การเมืองไม่เสรี
ก็ไม่มี “ซอฟต์เพาเวอร์”
ผู้สื่อข่าวพิเศษ รายงาน
“ซอฟต์เพาเวอร์ หมายถึงอำนาจนุ่ม ซึ่งมีทั้งทางการเมืองและทางวัฒนธรรม
ที่สำคัญมากคือ ถ้าไม่มี “ซอฟต์เพาเวอร์” ทางการเมือง ก็อย่าหวังว่า “ซอฟต์เพาเวอร์” ทางวัฒนธรรมจะมีได้
แต่อีสานเป็นพื้นที่มีข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์ เพราะปลอดอำนาจรัฐจากลุ่มน้ำเจ้าพระยามานานมากหลายร้อยปี ต้องถูกทอดทิ้งให้เอาชีวิตรอดด้วยตนเอง เสมือนการเมืองเสรี และบรรดาไพร่บ้านพลเมืองมีอำนาจตามธรรมชาติอย่าง “ปากกัดตีนถีบ” นับร้อยปี ดังนั้นจึงปลอด “ความเป็นไทย” จากศูนย์อำนาจภาคกลาง กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ส่งหมอลำ “โกอินเตอร์” มุ่งหน้าสู่ “ซอฟต์เพาเวอร์”
“รัสมี อีสานโซล” Isan Soul (รัสมี เวระนะ) (ภาพจาก www.rasmeewayrana.com)

21st Century Molam ของคณะวงพาราไดซ์บางกอกหมอลำอินเตอร์เนชั่นแนล ทำซีดีแพร่หลายทั่วโลก
“ซอฟต์เพาเวอร์” ต้องเพิ่มอำนาจประชาชน
เรียบเรียงและปรับปรุงบางตอนจากเสียงสนทนาของ “โทนี่” เรื่อง “ซอฟต์เพาเวอร์ไทย ฝันให้ไกล ไปให้ปัง”
[CareTalk x Care ClubHouse 26 เมษายน 2565]
คีย์เวิร์ดของอำนาจอ่อน คือ โน้มน้าวและเชื้อเชิญ ตามแนวคิดของโจเซฟ ไนน์ซ์ ดึงดูด เย้ายวนใจ กรอบใหญ่เริ่มต้นที่รัฐบาล โจเซฟระบุว่ารัฐบาลมีสมบัติคือวัฒนธรรม แล้วต้องมีค่านิยมทางการเมืองที่ส่งเสริมให้คนเชื่อและชมชอบสิ่งที่มีอยู่ อีกอันคือ นโยบายต่างประเทศ ยกตัวอย่าง คิมแดจุง ปธน.เกาหลีใต้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและอีกคน มาประชุมเอเปค เขามาชวนว่าอาเซียนคนไหนอยากร่วมไหม มาทำหนังจริงจังเพราะได้สปิลเบิร์กมาปรึกษา ผมมาคุยกับคนทำหนังแต่ก็ไม่มีใครสนใจ
เกาหลีใต้วันนั้นจนถึงวันนี้กลายเป็นประเทศที่มีอำนาจอ่อนมากเป็นอันดับ 11 ของโลก Soft Power จึงต้องขับเคลื่อนโดยบุคคลไปสู่สิ่งที่คนชมชอบ Soft Power ของไทยที่มีคือความยิ้มแย้ม นอกจากหาดทรายและวัดวา คนไทยมีวัฒนธรรมในการต้อนรับแขก นอกจากนั้น ผมเคยเล่าเรื่องหนึ่งให้อุ๊งอิ๊งฟัง ตอนผมทำทุนเรียนนอกจากหวยบนดิน ให้ที่ 1 ทุนเดียว แล้วอันดับ 2 ของจังหวัดน่าน มาบอกผมว่า ถ้าที่หนึ่งได้เรียนต่างประเทศ แล้วที่สองจะให้เป็นสาวโรงงานเหรอคะ ผมสะอึกเลย แล้ววันนี้อุ๊งอิ๊งพูดในที่ประชุมพรรคที่ผ่านมาว่าจะทำยังไงให้คนในครอบครัวเก่งสักอย่างแล้วพัฒนา แทนที่จะให้คนส่วนใหญ่ไปขายแรงงานราคาถูก คนไทยมีทักษะเชิงสุนทรียะ งานโอทอปเกิดขึ้นได้จากตรงนี้ คนที่มีทักษะทำไมต้องไปล้างส้วม คนทำอาหารเก่งๆ อยู่อีสานทำไมต้องเป็นกรรมกรหรือเป็นยาม ไม่ต้องทำอะไร ทำไม
