300,000,000,000 (อ่านว่า 3 แสนล้าน)
คือมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีที่อาจทำหลายคนแปลกใจเมื่อทราบว่ามาจากการรับซื้อ ‘ของเก่า’ ทั่วประเทศ โดยมี ‘ซาเล้ง’ และร้านรับซื้อของเก่าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการ
30,000 คือตัวเลขประมาณการจำนวนซาเล้งในกรุงเทพฯ
600 (+) คือ ร้านรับซื้อของเก่าในเมืองหลวงของไทย เฉพาะที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ยังไม่นับนอกโพยทางการ
8 พันล้าน คืองบประมาณที่กรุงเทพมหานครใช้จัดการ ‘ขยะ’ ในแต่ละปี
ในขณะที่ ‘ขยะชิ้นใหญ่’ และ ‘การ (ไม่) แยกขยะ’ เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ
“ซาเล้งเป็นแรงงานที่ไม่ต้องเสียเงินจ้าง…เรายินดีดูแลให้ ไม่มีปัญหาเลย”
คือความในใจของ ชัยยุทธิ์ พลเสน นายกสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ปรากฏชื่อภาษาอังกฤษควบคู่กันบนนามบัตรว่า Saleng and Recycle Trader Association
ผู้กดกริ่งศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ขอหารือผู้ว่าฯกทม. เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ยื่นข้อเสนอ คุยปมปัญหาที่หมักหมมทับถมใต้กองขยะอันล้ำค่าไม่ต่างจากทองคำมาเนิ่นนานนับสิบปี
เป็นตัวแทนสมาชิกกว่า 30,000 ราย ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งร้านรับซื้อของเก่า ทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ และซาเล้ง 3 ล้อ 4 ล้อ ทุกจังหวัด ผลักดันให้มีการ ‘ขึ้นทะเบียน’ ซาเล้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้สังคม พร้อมทำประวัติ ฝึกอบรมแจกใบประกาศและเสื้อทีม เปิดช่องทางทำกินให้เข้าไปเก็บขยะรีไซเคิลจากหมู่บ้านและคอนโดมิเนียมต่างๆ ที่ยังไม่กดสัญญาณไฟเขียว ผุดไอเดียแอพพลิเคชั่นหรือแพลตฟอร์มเกี่ยวกับขยะรีไซเคิลให้ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเข้าถึงขยะจากชุมชนได้ง่าย
เผยความในใจกับผู้ว่าฯ ถึงปัญหากฎหมายผังเมืองและการถูกเจ้าหน้าที่รัฐ ‘เรี่ยไร’ อย่างไม่อาจปฏิเสธ และอื่นๆ รวม 12 ข้อ (อ่านข่าว ชัชชาติ คุย ‘นายกสมาคมซาเล้ง’ ลุยภารกิจช่วยชาติ 3 แสนล้าน จ่อขึ้นทะเบียน เรียกความเชื่อมั่น)
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เข้าหารือภาครัฐ นับแต่ก่อตั้งสมาคมเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2563 เพราะเคยมีบทบาทเข้าทวงถามความชัดเจนต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีนำเข้าขยะพลาสติก เมื่อปลายปี 2564
แต่เป็นครั้งแรกที่เข้าพบผู้ว่าฯกทม. จังหวัดที่มีซาเล้งเป็นสมาชิกสมาคมกว่า 1,000 ราย
ชัยยุทธิ์ ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของสมาคมว่ามาจากการรวมตัวของร้านรับซื้อของเก่า ขยายสู่เครือข่ายซาเล้ง ครั้งเกิดเหตุราคา ‘กระดาษลังตกต่ำ’ เมื่อปี 2562
