เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าโค้งที่สองของปีหรือเข้าไตรมาส 2/2564 ไปพร้อมกับประเทศไทยยังเผชิญกับหลายปัจจัยกดดัน ทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังเจอจำนวนผู้ติดเชื้อต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2563 หลายประเทศการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมารอบที่ 3 บางประเทศเจอวิกฤตไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก่อให้เกิดกิจกรรมประจำวันหยุดชะงัก หลายประเทศต้องปิดพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อหรือปิดประเทศล้างเชื้อกันเลย แม้มีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 แล้วและเริ่มทยอยฉีดแล้ว แต่ก็ยังกังขาเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน รวมถึงการบริหารจัดการระจายการฉีดได้ทั่วถึงคนในแต่ละประเทศ การติดตามประสิทธิผลของมาตรการเยียวยาต่างๆ ของภาครัฐ ไม่นับรวมปัญหาด้านเทคนิค หลักๆ คือ การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ขาดสภาพคล่องเพราะขาดรายได้เป็นเวลานาน ต้นทุนบริหารจัดการสูงขึ้น ค่าเงินผันผวนหนัก

ทำให้เกิดกังขาต่อทิศทางเศรษฐกิจ ภาวะสังคม และความเป็นอยู่ของภาคประชาชน นับจากนี้…
หนังสือพิมพ์มติชน จึงจัดสัมมนา “ปี 2021 ประเทศไทยไปต่อ” เมื่อวันที่ 25 มีนาคม เวลา 08.30-12.00 น. ที่แกรนด์ฮอลล์ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก กรุงเทพฯ โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเสวนาและปาฐกถาพิเศษ “พลิกโควิดเป็นโอกาส ประเทศไทยไปต่อ” ต่อด้วย ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย บรรยายพิเศษ “Next step ฟื้นเศรษฐกิจไทย” จากนั้นเป็นการเสวนา“เศรษฐกิจไทยจะไปต่อได้อย่างไร” โดยศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มีบัญชา ชุมชัยเวทย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
โดย ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) วรศักดิ์ ประยูรศุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน พร้อมผู้บริหารเครือมติชนให้การต้อนรับ ถือเป็นอีกครั้ง ที่มีผู้สนใจทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ลงทะเบียนเข้าฟังจนเต็มจำนวนที่นั่งจัดเตรียมไว้ 400 คน ตามมาตรการเว้นระยะห่างของภาครัฐ และรับดูรับฟังผ่านเฟซบุ๊กอีกจำนวนมาก ซึ่งระหว่างการไลฟ์สดการเสวนา ได้มีการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานาต่อแนวโน้มประเทศจากนี้…
ซึ่งสัมมนาครั้งนี้ ถือเป็นการต่อเนื่องจากปีก่อน และเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2564 เนื่องในโอกาสที่หนังสือพิมพ์มติชน ดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 44 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2564 โดยสัมมนา 2 ครั้ง อยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จึงจัดสัมมนา ในรูปแบบ เวอร์ชวล คอนเฟอเรนซ์ ในครั้งแรก และรูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่ง ในครั้งที่สอง ภายใต้เรื่อง “BREAKTHROUGH THAILAND 2021” และ “พลิกสูตรวัคซีนสู้โควิด พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทย” ตามลำดับ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ในการปาฐกถาพิเศษของ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สะท้อนภาพที่กำลังเกิดขึ้นว่า “ปัจจุบันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย พบปัญหาเดียวกันหมด คือประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563 ได้มาพูดในงานของมติชนครั้งหนึ่งแล้ว ก็แสดงความหวังว่าเศรษฐกิจไทยไม่บอบช้ำมากเหมือนที่หลายฝ่ายได้พยากรณ์ไว้ คือ ติดลบเกิน 7-8% แน่นอน แต่สุดท้ายก็ติดลบ 6% เพราะไทยต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนสูงกว่า 20% สองส่วนนี้รายได้ลดลงมาก แต่ภาคแรงงานว่างงานเพียง 1.7% จากเหตุการณ์ครั้งนี้ อยากให้คนไทยภาคภูมิใจ โควิด-19 ไม่ได้เกิดบ่อยๆ 100 ปีเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ดังนั้น อยากให้จดจำ ที่เราได้ร่วมกันช่วยเหลือประเทศกันอย่างไร ภาพเหล่านี้ต้องมีต่อไป และเก็บไว้เล่าต่อให้คนรุ่นหลัง ว่าไทยร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างไร ซึ่งเมื่อเราเริ่มรู้แล้วว่าการควบคุมดูแลการระบาดเป็นอย่างไร ก็ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ออกมาตรการช่วยเหลือกันต่อเนื่อง ตอนนี้รัฐบาลไทยวางแผนนำเข้าวัคซีน 63 ล้านโดส ที่จะเพียงพอสำหรับคนไทยที่มีคุณสมบัติที่ฉีดได้คนละ 2 โดส หากไม่เพียงพอยังมีงบประมาณสำรองไว้เพื่อดูด้านสาธารณสุข 5 หมื่นล้านบาท”
อีกตอนหนึ่งกล่าวอนาคตประเทศไทยจากนี้ว่า “ตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงปลายของการระบาดโควิด ดังนั้น ปี 2564 จึงเป็นปีที่สำคัญมาก เป็นรอยต่อของโควิดและการบริหารรัฐกิจ ซึ่งจะทำควบคู่กันทั้งการเยียวยาช่วยเหลือ พร้อมกระตุ้นคนไทยใช้ออมเงินที่มีอยู่ ซึ่งปีก่อนโตถึง 11% หรือกว่า 1.5-1.6 แสนล้านบาท ให้ออกมาใช้จ่ายกัน เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยเหลือธุรกิจ บวกกับแนวทางผลักดันการท่องเที่ยวให้กลับมา เหล่านี้ทำให้รัฐบาลวางเป้าหมายปี 2564 เศรษฐกิจเติบโต 4% แม้หลายสำนักมองไว้ 3% ยังขาด 1% วงเงิน 1.6 แสนล้านบาท จากเงินออมเมื่อช่วยกันใช้จ่ายก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ขณะเดียวกัน รัฐบาลวางแผนการไว้สำหรับปี 2565 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อะไรก็ต้องเร่ง ส่วนใหญ่เป็นแนวนอน จึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เหมือนการทำโครงการแนวตั้ง แต่โครงการแนวนอน นั้นทำให้คนเดินทางบ่อยๆ จะเปลี่ยนแปลงระบบคมนาคมในประเทศ แม้จะถูกเรียกว่ารัฐกาลเวรี่กู้ ก็ต้องทำ รวมถึงดันต่อโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หลายโครงการลงทุนเชื่อมเส้นทางไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับภูมิทัศน์รองรับการเปิดประเทศรับการท่องเที่ยว ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมอนาคตให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศในยุคหลังโควิด (Post Covid) โดยใช้กลยุทธ์ 4Ds คือ DIGITALIZATION DECARBONIZATION DECENTRALIZATION และ DE-REGULATION ในการเปลี่ยนผ่าน”

จากนั้น ผยง ศรีวณิชกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เสริมว่าจะเศรษฐกิจไทยฟื้นอย่างไร “ปี 2564 เริ่มเห็นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ หลังคุมไวรัสได้ดีขึ้น เริ่มฉีดวัคซีนต้านไวรัส และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ไม่แค่ไทยทำกันทุกประเทศ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะปกติที่ได้รับการเติมเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินของรัฐ และเสริมสภาพคล่องจากรัฐบาลกลาง ก็อยู่ที่ภาคธุรกิจจะปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่น