เพราะฉะนั้น วันนี้จึงบอกว่าเราใช้วิธีค้นหาดีกว่า ทุกครอบครัวสร้างให้ได้คนหนึ่ง มีรายได้มากกว่าคนทั่วไป เพื่อแบ่งเบาภาระให้ครอบครัว วิธีการคือ ทำ sole searching กับครอบครัว ไม่ใช่แค่รายได้ระดับเดียว แต่สูงกว่าหลายเท่า ส่วนคนอื่นก็ได้รับการพัฒนา เป็นเรื่องอำนาจอ่อน เป็นลักษณะลงไปในฐานราก อาศัยทักษะคือวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ มาเจียระไนใหม่ให้เป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก ไม่ว่ามิลลิ หรือลิซ่า โดยเฉพาะลิซ่าเป็นคนมีศักยภาพแต่อยู่ในระบบของเกาหลีใต้
ขอย้อนเรื่องเก่าหน่อย DKNY คนดีไซน์นี้หมดไฟจะออกแบบ ก็ไปเอาดีไซน์เสื้อผ้าประจำชาติในเอเชียมาแขวนไว้ในโกดัง ไปจินตนาการมาใหม่ หรือบาลองเซียก้าก็เช่นกัน เขาเอาสิ่งที่เราไม่ได้ใช้ มาปรับใช้ ต้องเอามาปรับใช้และแสดงพลัง นอกจากไทยมีแค่อาหาร แต่มีแฟชั่น มีความเก่งของคนไทย เราต้องรีบสร้างให้ได้
คำว่า อำนาจแข็ง คือใช้กำลังบังคับคนอื่น แล้วรัฐบาลนี้ที่มาจากทหาร จะใช้อำนาจแข็งมากกว่าจะใช้อำนาจอ่อน ไม่ได้มาจากหัวใจ แต่มาจากได้ยินว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังเป็นเผด็จการ ไม่สามารถสร้างสิ่งที่เอื้อต่อการเกิด Soft Powerได้
Soft Power ต้องเพิ่มอำนาจประชาชน
ตลอดที่ทำงานมา การเพิ่มอำนาจคนเป็นหัวใจสำคัญ เป็นอิสระในการคิดเอง ถ้าเสริมสร้างอำนาจและโอกาส ฝึกฝนเขาให้มั่นใจให้ก้าวย่างไปได้ การเพิ่มอำนาจเป็นรากฐานประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่เอาข้าวไป 5 ช้อน นี่ไม่ใช่การเพิ่มอำนาจ
หัวใจอำนาจอ่อน คือเพิ่มอำนาจประชาชน สร้างพลังโน้มน้าวและเชื้อชวน ของเรามีเยอะที่จะสร้างแบรนด์ไทย ภาพกว้างคือการสร้างแบรนด์
อีกอันคือการส่งเสริมอำนาจไม่ให้ใครหยิบไปใช้ เหมือนโยคะจากอินเดียแต่คนอื่นใช้ประโยชน์ ถ้าเราตื่นตัวทันก็จะได้ประโยชน์จากวัฒนธรรมที่เราได้รับตกทอด
ตอนสมัยผมอยู่ ตั้งองค์การมหาชน ไม่มีข้าราชการเยอะแยะ คนช่วยไม่กี่คนมาทำ คือให้คนมาปล่อยพลัง
สำคัญคือต้องปลดปล่อยศักยภาพ คนมาใช้เวทีนั่งคิด ถกเถียง สรรค์สร้าง เอาความรู้มาเติมให้เขา อย่าง ทีซีดีซี งบใช้ไม่มากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ในระยะยาว ถ้าใช้ระบบราชการมีแต่เจ๊ง ตัวท่านนายกฯ เองก็ต้องให้ความสนใจ ลงมากำกับ ท่านก็มีความเก่ง อย่างแต่งเพลงเก่งก็มาช่วยได้ ถ้าท่านไปต่างประเทศแล้วกลัวหนาว เดี๋ยวผมเอาโอเวอร์โค้ทมาให้
ระบบการปกครองของไทยเดิมเป็นอำนาจแข็ง จะปลดปล่อยเป็นอำนาจอ่อน ใช้อำนาจแข็งไม่ได้ ต้องเปลี่ยนรากฐานใหม่ ก็ตั้งองค์กรมหาชนอิสระไป ใช้เป็นลักษณะเหมือนกับห้องสมุด แล้วมีบรรณารักษ์ ให้ปรึกษา มีเวทีให้เจอกัน อาจเชิญวิทยากรเป็นเนืองๆ เติมปัญญาให้เขาแล้วปล่อยให้เขาแสดงออกเอง
“ซอฟต์เพาเวอร์” เป็นเรื่องของโอกาสที่เปิดให้คน
