ป๋วย ยัน ‘โลกไม่แตก’ ที่น่ากลัวคือหายนะ ยกเคสเพศเต่าทะเล อุณหภูมิสูง ทำไข่กลายเป็น ‘ตัวผู้ล้วน’ เสี่ยงสูญพันธุ์

23.10.26 | 17:56 น.

ป๋วย อุ่นใจ เตือนโลกวิกฤต ชี้ คนเดียวแก้ไม่ได้ ต้องใช้พลังประชาชนดันนโยบายระดับชาติ-สากล 

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026)


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเมื่อ เวลา 15.00 น. สำนักพิมพ์มติชน (J02) ซึ่งมาในธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ จัดเวทีเสวนา Author’s Salon ร่วมตั้งคำถามกับอนาคตของโลกและวิกฤตสิ่งแวดล้อม ภายใต้หัวข้อ ‘The Climate Book: 2°C สุดท้าย ก่อนโลกไม่มีวันหวนคืน’ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ.ดร.ป๋วย อุ่นใจ ดำเนินรายการโดย นายชณัฐ วุฒิวิกัยการ กรรมการผู้จัดการบริษัท A Yellow Train Studio

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.ป๋วย อุ่นใจ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โลกแตก เป็นสถานการณ์ที่กลายเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้และไม่อาจรู้ล่วงหน้า เดิมเราอาจรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ จะร้อนจนถึงขั้นเกิดฮีตสโตรก (Heatstroke) หรือเปล่า จะเกิดโรคอุบัติใหม่หรือไม่ หรือไฟป่าจะรุนแรงขนาดไหน แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้คาดการณ์ได้ยากขึ้นและเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

“โลกไม่แตกหรอก  แต่ประเด็นที่น่ากลัวคือเมื่อมันมีหายนะเกิดขึ้นเรื่อยๆ โลกแย่ลงเรื่อย ๆ ก็เริ่มอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ค่อยเป็นสุข” ผศ.ดร.ป๋วย กล่าว

Advertisement

จากนั้น ผศ.ดร.ป๋วย อุ่นใจ กล่าวว่า ในหนังสือ The Climate Book: 2°C สุดท้าย ก่อนโลกไม่มีวันหวนคืน  ชี้แจงไว้หมดแล้ว ว่าเราจะทำอะไรได้อีกบ้างเพื่อให้คำว่า ‘อยู่ไม่ได้’ กลายเป็น ‘อยู่ได้’

“เคยได้ยินคำว่าเต่าทะเลไหม เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะมีผลต่อเพศของไข่ เช่น จระเข้ เต่า หรือตัวเงินตัวทอง เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ใช้ทรายในการฝังไข่ เปิดออกมากลายเป็นเพศผู้ทั้งหมด ผลกระทบคือการลดน้อยลงเรื่อยๆ ไปจนถึงการสูญพันธ์ รวมทั้ง ผึ้งแมลง หรือนก ก็ต้องอพยพ เปลี่ยนที่ผสมพันธุ์ ทำให้มันเริ่มหายไป เพราะฉะนั้น เรื่องโลกร้อนก็เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่มันส่งผลกระทบแน่นอน

ซึ่งถ้ามองในมุมมนุษย์ ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง นกน้อยลง แมลงที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อเราหายไป มีแต่พวกที่ไม่อยากได้โผล่ขึ้นมา อย่างเชื้ออุบัติใหม่ เราไม่อยากได้แต่มันดันเพิ่ม เพราะ ขณะที่โลกร้อน อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป สมดุลสิ่งมีชีวิตเปลี่ยน ดังนั้น สิ่งมีชีวิตที่เคยอยู่ได้ แฮปปี้ โดดเด่น ตอนนี้ชีวิตไม่ค่อยดี ตัวใหม่ที่กลายพันธุ์ตอนนี้ จะโดดเด่นมากกว่า” ผศ.ดร.ป๋วย กล่าว

ผศ.ดร.ป๋วย กล่าวว่า อีกกลุ่มที่เรียกว่า Methanogens หรือจุลินทรีย์ที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร สิ่งเหล่านี้ผลิตมีเทนและปล่อยมีเทนขึ้น กลายเป็นก๊าซเรือนกระจก โลกก็ยิ่งร้อน น้ำแข็งก็ละลาย และขึ้นอยู่กับเราว่าจะหาวิธีจัดการโลกร้อนได้เมื่อไหร่ ซึ่งหนังสือ The Climate Book: 2°C สุดท้าย ก่อนโลกไม่มีวันหวนคืน เขียนไว้แล้ว

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ป๋วย ยังกล่าวถึงบทบาทของประชาชนในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า เสียงของประชาชนเป็นเสียงที่ผลักดันให้เกิดนโยบายได้ ถ้าเราเข้าใจว่าปัญหาคืออะไร ถ้าช่วยกันแก้หรือช่วยกันขับเคลื่อน จนมันกลายเป็นนโยบายที่เวิร์ค จริงๆ ไม่ใช่นโยบายงดแจกถุง แต่ผลักวาระให้ประชาชนซื้อหรือแจกถุงผ้า แต่ถุงผ้าที่ได้มาอัปลักษณ์เกินกว่าจะหิ้ว เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว ถุงผ้าฟุตปริ้นต์เยอะกว่าถุงพลาสสติก นโยบายแบบนี้ไม่เอา

“คนหนึ่งคนเปลี่ยนอะไรได้ยากมาก มันต้องเป็นพลังของมวลชน ต้องเป็นพลังระดับประเทศ หรือนานาประเทศช่วยกัน เพราะปัญหานี้มันใหญ่เกินกว่าคนหนึ่งคนจะทำอะไรได้ แม้ว่าเราจะพยายามช่วยเท่าไหร่ แต่หากผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวระดับประเทศ อย่างน้อยอุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบมากขึ้น สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้เกิดการแก้ปัญหาจริง ๆ” ผศ.ดร.ป๋วยกล่าวทิ้งท้าย