ระบบ‘น้ำ’ในไร่นา ที่ไม่ต้องรอเพียงฟ้าฝน ความมั่นคงของชีวิตเกษตรกร‘หัวไว ใจสู้’

30.03.21 | 13:00 น.

‘นํ้าคือชีวิต’

ประโยคคุ้นหูที่เป็นความจริงอย่างไม่ต้องตั้งคำถาม

โดยเฉพาะกับเกษตรกรซึ่งไม่เพียงใช้น้ำในการยังชีพในทุกวันของชีวิต แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในอาชีพซึ่งในอดีตต้องพึ่งฟ้าฝนเป็นหลัก ครั้นเทคโนโลยีรุดหน้า ย่อมมีตัวช่วยผ่อนแรง

แน่นอนว่าการสร้าง ‘ระบบน้ำ’ ย่อมสำคัญยิ่ง

Advertisement

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินหน้าโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำ ในไร่นาแก่สมาชิกสถาบันเกษตร ตามมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ 26 กรกฎาคม 2559 ที่อนุมัติจัดสรรเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวน 300 ล้านบาท ให้แก่กรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อนำไปดำเนินโครงการดังกล่าว โดยเบิกจ่ายจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปสนับสนุนเงินกู้แก่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศในการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง ให้สามารถบริหารจัดการน้ำ ได้เพียงพอตลอดฤดูกาลผลิตและตลอดทั้งปี โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี ตั้งแต่ ปี 2559-2564 โดยปลอดการชำระหนี้ 2 ปีแรก หลังจากนั้นแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ภายใน 5 ปี ตามระยะเวลาของโครงการ

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างมาก มีสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมโครงการจำนวน 6,010 ราย แบ่งเป็นขุดสระเก็บกักน้ำ 2,016 ราย ขุดเจาะบ่อบาดาล 2,715 ราย และจัดหาเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องสูบน้ำ ท่อส่งน้ำในระบบน้ำหยดหรือพ่นละอองน้ำอีกจำนวน 1,279 ราย

ต่อมา กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดทำโครงการระยะที่ 2 ขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ที่อนุมัติเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพิ่มให้อีก 500 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี ตั้งแต่ปี 2563-2568

“โครงการนี้ดอกเบี้ยไม่มี เป็นโครงการปลอดดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรเพื่อขอเงินทุนไปพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาของเขาเอง จะขุดสระน้ำหรือเจาะบ่อบาดาลแล้วแต่ความต้องการของเกษตรกร บางรายอาจจะมีโรงเรือนทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแหล่งน้ำที่ปลอดภัย ไม่ปนเปื้อนสารเคมีหรือสารพิษ” วิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยรายละเอียด ทั้งยังเล่าว่า โครงการนี้เป็นที่สนใจของเกษตรอย่างมาก เพราะว่าเมื่อมีน้ำแล้วก็จะสามารถทำการเกษตรต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เป็นการจูงให้เกษตรกรกลุ่มหัวไวใจสู้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรแบบเดิมๆ ปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีรายได้ปีละครั้ง ให้หันมาทำเกษตรผสมผสานปลูกพืชที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากมีแหล่งน้ำไว้ใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี

จากข้อมูลการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ปรากฏว่ามีสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากถึง 10,250 ราย แบ่งเป็นขุดสระเก็บกักน้ำ 3,234 ราย ขุดเจาะบ่อบาดาล 6,871 ราย และจัดหาเฉพาะอุปกรณ์อีก 145 ราย

เพื่อประโยชน์ในการติดตามผลการดำเนินงานและลดปัญหาความซ้ำซ้อนในการสนับสนุนสมาชิกและกลุ่มเกษตรกรในอนาคต กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดทำพิกัดแผนที่บริเวณแหล่งน้ำของสมาชิก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน 2564

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการโครงการดังกล่าวมีการบูรณาการหน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน รวมถึงกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่มาคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำปรึกษาและวางแผนในด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ลุงสมศักดิ์ บุญมา เกษตรกรหัวก้าวหน้าใน ต.สาลิกา อ.เมือง จ.นครนายก และสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองนครนายก จำกัด ซึ่งกู้เงินโครงการมาจำนวน 3 หมื่นบาท เพื่อปรับปรุงบ่อน้ำเดิมให้สามารถเก็บกักน้ำได้ตลอดทั้งปี จนทุกวันนี้ไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด

“กู้เงินโครงการมา 3 หมื่นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนี้ได้ใช้คืนเขาไปหมดแล้ว ก็รู้สึกว่าดีขึ้น ทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี จากเมื่อก่อนได้แต่พึ่งพาฟ้าฝนอย่างเดียว ถ้าฝนไม่ตกก็ทำอะไรไม่ได้เลย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น แต่ตอนนี้ปลูกได้ทุกอย่าง” ลุงสมศักดิ์เผยความรู้สึกหลังมีบ่อน้ำใหม่จากเงินกู้ของโครงการ