ถ้าเราสร้างโอกาสและส่งเสริมให้เขา คนไทยจะมีศักยภาพไม่จำกัด แต่เรากลับเอาอะไรมาครอบกลายเป็นเพียงแรงงานราคาถูก แล้วเกาะกับวัฒนธรรมเก่า คือสิ่งที่เราให้เขา รัฐบาลไทยรักไทยสร้างสิ่งที่เรียกว่าโอกาส คุณต้องมีโอกาส คนไทยต้องการโอกาส การศึกษา การเข้าถึงความรู้ การใช้ขีดความสามารถ นี่คือโอกาสที่เขาต้องการ รัฐบาลต้องเปิดกว้าง อย่าคิดว่าเป็นเด็ก ดูถูกไม่ได้จริงๆ เขาคิดของเขาเองเป็น บางคนไม่มีการศึกษาแต่ไอคิวสูง เพียงแต่ขาดโอกาส ถ้าได้โอกาสก็พัฒนาได้ โอกาสสำคัญที่สุด
ซอฟต์เพาเวอร์เป็นเรื่องของโอกาสที่เปิดให้คนเพิ่มขีดศักยภาพ ไปปรับ ประยุกต์ได้ เขารู้ว่าแบบเดิมถ้าไปไม่ได้ก็ต้องปรับตัว
สรุปแล้วคนเป็นผู้นำ อำนาจมีอยู่แล้ว ผู้นำมีอำนาจสูง แต่หัวใจต้องมีเพื่อประชาชน ถ้าเห็นความยากลำบาก เราก็ใช้ศักยภาพของการมีอำนาจทำให้เขาทำมาหากินได้อย่างอิสระ
ครัวไทยสู่ครัวโลก
เป็นการต่อสู้ทางวัฒนธรรม ทำไมเราไปเมืองนอกมีแต่อาหารจีน ญี่ปุ่น แขก และฝรั่งเศส ทำไมไม่มีอาหารไทย น่าจะอยู่แถวหน้าด้วยซ้ำ พอไปซิดนีย์ 200 ร้านเป็นคนลาวกับเวียดนาม เลยมีความรู้สึกว่า ต้องจริงจังกับครัวไทยสู่ครัวโลก ส่งเสริมแล้วให้เอ็กซิมแบงก์มาช่วย หลายร้านที่ผมไปเจอตอนหลัง ได้เงินกู้เอสเอ็มอีจากเอ็กซิมแบงก์ ผมวางแผนว่าจะเปิดร้านอาหารไทย 5 พันร้านทั่วโลก ให้เต็ม ไม่ใช่แค่ฟาสต์ฟู้ด แต่เป็นอาหารซื้อง่ายขายคล่อง
ผมเชื่อว่าเพื่อไทยถ้าเป็นรัฐบาล สืบทอดเจตนารมณ์ เราไม่ได้มีคนไทยไว้รอรับเงินแจก แต่มีคนไทยให้สร้างสิ่งที่เติบโตไปได้
เปิดพื้นที่เพื่ออยู่ในโลกเสมือน
ทำไมไม่เปิดที่ซ่องสุ่มในทางสร้างสรรค์ให้เยาวชน นี่คือจุดเริ่มต้นของทีซีดีซี และทีเคพาร์ค
ในที่สุด เมต้าเวิร์สกำลังมา โลกเสมือนกำลังมา ถ้าเราไม่เตรียมพื้นที่จริง อีกหน่อยโลกเสมือนอาจใช้ไม่เป็น เพราะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกจริง แล้วพอใช้โลกเสมือนจะไม่เป็นธรรมชาติ แล้วสังคมไม่ใช่แค่กลุ่มเล็กๆ แต่หลากหลายและใหญ่ขึ้น
ดังนั้นรีบสร้างพื้นที่ให้เด็กไทยไม่มีความเขินอาย ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนแสดงออก ถกเถียงร่วมกับคนทั่วโลกได้
การเมืองซอฟต์เพาเวอร์
soft power หรือ “อำนาจอ่อน” อาจมีความหมายตรงข้ามกับ “hard power” หรือ “อำนาจแข็ง” น่าจะหมายถึงอำนาจที่เกิดจากการใช้กำลังหรือความรุนแรง เช่น การยกทัพบุกยูเครนของรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ผู้ยึดแนวทางอำนาจนิยม การใช้อำนาจแข็งเป็นวิธีการบังคับให้ผู้อ่อนแอกว่ายอมแพ้
สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจที่มีพร้อมทั้งอำนาจอ่อนและอำนาจแข็ง มีแสนยานุภาพด้านการทหารที่ทั่วโลกยอมรับ เป็นอำนาจแข็ง และยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี, ทางการเมือง, และวัฒนธรรมเป็นที่นิยมทั่วโลก คนต่างชาติชอบดูหนังฟังเพลงอเมริกัน ชอบแต่งกายแบบอเมริกัน ที่คนไทยเรียกว่า “มาดมะกัน”