ที่มาเร็วกว่าคาดการณ์ไว้ รวมถึงปรับได้ตามวิถีใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าระยะต่อไปต้องเพิ่มเติมและจบได้อย่างไร เดิมนั้นภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินจีดีพีไทยปีนี้โตเพียง 1.5-3.5% แต่เมื่อมีปัจจัยบวกมากขึ้น เดือนเมษายนคงหารือปรับเป้าใหม่ของจีดีพีเป็น 2-4% แม้จะโตได้ถึง 4% แต่ยังต่ำกว่าเศรษฐกิจโลกอาจโตถึง 5.6% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเศรษฐกิจโลก เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ภายใต้พายุที่สมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) โควิด-19 ทำให้เห็นความเปราะบางต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในระบบโครงสร้างเศรษฐกิจรวม …”
พร้อมสะท้อนให้เห็นว่า การมาของโควิด-19 ทำให้เห็นว่าสังคมไทยมีกลุ่มที่เปราะบางและอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจซบเซาเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการเยียวยาช่วยเหลือต่างๆ อย่างโครงการเราชนะ ยังเตือนอีกว่า ระยะถัดไป ประเทศไทยยังมี 4 ความท้าทายหลักต้องเผชิญหน้า คือ 1.นิวนอร์มอล ทำให้เศรษฐกิจและธุรกิจเปลี่ยนไป 2.กฎเกณฑ์ใหม่ของโลก หันไปเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) 3.นโยบายภาครัฐ ที่ต้องต่อสู้กับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ที่ตอนนี้ไทยถึง 51.8% และแนวโน้มเพิ่มขึ้น 4.ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเริ่มด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางมิติ
“เมื่อมีโจทย์เหล่านี้เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นสูงมากที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ ทั้งภาครัฐ ตัวภาคเอกชน และความร่วมมือของทั้งรัฐและเอกชน หัวใจที่แท้จริงของการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และศักยภาพการเติบโตของจีดีพีให้ดีกว่า 3-4% เป็นเรื่องที่รัฐหรือเอกชนทำเองไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือกันผลักดัน” ผยงกล่าวไว้ให้คิด
อีก 2 เซียนภาคเอกชนที่ได้รับสนใจอย่างล้นหลามในช่วงเสวนา “เศรษฐกิจไทยจะไปต่อได้อย่างไร” โดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ สะท้อนไว้ตอนหนึ่งว่า “โควิดเหมือนเป็นอุบัติเหตุที่ทั่วทั้งโลกเจอเหมือนกันหมด จะเดินต่อไป ถามว่าไทยเราจะแข่งขันอย่างไร บนพื้นฐานต่างๆ ถ้ามีประชากรยังอยู่ภายใต้เส้นความยากจนในแง่รายได้ ยังเหลื่อมล้ำสูง จะจัดการความยากจนแบบบูรณาการได้อย่างไร ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะส่งผลต่อการลงทุน หนึ่งในนั้นคือบริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการระบบการศึกษา การพัฒนาระบบราชการ ถ้าเรามองถึงอนาคต คือ ไทยเราต้องเปลี่ยนฮวงจุ้ยประเทศใหม่ ไม่แค่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี แต่มันคือการดึงดูดการลงทุน ดึงดูดทรัพยากรมนุษย์ระดับโลก มาช่วยสร้างประสิทธิผลมวลรวม และสร้างไทยต้องกลายเป็นศูนย์กลางภูมิศาสตร์ ถ้าทั่วโลกยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางแล้ว อย่างศูนย์กลางการขนส่งระดับโลก เป็นโลจิสติกส์ฮับ เราจะดึงดูดการลงทุน ดึงทรัพยากรมนุษย์ และเงินทุนไหลเข้าประเทศ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไปศลาว ต่อถึงจีน อินเดีย ไทยก็มีโอกาสขึ้นเป็นอันดับ 1 หรือ 2 ในอีก 10 ปีข้างหน้า พอเราเป็นศูนย์กลางแล้ว ก็สามารถต่อยอดได้อีก กลายเป็นศูนย์กลางการค้าโลก และกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกต่อไป”
