‘ห่าง/หาย’ 3 เดือน ‘วันเฉลิม’ สาบสูญ ใบหน้าที่ถูกจดจำ การต่อสู้ที่ไม่ถูกลืม

8.09.20 | 12:20 น.
สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์
สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป่าเค้กวันเกิดอายุ 38 ปีให้วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ น้องชายผู้หายตัวสาบสูญ 11 สิงหาคม หน้าสถานทูตกัมพูชา (ภาพจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย)

คุณห่างจากคนที่คุณรักกี่วัน

คุณไม่รู้ว่าคนที่คุณรักเขามีชะตาอย่างไร นานเท่าไหร่

และคุณรู้บ้างไหมว่ามีคนที่ถูกบังคับสูญหายเกิดขึ้นในประเทศไทย และกฎหมายไทยยังไม่กำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา

คุณคิดว่าคุณจะอยู่ในสังคมไทยอย่างไร้ความหวาดกลัวและกังวลได้อย่างไร

เป็นเวลากว่า 90 วันแล้วที่ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือต้าร์ ผู้ลี้ภัยทางการเมือง ถูกอุ้มหายกลางกรุงพนมเปญ กัมพูชา โดยไม่มีความคืบหน้าจากภาครัฐแต่อย่างใด

Advertisement

นี่เป็นเพียงบุคคลหนึ่งท่ามกลางบุคคลอีกมากมายที่หายตัวไปโดยไม่ทราบชะตากรรมหลังออกมาเคลื่อนไหว แสดงความคิดเห็นทางการเมือง

11 สิงหาคม สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม ทำบุญวันเกิดพร้อมตัดเค้กให้น้องชายหน้าสถานทูตกัมพูชา ในวันที่เขามีอายุครบ 38 ปี ในวันที่พี่น้อง ครอบครัว ญาติมิตร ไม่ได้พบหน้า และในวันที่สังคมไทยยังคง “ไม่ลืม” เหตุการณ์ดังกล่าว

3 กันยายน โปสเตอร์ตามหา “วันเฉลิม” อดีตประธานนักเรียนรุ่น 86 ปรากฏตามจุดต่างๆ ของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อุบลราชธานี กว่า 400 แผ่น ซึ่งต่อมา “คณะอุบลปลดแอก” รายงานว่า สุดท้ายมีคำสั่งให้ รปภ.ตามเก็บ

4 กันยายน ผู้คนร่วมรำลึกถึงวันเฉลิมและผู้ถูกบังคับสูญหายที่ศาลหลักเมือง อุบลราชธานี พร้อมการร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ’60 มีมินิคอนเสิร์ตโดยวง “สามัญชน”

ย้อนไปก่อนหน้านั้น ในวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Disappeared) 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กลุ่ม Spring Movement และกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ร่วมกันจัดนิทรรศการ “ห่าง/หาย” และเวทีพูดคุยกับทั้งครอบครัวผู้สูญหายและผู้สูญเสีย นักศึกษาที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ

วางดอกไม้สนับสนุน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการบังคับบุคคลให้สูญหาย


‘ห่าง/หาย’ ไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็น ‘นักเคลื่อนไหว’

ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อผู้คนที่หลั่งไหลเข้าสู่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

สุวรรณา ตาลเหล็ก แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ผู้ดำเนินรายการในวันนั้น กล่าวรำลึกถึงบุคคลที่ได้สูญหายไปจากผลกระทบทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ คนที่หายไปโดยไม่รู้ว่ามีชะตาอย่างไร และบุคคลสูญหายที่ได้รับรู้ต่อมาว่าเสียชีวิตลงแล้ว

ต่อด้วย สิรินทร์ มุ่งเจริญ จากกลุ่ม Spring Movement เจ้าของไอเดียโปสเตอร์บุคคลสูญหายสีเหลืองสดที่ปรากฏในงานชุมนุมใหญ่ ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อ 18 กรกฎาคม กระทั่งแพร่หลายมาถึงทุกวันนี้