ส่วนประเทศในเอเชียที่ประสบความสำเร็จในการใช้ซอฟต์เพาเวอร์ในการเผยแพร่ภาพลักษณ์อันดีของประเทศ เช่น หนัง, เพลง, ละคร, และอาหารเกาหลี เป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่คนไทยชื่นชอบ แม้แต่การเมืองเกาหลีใต้เพิ่งจะล้มเผด็จการปักจุงฮี และสถาปนาประชาธิปัตย์ได้แค่ 40 กว่าปี แต่ประชาธิปไตยไปโลด
ไม่อยากเปรียบเทียบกับการเมืองไทย ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย จะครบ 90 ปี ในเดือนมิถุนายนนี้ แต่ประชาธิปไตยไทยกลายเป็นเฒ่าทารกไม่รู้จักโต สาเหตุสำคัญเพราะวัฒนธรรมการเมืองไทยยึดมั่นในระบอบอำนาจนิยม ชอบใช้ความรุนแรง ยึดอำนาจทำให้รัฐประหารไทยโด่งดังไปทั่วโลก
การใช้ซอฟต์เพาเวอร์เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวัฒนธรรม เช่น การกินหรือการแสดงดนตรีเท่านั้น ซอฟต์เพาเวอร์ที่สำคัญ น่าจะได้แก่ค่านิยมและวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ได้อำนาจมาตามวิธีทางรัฐธรรมนูญ รักษาอำนาจ และใช้อำนาจตามวิถีทางประชาธิปไตย
(ปรับปรุงบางตอนจาก “บทนำ” เรื่อง “การเมืองซอฟต์เพาเวอร์” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่ 26 เมษายน 2565 หน้า 3)
การเมืองและวัฒนธรรม “ซอฟต์เพาเวอร์”
soft power หรือ ความสามารถในการดึงดูดและสร้างการมีส่วนร่วมโดยไม่ต้องบังคับหรือใช้เงิน ไม่ได้หมายถึงวัฒนธรรมด้านเดียว ปัจจุบันมีการใช้ soft power ในการสร้างอิทธิพลต่อความคิดของสังคมและประชาชนในประเทศอื่น จากทรัพยากรพื้นฐาน 3 ด้าน คือ วัฒนธรรม, ค่านิยมทางการเมือง, และนโยบายต่างประเทศ
1. วัฒนธรรม (Culture) ถ้าวัฒนธรรมของประเทศหนึ่งมีความสอดคล้องกับผลประโยชน์และค่านิยมของประเทศอื่น โอกาสที่วัฒนธรรมดังกล่าวจะกลายเป็น soft power ของประเทศนั้นก็จะมีมากขึ้น ช่องทางที่ทำให้วัฒนธรรมของประเทศหนึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศอื่นมีหลากหลายกรณี (มิลลิ–ดนุภา กินข้าวเหนียวมะม่วงบนเวที แร็ประดับโลก ลิซ่า–แบล็กพิงก์ จาก K–pop ก็เป็นช่องทางหนึ่ง)
2. ค่านิยมทางการเมือง (Political Values) ถ้าประเทศนั้นมีค่านิยมทางการเมืองที่สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ soft power ของประเทศนั้นก็จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าค่านิยมของประเทศนั้นขัดกับค่านิยมของประเทศอื่นๆ soft power ของประเทศนั้นก็จะลดลง
3. นโยบายต่างประเทศ (Foreign Policies) ก็เป็น soft power ที่ทรงพลัง รัฐมนตรีต่างประเทศของมหาอำนาจจะถือเป็นเบอร์ 2 รองจากผู้นำ ถ้ามีนโยบายต่างประเทศที่รักสันติภาพ และเคารพในสิทธิมนุษยชน ก็มีโอกาสเกิด soft power ได้มาก ช่วงที่สหรัฐฯ บุกอิรัก อันดับ soft power สหรัฐฯ หล่นฮวบลงไปทันที เช่นเดียวกับรัสเซียตอนนี้
[ปรับปรุงบางตอนจากคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” โดย “ลม เปลี่ยนทิศ” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2565 หน้า 5]

