต’ ชวนเปิดมุมมองใหม่ต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในมิติที่ก้าวข้ามกรอบ ‘เส้นพรมแดน’ และ ‘ความคิดแบบรัฐชาตินิยม’

บรรยากาศ ตั้งแต่เวลา 12.30 น. มีนักเขียน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้าประวัติศาสตร์ การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา ตลอดจนนักศึกษาและบุคคลทั่วไป หลั่งไหลลงทะเบียนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งจนเต็มทุกที่นั่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษามูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยบางส่วนยังจับจองชุดหนังสือ 3 เล่มใหม่ ซึ่งเปิดตัวในงานวันนี้เป็นครั้งแรก ได้แก่

‘ประวัติศาสตร์กัมพูชา A History of Combodia’ เขียนโดย David Chandler แปลโดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร, สดใส ขันติวรพงศ์, วงเดือน นาราสัจจ์ และ สฏฐภูมิ บุญมา, “เพราะขัดแย้งจึงเป็นประวัติศาสตร์ ‘ไทย-กัมพูชา’ กับความสัมพันธ์หวานปนขม” โดย ธิบดี บัวคำศรี และ “ชาติที่รัก ‘ไทย-กัมพูชา’ กับเส้นสมมติ” โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งลดเหลือ 1,206 บาท จากราคาเต็ม 1,470 บาท

Advertisement

กระทั่งเวลา 13.00 น. นายเชิดเกียรติ อัตถากร อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ และนายกสมาคมมิตรภาพไทย–กัมพูชา ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา

บรรยากาศเวลา 16.00 น. เข้าสู่ช่วงสุดท้าย ในเสวนาหัวข้อ ‘ร่วมอนาคต ร่วมมือ ร่วมความหวัง การเมืองชายแดน’ โดย ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดี วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ชวนถอดบทเรียนจากเหตุการณ์สำคัญที่ผ่านมา วิเคราะห์ปัจจัยความขัดแย้ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และประชาชนในพื้นที่ชายแดน ตลอดจนแนวทางคลี่คลายความขัดแย้ง

ศ.ดร.พวงทองกล่าวว่า เหตุที่เราเรียกว่าเส้นสมมติ เนื่องจากเป็นสิ่งที่สร้างมาขึ้นมา ซึ่ง ‘เส้นแขตแดนตายตัว’ ที่เราเห็นบนแผนที่โลกนั้นมาพร้อมระบบอาณานิคม โดยฝรั่งเศสเรียกร้องให้สยามปักปันเขตแดนว่า ‘อำนาจอธิปไตยของเราอยู่ตรงไหน’ เส้นอิทธิพลนี้ขึ้นอยู่กับบุญญาธิการของกษัตริย์ในสมัยนั้นๆ ด้วย ในการทำให้เมืองต่างๆ ส่งเครื่องบรรณาการให้เราได้

หรือแม้ช่วงที่อีกรัฐ ‘เวียดนาม’ พยายามเข้ามามีอิทธิพลเหนือเรา เวียงจันทน์ ลาว ก็เช่นกัน ซึ่ฝแนวคิดแบบนี้ไม่มีในปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศหนึ่งจะมีหลายองค์อธิปัตย์ มีได้เพียง 1 เท่านั้น

ฉะนั้น เส้นเขตแดนเป็นของใหม่ มาพร้อมแนวคิด Nation-State (รัฐชาติ) ซึ่งทำให้สยาม มีรูปร่างเป็นขวานทองในวันนี้ เป็นประวัติศาสตร์ที่แยกว่า อะไรคือเรา อะไรเป็นอื่น หรือแม้แต่อะไรเป็นศัตรู?

“บอกว่าที่เรามีขวานทองทุกวันนี้ มาจากการต่อสู้ กับอิทธิพลภายนอก ทฤษฎีภูเขาอัลไต หรือการถูกตกวันตกรังแก จึงต้องหวนแหนเดินแดนนี้ไว้ บอกว่า ‘บรรพบุรุษเราปกป้องดินแดน’ เช่น ชาวบ้านที่บางระจัน ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 คือบรรพบุรุษของเรา ความจริงอาจเป็นอากง อาม่า ทำนาอยู่ที่เมืองจีนก็ได้

มันทำให้เรารู้สึกว่าต้องร่วมมือกันเสียสละ คือสิ่งที่ อ.เบน (Benedict Anderson) เรียกว่า ‘ ชุมชนจิตรกรรม’ แผนที่เหล่านี้สามารถผลิตซ้ำให้เราเชื่อ และมีพลัง” ศ.ดร.พวงทองชี้