“ตอนนี้พวกเราสนใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เรื่องการบังคับสูญหาย จะสามารถสังเกตได้จากงานชุมนุมต่างๆ จะมีโปสเตอร์สีเหลืองที่เหมือนกับที่แจกภายในงานวันนี้ ในโปสเตอร์คือบุคคลที่สูญหาย ทั้งหมด 16 ท่าน แต่ในความเป็นจริงมีมากกว่า 16 ท่านที่สูญหายไป ที่กลุ่ม Spring Movement เลือกทำเป็นโปสเตอร์มีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบว่าทางรัฐไทยได้ทำอย่างไรกับประชาชนบ้าง และเพื่อให้พวกเขาไม่ถูกลืม”

สำหรับนิทรรศการ “ห่าง/หาย” แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก เป็นการเปิดคลิปเสียงสั้นๆ และให้อยู่เงียบๆ โดยไม่มีการสนทนาใดๆ ที่สำคัญต้องอยู่แยกกับเพื่อน กับคนที่มาด้วยกัน จากนั้นเข้าสู่ส่วนที่สอง ซึ่งเป็นการฉายโปรเจ็กเตอร์เพื่อขยายความหมายของส่วนแรก ในส่วนสุดท้ายเป็นการให้ความรู้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยเน้นประสบการณ์ของผู้เข้าชมให้ได้ฟัง ได้รู้สึกและได้มีส่วนร่วม

แนวคิดน่าสนใจที่ สิรินทร์ ทิ้งท้ายคือ การรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายว่าพวกเขาไม่ใช่เพียงเหยื่อ หากแต่เป็นนักเคลื่อนไหว ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้คนควรรำลึกถึงคนเหล่านั้นในฐานะดังกล่าวด้วย ก่อนย้ำปิดท้ายอย่างหนักแน่นว่า “เรามาที่นี้ เรามาเพื่อจำ” พร้อมตะโกนกึกก้อง “หยุดคุกคามประชาชน”

บรรยากาศ นิทรรศการ ‘ห่าง/หาย’ จัดโดยกลุ่ม Spring Movement ร่วมกับกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

สิ่งที่รัฐไทยเพิกเฉยกับสิ่งที่คนไทยสูญเสีย

การสูญหายไปของคนหนึ่งคนส่งผลกระทบต่อคนอีกหลายคน กี่ครอบครัวที่ต้องเสียใจกับการสูญหายหรือห่างกับคนอันเป็นที่รัก และเราจะอยู่ในสังคมอย่างไร้กังวลได้อย่างไร การผลักดันเรียกร้องไม่ได้เกิดมาอย่างไร้เหตุผลแต่มันเกิดจากการสูญเสีย

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วนในการร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เอ่ยปากขอ “เก้าอี้เพิ่มอีกตัว” โดยให้เหตุผลว่า

“เพื่อให้เรารู้สึกถึงคนที่เราพูดถึงไม่ห่างและหายไป และยังเป็นสัญลักษณ์อีกว่าเขาควรจะมาต่อสู้กับเราอยู่ตรงนี้ แต่ในตอนนี้เขาไม่อยู่”

ก่อนให้ความรู้เกี่ยวกับการบังคับสูญหาย เริ่มจากการจับกุม ควบคุมตัว และกักขัง กระทั่งขั้นตอนที่ทำให้เกิดความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้สารภาพ ทำร้ายร่างกาย หรือไม่ทำร้ายร่างกายแต่ทำร้ายสภาพจิตใจ ขั้นที่ไม่ทำในกระบวนการปกติ กระบวนการที่ทำให้ไม่ทราบว่าบุคคลที่ถูกจับกุมเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน จนกลายมาเป็นบุคคลสูญหายในที่สุด

“เราจึงผลักดันเรียกร้องแต่ถ้ารัฐรู้เรื่องและยังคงนิ่งเฉย รัฐก็มีส่วนร่วมในการทำให้การทรมานและบังคับสูญหายให้ยังคงอยู่กับสังคมไทย”  ตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

โปสเตอร์ตามหาวันเฉลิม อดีตประธานนักเรียนถูกติดทั่วโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อุบลราชธานี ก่อนถูกดึงออก (ภาพจากคณะอุบลปลดแอก)


สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์
พี่สาววันเฉลิม กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ไม่รู้เลยว่าตอนนี้น้องชายเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีใครหรือรัฐบาลที่มาช่วยตามหาหรือสืบสวนสอบสวน แม้แต่ทางการกัมพูชา