“ลิซ่า BLACKPINK” ปล่อยโซโล่เดี่ยว “LALI SA” เฉิดฉายบนบัลลังก์ทองที่มาพร้อมกับชฎาสุดปังขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ในทุกแพลตฟอร์มโซเชียล ทั้งไทยและต่างประเทศ ทุบสถิติยอดวิว MV สูงสุด บน Youtube ภายใน 24 ชม. ถึง 70.3 ล้านวิว ครองบัลลังก์ศิลปินหญิงเดี่ยวที่มียอดวิวสูงสุด เมื่อกันยายน 2564 (ภาพจาก https://www.khaosod.co.th/special-stories/ne ws_6612153)

ดนุภา คณาธีรกุล หรือ MILLI ขึ้นแสดงโชว์บนเวทีระดับโลกอย่าง Coachella Valley Music and Arts Festival 2022 ในนามศิลปินเดี่ยวหญิงคนแรกของประเทศไทย แถมยังมีไฮไลต์นำข้าวเหนียวมะม่วงกินโชว์ก่อนจบการแสดง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2565 (ภาพจาก https://www.matichon.co.th/entertainment/news_3292705)
ซอฟต์เพาเวอร์
โตมร ศุขปรีชา
ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้
สำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) OKMD
เห็นผู้ครองอำนาจหลายคน “เห่อ” และ “โหน” คำว่า Soft Power ที่ได้รับอานิสงส์มาจากข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว รู้เลยว่าความเข้าใจเรื่อง Soft Power ของผู้มีอำนาจในสังคมไทยมัน Soft หรือ Solid แค่ไหน
การสร้าง Soft Power ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันต้องเกิดแบบ “เกิดขึ้นมาเอง” จะไปจัดตั้งหรือบีบบังคับให้เกิด (แบบที่รัฐอำนาจนิยมคุ้นเคยและชอบทำ) ไม่ได้
Soft Power เกิดขึ้นเองจาก “ความรัก” ในการทำสิ่งนั้นๆ ซึ่งรัฐไทยก็คงเห็นอยู่แล้วว่า การ “บังคับให้รัก” เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ความรักจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการสร้างบริบทแวดล้อมเพื่อให้ตัวความรักนั้นๆ เกิดขึ้นมาได้เอง
ประเทศหนึ่งๆ ไม่ควรจะ “สักแต่ปล่อย” ให้เด็กๆ ทำโน่นทำนี่ของตัวเองด้วยความรัก โดยไม่มีเนื้อนาดินโอบอุ้มจุนเจือ ทว่าปกครองทุกอย่างด้วย Fixed Mindset โน่นก็ทำไม่ได้ นี่ก็ทำไม่ได้ – แต่ดันคาดหวังว่าจะเกิดปรากฏการณ์ Soft Power ขึ้นมาได้เหมือนเนรมิต
ในมิติที่รัฐพอจะเอื้อมมือเข้ามาทำได้ รัฐต้องตระหนักให้ได้ว่า ส่วนหนึ่ง Soft Power มาจากระบบเศรษฐกิจ และต้องเป็น Creative Economy ด้วย แต่ Creativity มีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างสร้างสรรค์แบบเพ้อๆ กับการสร้างสรรค์ที่มีฐานเป็น “ความรู้” ดังนั้น Creative Economy จึงต้องวางตัวอยู่บน Knowledge Economy อีกทีหนึ่ง จึงจะเป็นฐานที่แข็งแรง
เคยมีรายงานฉบับหนึ่งของสถาบันพัฒนาเกาหลี (Korea Development Institute) ของสถาบันธนาคารโลก (World Bank Institute) ที่มีชื่อว่า Korea as a Knowledge Economy: Evolutionary Process and Lessons Learned ซึ่งศึกษาวิวัฒนาการของ “เศรษฐกิจฐานความรู้” ของเกาหลี บอกเราชัดเจนว่าเกาหลีไม่ได้เพิ่งมาเริ่ม “บูม” ไม่กี่ปีนี้เท่านั้น