ศ.ดร.พวงทองกล่าวต่อว่า ประวัติศาสตร์การมีตัวตน มันเป็น ‘ต้นทุน’ ให้กับกลุ่มการเมือง ซึ่ง’ความรักชาติ’ ด้านนึงมันก็ดี ทำให้เราพร้อมทำดีให้กับชาติ ยอมจ่ายภาษีไปพัฒนาชาติ ยอมเสียสละ แต่ก็มีด้านลบก็มาก เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร และอีกหลายกรณีกับกัมพูชา

“รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มันเป็นสิ่งที่เกิดซ้ำ เต็มไปด้วยการปั่นข้อมูลเท็จ ซึ่งหลายเรื่อง สังคมไทยถูกผลักด้วยข้อมูลเท็จมาตลอด”

ศ.ดร.พวงทองตั้งข้อสังเกต ว่าความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี 2551 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น เกี่ยวข้องกับการที่ ’เรามีรัฐบาลพลเรือนที่อ่อนแอ‘ ไม่เข้มแข็ง หรือกำลังถูกท้าทายความชอบธรรมอย่างเต็มที่ จนรัฐบาลไม่กล้าทำอะไร

ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา หลังรัฐประหารโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ (คปค.) มีรัฐบาล คุณสมัคร สุนทรเวช หากจำได้ในตอนนั้นกระแสของเสื้อเหลืองกำลังมาแรง มีการใช้ประเด็นปราสาทพระวิหาร ในการโจมตีเล่นงานรัฐบาลปีกของคุณทักษิณ ชินวัตร

“ครั้งนี้ที่เกิดขึ้น คือช่วงเวลาที่ คุณแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหาเรื่องของการที่คลิปเสียงพูดคุยโทรศัพท์ มันถูกปล่อยออกมา โดยฝั่งฮุนเซน ( สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯ ประธานวุฒิสภากัมพูชา) เป็นการทำร้ายความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง

กลายเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดิฉันคิดว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาถูกทำให้มีภาวะ Militarization ‘ทหารภิวัฒน์’ อย่างเต็มรูปแบบ กล่าวคือ เป็นเรื่องของ ‘การทหารทั้งสิ้น’ ในขณะที่หากพูดถึงมิติอื่นมักถูงโจมตี เช่น ถ้ามีคนพูดถึงเรื่องการปิดด่าน ว่ามีผลกระทบต่อประชาชนบริเวณชายแดนของไทย ส่งผลต่อการส่งออกของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเราส่งออกไปกัมพูชา ปีละแสนล้าน ได้รับผลกระทบหมด ไม่ใช่แค่ชาวบ้านตาสีตาสา แต่รวมถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ ซึ่งอยู่ในเมืองหลวง ประเด็นเหล่านี้มันหายไปเลยจากความขัดแย้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา“

”ใครพูด ก็จะถูกหาว่า ‘ไม่รักชาติ’ สื่อมวลชนเองก็จะทำข่าวแต่เรื่องว่าทหารไทยได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ถูกโจมตีอย่างไรบ้าง นั่นเป็นมิติหนึ่งที่ต้องรายงานอยู่แล้ว แต่มิติอื่นหายไป ซึ่งอันนี้จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับช่วงเวลาที่รัฐบาลพลเรือนเข้มแข็งขึ้น” ศ.ดร.พวงทองเน้นย้ำ

ศ.ดร.พวงทองชี้ให้เห็นถึง ‘มุมมองของเราต่อปัญหา’ เป็นเรื่องการเผชิญหน้า ใช้กำลังทหาร เป็นเรื่องของดินแดน มากกว่าเรื่อง ‘ผู้คน‘

“มันเป็นเรื่องของ perception ซึ่งอาจจะเป็นพลเรือนด้วยก็ได้เช่นกัน ในช่วงหาเสียง คุณอนุทิน (ชาญวีรกูล) ก็หาเสียงด้วยประโยคนี้ว่า ‘เราจะเสียแผ่นดินไม่ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว’ เป็น perception แบบเรื่องทหาร การเผชิญหน้า ใช้อาวุธเพื่อปกป้องดินแดน ในสิ่งที่ครอบงำผู้กำหนดนโยบาย”