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ก่อตัวขึ้นเยอะมาก 90 วันแล้ว ทางการไม่มีคำตอบใดๆ ให้กับทางญาติเลย ทำให้เรารู้ว่าประเทศไทยสองมาตรฐาน คุณเห็นด้วยไหมคะ?”  สิตานันส่งต่อคำถามให้สังคมไทยร่วมคิดต่อ ก่อนเล่าว่า ที่ผ่านมาพยายามทำเรื่องถึงทุกหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยคาดหวังให้ช่วยเดินหน้าตามหาน้องชาย แต่ก็ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทำให้เลือกที่จะตีแผ่เรื่องราวให้โลกและสังคมได้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับวันเฉลิม และอะไรที่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ้าง


ไม่หยุดพูด ไม่หยุดถาม ไม่หยุดคิด
ไม่หยุดหา ‘ความจริง’

“ผมไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่าไหร่ พูดไปเขาก็หาว่าชังชาติ คำว่าชาติเป็นสิ่งที่สมมุติ ที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่คนที่ทำให้คำว่าชาติมันดูน่าชังก็คือพวกเผด็จการ แม้ในบางช่วงจะไม่ได้เป็นเผด็จการ แต่พวกนี้ก็พยายามช่วงชิงอำนาจ ในวันนี้ไม่มีหลักประกันอะไรว่าเราเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่เราจะหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ได้คือการที่เราจะไม่หยุดพูด ไม่หยุดตั้งคำถาม จะไม่หยุดคิด จะไม่หยุดหาความจริงว่าใครเป็นคนทำ เราต้องอดทนต่อการต่อสู้ แต่เราจะไม่อดทนต่อเผด็จการและการถูกคุกคาม”

คือคำกล่าวของ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักกิจกรรมทางการเมือง บัณฑิตรั้วธรรมศาสตร์ ซึ่งเคยถูกลอบทำร้ายจนดวงตาข้างหนึ่งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จ่านิวบอกอีกว่า ในโลกนี้มีคนสูญหายหลายคน บางคนกลายเป็นศพ แม้เป็นเรื่องเศร้า แต่อย่างน้อยญาติและสังคมยังได้รับรู้ ในขณะที่บางคนไม่ทราบแม้แต่ชะตากรรม กลายเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ กลายเป็นปริศนาที่ยังคงดำมืดจนถึงวันนี้

“เราอยู่ในสังคมแบบไหนกันที่มาบอกว่าเราโชคดีกว่าคนที่สูญเสียอีกคนหนึ่ง ความจริงมันต้องไม่มีใครตาย และต้องไม่มีใครหายด้วยซ้ำ ถ้าสังคมเป็นอารยะ” จ่านิวตั้งคำถาม

พะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่น้องเกด” พยาบาลอาสาผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงในเหตุการณ์สลายชุมนุมเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ เมื่อ พ.ศ.2553 คืออีกคนหนึ่งที่ร่วมวงสนทนา โดยระบุว่า มาพูดเพื่อเป็นกำลังใจให้ญาติผู้สูญหาย “จากใจของแม่ผู้ที่สูญเสีย” ก่อนกล่าวถึงการต่อสู้ของ “คนรุ่นใหม่” ผู้ไม่รอให้คนรุ่นเก่าเป็นผู้กำหนดอนาคตอีกต่อไป

“ใครที่มีคดีความกับรัฐ ความยุติธรรมมันไม่เคยมาถึงเรา ความยุติธรรมก็เหมือนกับสิ่งที่รัฐทำ มันถูกทำให้หายไป มันถูกทำให้ห่างไปจากผู้ที่เรียกร้องความยุติธรรม และที่ชัดเจนที่สุดก็คือ 6 ปีให้หลังมานี้ และตอนนี้ก็เข้าปีที่ 7 ก่อนหน้านี้ก็คิดว่าคนไทยเราเฉยไปไหมที่ไปเชื่อคำหลอกลวงที่เขาบอก แต่ในตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราพยายามที่จะต่อสู้ ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ที่ออกมาต่อสู้ เด็กจะไม่รอให้คนแก่เป็นคนกำหนดอนาคต เรามีหน้าที่เพียงให้คำปรึกษาไม่ใช่ไปชี้ว่าเขาควรทำอะไร ไม่ทำอะไร เพราะแบบนี้รัฐบาลเผด็จการจึงกลัวว่าจะเสียประชาธิปไตยให้กับเด็กรุ่นใหม่ที่ออกมาเรียกร้อง” แม่น้องเกดเปิดใจ