ปัจจุบันลุงสมศักดิ์เช่าพื้นที่ทำนา ประมาณ 3 ไร่ พร้อมกับปลูกไม้ผลต่างๆ เช่น มะม่วง มะยงชิด กล้วย ส้มโอ ตลอดจนพืชผักต่างๆ ภายในบริเวณบ้าน ทำให้มีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือนและรายปี จากการจำหน่ายผลผลิตพืชผักและผลไม้ที่ปลูกไว้ ซึ่งเป็นผลอานิสงส์จากโครงการ

ปัญหาน้ำของลุงสมศักดิ์ไม่ต่างจาก นุชา บุญมา เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 29 ปี ที่มีปัญหาเรื่องน้ำทำการเกษตรเช่นกัน จะต่างกันก็ตรงที่นุชาผ่านประสบการณ์งานเกษตรในต่างแดนที่มีแหล่งน้ำภาคการเกษตรอุดมสมบูรณ์ ด้วยระบบชลประทานที่ครบวงจร หลังเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมผู้นำเยาวชนเกษตรกรไทย ณ เมืองไซดามะ ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2560 ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยไปอาศัยอยู่กับครอบครัวชาวญี่ปุ่น ทำให้ได้เรียนรู้งานเกษตรแบบครบวงจรในแดนอาทิตย์อุทัย ก่อนนำประสบการณ์มาต่อยอดงานเกษตรที่บ้านเกิดใน ต.สาลิกา อ.เมือง จ.นครนายก ในปัจจุบัน

“ที่ญี่ปุ่นเขามีระบบชลประทานที่ดีมาก แปลงเกษตรไม่ว่าจะอยู่มุมไหนน้ำเข้าถึงทุกแปลง แต่บ้านเขาจะมีปัญหาเรื่องดินมากกว่า ตรงข้ามกับบ้านเรา สภาพดินไม่เป็นปัญหา แต่จะมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ” นุชาสะท้อนภาคการเกษตรระหว่างญี่ปุ่นกับไทย หลังใช้ชีวิตเรียนรู้งานเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 1 ปี

หลังจากกลับมาก็เริ่มต้นอาชีพการเกษตรอย่างเต็มตัว ด้วยการเริ่มปลูกเมล่อน ตามกระแสนิยมในขณะนั้น แต่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ก่อนจะหันมาเอาดีปลูกมะเดื่อฝรั่ง บนเนื้อที่ 2 ไร่ และผลไม้อื่นๆ อาทิ มะยงชิด มะม่วง กล้วย ฝรั่ง และพืชอีกหลากหลายชนิด หลังเข้าร่วมโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาแก่สมาชิกสถาบันเกษตร เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา โดยกู้เงินจากโครงการจำนวน 5 หมื่นบาท มาปรับปรุงพัฒนาบ่อน้ำเดิมให้สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มมากขึ้น

“เพิ่งกู้เงินโครงการมา 5 หมื่นเมื่อปีที่แล้วเพื่อเอามาปรับปรุงบ่อน้ำเดิมให้มีขนาดความจุมากขึ้น บ่อใหม่กว้าง 10 เมตร ยาว 50 เมตร และลึก 5 เมตร เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน คิดว่าหลังจากนี้คงจะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำอีกต่อไป” เกษตรกรคนเก่งเผยและยอมรับว่า กว่าจะได้เงินกู้ก้อนนี้มาจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ โดยขั้นตอนแรกหลังจากทำเรื่อง ยื่นขอกู้ก็จะมีเจ้าหน้าที่ลงมาสำรวจพื้นที่ ตรวจสอบรายละเอียดในทุกขั้นตอน พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำการวางแผนการผลิต ชนิดพืชที่ปลูก รวมถึงช่วยวางแผนด้านการตลาดด้วย

สิ่งแรกที่เขาต้องดูว่าเราทำจริงหรือไม่ ที่ดินมีโฉนดหรือไม่ เงินที่กู้มาไม่พอ เราก็ต้องออกเองบางส่วน หลังปรับปรุงบ่อน้ำเสร็จ ก็จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายกเข้ามาแนะนำเรื่องการปลูกพืช ร่วม
วางแผนการผลิต พืชชนิดใดเหมาะปลูกช่วงไหนเพื่อให้สอดรับกับการตลาดในแต่ละช่วง” นุชาทิ้งท้าย

นับเป็นโครงการแห่งความหวังของเกษตรกรสมาชิกในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะน้ำภาคการเกษตรในพื้นที่ที่ระบบชลประทานยังเข้าไม่ถึง เนรมิตความเขียวขจีจากระบบที่สร้างได้ด้วยมือมนุษย์

ทีมข่าวเฉพาะกิจ