“อยากเปรียบเทียบกับช่วงที่เรามี รัฐบาลพลเรือนที่เข้มแข็ง รัฐบาลพลเรือนสามารถที่จะ ‘หัก’ กับผู้กำหนดนโยบายหลายรัฐได้ ยกตัวอย่างสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ตอนเป็นนายกรัฐมนตรี เราคงเคยได้ยิน ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ซึ่งหนึ่งนั้นคือ คุณพ่อของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ในช่วงเวลานั้นที่ดิฉันยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่คณะนี้ จำได้ว่าอยู่ปี 4 จัดสัมมนาใหญ่อยู่ตรงนี้ อาจารย์สุขุมพันธ์ุ ก็โต้กับ ฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศ ที่ยืนยันว่าต้องไม่เปลี่ยนนโยบายเด็ดขาด ‘จะต้องสนับสนุนเขมรแดงต่อไป’ แต่ อ.สุขุมพันธุ์ ยืนยันเด็ดขาดว่าว่า ‘ถึงเวลาต้องเปลี่ยน’ สงครามเย็นกำลังยุติลง ยุโรปเขาต้องการรวมให้ EU เป็นตลาดเดียว ในอเมริกาเหนือก็มีกลุ่ม NAFTA เขตการค้าเสรี

ไทยเนี่ยตลาดเล็กนิดเดียว มีอาเซียนอยู่ 6 ประเทศ คุณต้องเปลี่ยนประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นศัตรู ใน 3 ประเทศในอินโดจีน และพม่า ให้กลายเป็นพาร์ทเนอร์ทางเศรษฐกิจ เป็นตลาดที่ดึงให้นานาชาติมาลงทุนที่เรา และเป็นคู่ค้าที่ไปเจรจา เรื่อง FTA กับประเทศอื่นๆ กระทรวงการต่างประเทศประท้วงใหญ่ ไม่ยอม รัฐบาลฝั่งไทยเชิญฮุนเซนมา”

“แต่ในท้ายที่สุด แนวนโยบายที่ใช้เศรษฐกิจนำการทหารมันชนะ และกลายเป็นนโยบายหลักที่ถูกสานต่อโดยรัฐบาลพลเรือนหลังจากนั้น” ศ.ดร.พวงทองเน้นย้ำ ก่อนหยิบยกตัวอย่าง อาทิ รัฐบาลทักษิณ กล่างคือ ช่วงทักษิณ 1 เข้มแข็งมาก ทำให้สถานการณ์จบอย่างรวดเร็ว เช่น กรณีเผาสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ที่ครั้งนั้นกัมพูชาผิดแน่นอน ด้วยใช้การปั่นกระแสชาตินิยม จนกระทั่งขอโทษและยินดีจ่ายค่าชดเชยให้กับไทยในการสร้างสถานทูตขึ้นมาใหม่ แล้วเดินหน้าร่วมมือค้าขายลงทุนร่วมกันต่อไป การต่อรองจึงเกิดขึ้นได้ จากการที่รัฐบาลพลเรือนเข้มแข็ง

แต่การรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา เรามีแต่รัฐบาลพลเรือนที่อ่อนแอ

‘ด่าน’ ควรจะเปิดได้ พอกระทบการส่งออกของไทยจำนวนมาก นักลงทุนญี่ปุ่นสูญเสียมาก เขาไม่ลงทุนเพิ่มในหลายกิจการมานานแล้วและคิดย้ายไปอินโดนีเซีย ปัญหาคือ มิติชาตินิยม แบบนี้มองไม่เห็นชีวิตผู้คน

“ไม่เรียกร้องให้มองเห็นชีวิตคนกัมพูชาก็ได้ เอาแค่ชีวิตคนไทยที่อยู่ชายแดน ซึ่งเขาก็ไม่กล้าส่งเสียง เพราะกลัวจะถูกหาว่า เป็นคนไทยไม่รักชาติ เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน

บรรดาคนที่เรียกร้องอยู่กรุงเทพฯ ท่านยินดีสละเงินเดือน ให้กับคนชายแดนที่เดือดร้อนอยู่หรือไม่? แลกกับการที่ ’ปิดด่าน‘ ไม่ให้เขาค้าขายต่อไป ธุรกิจ การท่องเที่ยวตายหมด

ภาวะแบบนี้ ที่เราไม่มีรัฐบาลพลเรือนที่เข้มแข็ง แถมรัฐบาลพลเรือนยังโหนไปกับกระแสชาตินิยม และขึ้นมาด้วยกระแสชาตินิยม มันจึงไม่มีความหวังกับรัฐบาลอนุทินว่าจะเปลี่ยน