เสียงเพลง บทกวี ดนตรี ร่วม ‘ปลดแอก’

ไม่เพียงการแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาผ่านบทสนทนา แต่ยังมีการแสดงออกที่มีนัยยะและต่อสู้อย่างมีศิลปะอย่างเสียงเพลงและบทกวี

ศิลปิน อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ นำระลึกถึงคนที่ถูกอุ้มหายโดยขับร้องบทเพลง “อุ้มหาย ต้าร์ วันเฉลิม”

เนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า

“เจ็บจำความพ่ายแพ้ อ่อนแอเปลี่ยนเป็นหวัง ลุกมาแล้วพูดความจริง
ไม่ลืมวันเฉลิม ว่าเราไม่ทอดทิ้ง แล้วเพื่อนจะไม่ตายฟรี”

ต่อด้วยบทกวีของ คาล รีอัล ที่เขียนขึ้นเพื่อมอบให้เพื่อนที่ถูกสังหารและสูญหายโดยอำนาจมืด

ความตอนหนึ่งว่า

“หยิบเขาไป หยิบเขาไปจากชนชั้นชะตากรรม จากที่หลบซ่อน ลี้ภัยอยุติธรรม …
หายไปในปริภูมิเวลาแกนกลางอุ้งปริศนาของหลุมดำ …
ตัดขาดเขาจากเส้นหญ้าเส้นฝ้ายใยสังเคราะห์ จากนิวเคลียสของอะตอมเล็กจ้อยในโมเลกุลนาโน …
ปลิวไปดั่งละอองเกสร ปลิวไปดั่งละอองเกสรของแปลงดอกไม้บนเกาะกลางถนน เขาถูกหยิบไป หยิบเขาไป ..
หยิบเขาไปจากบทกวีอนุสรณ์การศพเอารัดเอาผิด หนังสือพิมพ์ประจำตำบลเขาถูกหยิบไป …
เขาถูกหยิบไป เขาถูกหยิบไปตามเหตุผลถูกสาป …
… ปลิวไปหายไปในเปลวเพลิง เครื่องเซ่นบวงสรวงพิธีกรรมหมอผี ริมน้ำแห่งมนต์ดำ”

 

ภาพถ่ายและข้อความถึงวันเฉลิม รวมถึงผู้ถูกบังคับสูญหายรายอื่นๆ ถูกจัดแสดงในวันผู้สูญหายสากล 30 สิงหาคม

ถัดมาด้วยบทกวีที่ร้อนแรงไม่แพ้กันของ พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ “พ่อน้องเฌอ” ที่บอกเล่าถึงปีศาจร้ายผู้ถูกปลุกขึ้นมาจากการหลับใหลด้วยเสียงนกหวีด ปีศาจตนนี้กินแต่คนหนุ่มสาวจนไม่เหลืออะไรแม้แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือ ต่อด้วยบทเพลงจาก แป๊ะ บางสนาน รำลึกผู้ที่ “ห่างหาย” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ปิดท้ายด้วย วงสามัญชน ผู้ใช้ตัวโน้ตและถ้อยคำต่อสู้กับอำนาจรัฐ

เป็น 3 เดือนแห่งความเงียบงันที่สังคมไทยไม่เคยลืม ไม่เพียงวันเฉลิม หากแต่เรื่องราวของผู้ถูกบังคับสูญหายในช่วงก่อนหน้าได้ถูกย้อนรำลึกถึงการต่อสู้อันนำไปสู่จุดจบน่าเศร้าท่ามกลางความหวังและการเรียกร้องที่ยังดำเนินต่อไป

ย้อนอ่าน : พี่สาว ‘วันเฉลิม’ เป่าเค้กวันเกิดให้น้องชาย หน้าสถานทูตกัมพูชา จนท.เมินรับเอกสาร