พร้อมตั้งคำถามเชิงนโยบายว่า “ต้องการจะออกจากที่เป็นอยู่ให้เร็ว ถามว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเราพร้อมแค่ไหน เราทำอะไรก่อนประเทศอื่นบ้าง อย่างฉีดวัคซีนโควิด-19 มีเพียงพอไหม เรามีวัคซีนส่วนสำรองเหลือ ทำให้เกิด การท่องเที่ยวฉีดวัคซีน ได้ไหม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาไทยได้ ทั้งมาพัก มาทำงาน และได้สุขภาพดีด้วย เมื่อต่างชาติมองว่าเราปรับตัวเร็ว และเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวก็จะฟื้นตัวเร็ว อีกโอกาสคือดึงนักท่องเที่ยวเพื่อหาซื้อบ้าน เพราะไทยเป็น 1 ใน 3 ของประเทศท่องเที่ยวของโลก ต่างชาติชอบประเทศไทย ถ้าอย่างมีอีกบ้านอีกสักหลังก็เลือกที่ไทย
ถามถึงภาคอุตสาหกรรมเรามีการเตรียมพร้อมอย่างไร ภาคการเกษตรยังต้องช่วยตัวเองเยอะวิธีการปรับตัวให้เร็วที่สุด คือ ทำเรื่องน้ำ เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกที่น้ำท่วมและภัยแล้งในประเทศเดียวกัน มีเพียงไทย ถ้าจัดการเรื่องของน้ำให้ดี เราจะพลิกระบบเกษตรกรรมให้พัฒนาต่อไป ส่วนการค้าระดับโลกของไทย เราจะเป็นยังไงต่อไป เรารู้สิ่งที่เป็นเทรนด์สำคัญของโลกคืออะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า เช่น รถอีวี รถยนต์ไฟฟ้า
และอุตสาหกรรมอนาคต อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลมาแล้ว ต้องไปดูเรื่องการพัฒนาทักษะของประชากรและระบบการศึกษาไปด้วย ประเทศไทยต้องอาศัยความกล้าหาญและความสามัคคี ควบคู่กันไป เพราะเป็นเรื่องสำคัญและทำให้เราเดินต่อไปได้ อย่างมีความสงบสุข และมีความก้าวหน้าความเจริญ
ขณะที่ ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เสริมว่า “ทุกวิกฤตจะมีโอกาสอยู่เสมอ ตอนนี้โลกกำลังเอียงมาอยู่ทางทิศตะวันออกคือทวีปเอเชีย โอกาสผ่านหน้าตัวเองมีอยู่เสมอ เพียงเข้าใจว่าสิ่งนั้นมันคือโอกาสรึเปล่า และหยิบเอาโอกาสนั้นมาเป็นประโยชน์ โดย 2 เรื่องมองเป็นโอกาส คือ ความรู้ กับ ทักษะ อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 โยงเรื่องของเทคโนโลยี และเห็นว่าตอนนี้ทุกคนใช้เทคโนโลยีเก่งกว่าเมื่อเทียบกับ 2-3 ปีก่อน แสดงว่าคนพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ถ้าเรามองถึงเรื่องโอกาส ธุรกิจต้องวางแผนยุทธศาสตร์ คิดเชิงกลยุทธ์ ดูอย่างบริษัทของคนไทยกว่า 11 บริษัท มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทั่วโลก จีน ญี่ปุ่น ยังมีแค่ตัวเลขหลักเดียว อยากให้เน้นการรวมพลังทางด้านความคิดของธุรกิจใหญ่สู่ธุรกิจเล็กๆ พวกเราต้องช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นฟันเฟืองเล็กๆ โดยหลังจากสถานการณ์โควิด ควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ภายหลังปี 2565 น่าจะมีโอกาส 5-8 ปี ถ้าใครที่อยู่ท้ายหน่อยเข้าโค้งช้ากว่าใครเขา อยู่ในภาวะที่ต้องปรับตัวอย่างแรง แสดงว่าเรื่องของการแข่งขันสำคัญ เพราะว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป และเห็นว่าพลังใหม่ พลังเด็กรุ่นใหม่พร้อมที่จะขับเคลื่อนและเติมเต็มโอกาสเศรษฐกิจ ซึ่งการร่วมไม้ร่วมมือจะเป็นพลังผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไป
และนี่คือเนื้อหาล่าสุดจากเวทีสัมมนามติชน เพื่อระดมและนำเสนอแนวทาง ทิศทางและทัศนะในการแก้ปัญหา การขับเคลื่อนประเทศไทยให้ “ไปต่อ” แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ต่างๆ
ทีมข่าวเศรษฐกิจ