แต่เจ้า Soft Power ทั้งหลายแหล่ที่เราเห็น อิจฉา และฝันอยากจะเป็นแบบนั้นโดยสำเร็จรูป และไม่เคยตักน้ำใส่กะโหลกนั้น – มาจากการ “เตรียม–พร้อม” ยาวนานอย่างน้อยก็สี่สิบปี
ใช่ – สี่สิบปี
Knowledge Economy คือระบบเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักเพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมี “เสาหลัก” ของระบบเศรษฐกิจแบบนี้อยู่ 4 ต้น ได้แก่
– ตัวสถาบันการปกครองเอง (Institutional Regime) ที่จะต้องมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดี และสร้างระบบที่ “จูงใจ” ให้คนอยากลุกขึ้นมาทำอะไรๆ ด้วยตัวเอง ที่สำคัญก็คือ “สถาบันการปกครอง” ที่ว่านี้ จะต้องจัดสรรทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เปิดกว้าง รวมไปถึงมีการกระตุ้นให้เกิด “ความสร้างสรรค์” ในรูปแบบต่างๆ โดยเมื่อสร้างสรรค์แล้วก็ต้องได้รับค่าตอบแทนต่างๆ ที่เหมาะสม จึงจะเกิดแรงจูงใจอยากสร้างสรรค์
– มีการ “อัพเกรด” แรงงานเพื่อให้มีความรู้ (educated) และมีทักษะ (skilled) อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งสามารถปรับทักษะเพื่อให้เกิดการสร้างและใช้ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ต้องเริ่มที่รัฐหรือสถาบันการปกครองอีกนั่นแหละ
– มีสถาบัน บริษัท องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหอกในเรื่องความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะความรู้ในระดับโลก (Global Knowledge) แล้วนำความรู้เหล่านั้นมาปรับแปลงให้เข้ากับความต้องการของท้องถิ่น โดยที่สถาบันหรือองค์กรเหล่านั้นต้องตามทันความรู้และ “การปฏิวัติทางความรู้” (Knowledge Revolution) ใหม่ๆ ด้วย
– มีสาธารณูปโภคหรือโครงสร้างในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่สมัยใหม่และมากเพียงพอ รวมไปถึงการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ปิดกั้น และสนับสนุนให้เกิดการประมวลข้อมูลข่าวสารและความรู้ต่างๆ อยู่เสมอด้วย
ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็จะได้เห็นสิ่งที่คล้ายๆ Soft Power เกิดขึ้นมาอย่างวูบวาบ เพราะมันคือการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ที่อยากทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ไม่มีการสร้าง “เนื้อนาดิน” ที่มั่นคงรองรับอะไรไว้ คนเหล่านี้อาจจะพยายามทำ พยายามผลักดันสิ่งใหม่ๆ
แต่ถ้ามันเต็มไปด้วยแรงต้าน (คือต่อต้านเลย) กับแรงหนืด (คือไม่ได้ต่อต้าน แต่ก็อืดๆ เฉื่อยๆ แบบราชการๆ) สุดท้าย ก็จะเป็นอำนาจรัฐนี่แหละ ที่จะเป็นตัวดับฝันและทำลาย Soft Power ดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วในแต่ละวัฒนธรรมลงไปคามือตัวเอง
(ที่มา : https://www.facebook.com/tomornsookprecha ลงวันที่ 19 เมษายน 2565)