คุณค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ ให้ข้อมูลกับประชาชน ว่ามันมีมิติอื่นนะ ที่เราต้องอยู่กับประเทศเพื่อนบ้าน”

เมื่อมีผู้ฟังสอบถามในหลายประเด็น เช่น การเจรจาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ กับ สมเด็จฮุนเซน การกระทำที่ทำไปเพื่อสันติภาพหรือไม่ ?, ในอนาคตจะสามารถกลับมาเปิดกระทำการค้าได้หรือไม่อย่างไร?, หรือคนไทยถูกหลอกว่าเขมรเกลียดเรา? ตลอดจนปัญหาไทย-กัมพูชาต้องดูเรื่องสแกมเมอร์ด้วย เพราะ ฮุนเซนอาจได้ประโยชน์ ?

ศ.ดร.พวงทองกล่าวว่า เรื่องสแกมเมอร์ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการปิดด่าน เพราะสแกมเมอร์ไม่ได้เดินข้ามไป-ข้ามมา เขาใช้เทคโนโลยีในการทำ

ที่สำคัญคือ อย่าโทษแต่เพื่อนบ้าน ’เราเองก็เป็นศูนย์กลางที่สแกมเสมอร์ เลือกใช้‘

“ในปีก่อนหน้าดิฉันก็โทษ ฮุนเซน ไม่น้อย แต่วิธีแก้ปัญหาของเราต้องไม่ใช่ ‘การยิงปืนใส่ขาตัวเอง’ ทำให้เดือดร้อนมากขึ้น เมื่อถึงจุดนึง วิธีการทางทหารจบแล้ว ต้องหาทางวิธีอื่น ’เราไม่สามารถย้ายบ้านหนีได้‘ มันมีไว้สำหรับปั่นคนไทยด้วยกันเอง”

ศ.ดร.พวงทองกล่าวต่อว่า ส่วนกรณี คุณแพทองธาร ตนมองว่ามาจากเจตนาดี แต่ด้วย ‘ความไม่เป็นงานในการต่างประเทศ’ เลยยิ่งทำลายความชอบธรรม และยอมปล่อยให้ทหารเป็นคนนำ

“ดิฉัน มองเป็นก้าวสำคัญที่ผิดพลาด ที่ทักษิณควรจะสรุปบทเรียนเสียทีว่า การนำคนไม่มีประสบการณ์มาบริหารประเทศ มันไม่ง่าย ไม่สามารถตอบคำถามใดใดได้ จนกลายเป็นภาระประเทศไป” ศ.ดร.พวงทองชี้

ศ.ดร.พวงทองกล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีการพูดถึงชาตินิยมไทยในขณะนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พอเป็นชาตินิยมชุดใหม่ใหม่ ที่ต่างจาก ‘ราชาชาตินิยม’ นั้น อาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว นั่นคือ ประวัติศาสตร์ที่เล่าต่อกันมา (Narrative)

เราทราบดีว่า งานของหลวงวิจิตรวาทการ อย่างเพลงต้นตระกูลไทย, ตื่นเถิดชาวไทย , เลือดสุพรรณ, บางระจัน ฯลฯ สนับสนุน ‘ราชาชาตินิยม’ พูดถึงบรรพบุรุษไทย มันคือซับเซตเดียวกัน

“ชาตินิยมใหม่ ถ้าจะพูดถึงต้องพูดด้าน ‘เศรษฐกิจชายแดน’ ด้วย ไม่ใช่พูดแต่เรื่องดินแดนทุดตารางนิ้ว แต่มองไม่เห็นชีวิตผู้คนที่อยู่ในสังคม มองไม่เห็นว่า เขาไม่ได้เป็นศัตรูเพียงอย่างเดียว เขาเป็นพาร์ทเนอร์เราในหลายๆ เรื่อง เลิกทะเลาะกันเสียที มันเป็น Share Culture (วัฒนธรรมร่วม) ในหลายๆ เรื่องมากๆ

“ดูตัวอย่างง่ายๆ อย่างชุดประจำชาติ ไทย-กัมพูชา โอลิมปิกคราวที่แล้ว ทำออกมาเป็นชุดไทยและสีคล้ายกันอีกคือสีม่วง จนดิฉันรู้สึกว่า นิสัยของคนสองชาตินี้เหมือนกัน” ศ.ดร.พวงทองกล่าวทิ้งท้าย ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ฟัง