“ปี 2562 ราคากระดาษลังตกต่ำมาก เนื่องจากมีการนำเข้าจากต่างประเทศเยอะมาก เดือดร้อน ต้องไปร้องที่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทุกฝ่ายก็ร่วมแรงร่วมใจกัน โดยท่าน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ช่วยเป็นสื่อกลางในการพูดคุยรอมชอม พอมีการปรับราคาขึ้นเรียบร้อย เราจะแยกตัวไป ท่านบอกว่าอยากให้เป็นสมาคม เพราะต่อไปถ้ามีปัญหา ทุกคนต้องมาที 700-800 คน ลำบากเพราะต้องเดินทางมาจากหลายจังหวัด เราเลยตั้งสมาคมขึ้นมา เริ่มจากร้านรับซื้อของเก่า ร้านก็จะเอาซาเล้งที่เป็นคู่ค้ามาสมัครเป็นสมาชิก โดยมีกติกาว่าขอเป็นซาเล้งซื้อขายขยะจริงๆ นะ ประเภทแม่ค้าที่เอามาขาย ไม่เอา ต้องเป็นอาชีพที่ทำเป็นเรื่องเป็นราว หาเช้ากินบ่าย หาบ่ายกินเย็น” นายกสมาคมซาเล้งฯวัย 47 เล่า
ชัยยุทธิ์ เกิดในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนแคะ แซ่ฉั่ว เป็นลูกชายคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องชาย 2 หญิง 4 รวม 6 คน พื้นเพเป็นชาวอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
บิดาผู้เป็นนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ส่งเข้ากรุงเทพฯ มาเป็นเด็กวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ตั้งแต่ ป.4 ก่อนเข้าเรียน ม.ต้น ที่โรงเรียนวัดสระเกศ และ ม.ปลาย ที่สวนกุหลาบวิทยาลัย
จบปริญญาตรีและโท อย่างละ 2 ใบ ชอบเรียนเพราะอยากมีความรู้ในสาขาวิชาใหม่ๆ แบ่งเป็นด้านการบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ในระดับปริญญาตรี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในระดับปริญญาโท จากนั้นยังคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 จากคณะรัฐศาสตร์ ม.ราชภัฏกาญจนบุรี ก่อนสวมครุยมหาบัณฑิต รัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง จากรั้วเกษตรศาสตร์
เรียนไป ทำงานไป เป็นเจ้าของกิจการหลากหลายในจังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ปั๊มก๊าซ เอ็นจีวี โกดังให้เช่า ฯลฯ ก่อนหันมาสนใจวงการรีไซเคิลเมื่อ 10 ปีก่อน โดยเป็นตัวแทนซื้อเหล็กและทองแดง บนที่ดินในอำเภอเมืองสุพรรณ นอกจากนี้ยังมีอีก 1 กิจการในย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ
ว่าแล้วมาพูดคุยกับนายกสมาคมฯ ที่เป็นการรวมตัวของกิจการซึ่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เอ่ยวาทะว่า ‘ซาเล้งช่วยชาติ’ เพราะเป็นผู้นำรีไซเคิล ลดกระบวนการเก็บขยะโดยไม่เสียค่าจ้าง
● พอพูดถึงตัวเลขถึง 3 แสนล้านต่อปีกับคำว่า ‘ซาเล้ง’ และธุรกิจรับซื้อของเก่า อาจจินตนาการไม่ออก วงจรภาพรวมเป็นอย่างไร?
การรีไซเคิลมีทั้งเหล็ก กระดาษ พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ ขวดแก้ว เฉพาะเหล็ก โรงงานอุตสาหกรรมแต่ละโรงมูลค่าสูงมาก เช่น ตามนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ธุรกิจเหล็กมีตั้งเท่าไหร่ กระดาษก็มีโรงงานหลอมถึง 33 แห่งในไทย พลาสติกมีโรงงานขนาดใหญ่ 6-7 โรง ยังไม่นับโรงเล็กๆ น้อยๆ ที่มีทุกจังหวัด แล้วยังมีทองแดง ขวดแก้ว รวมทั้งหมดในวงจร 3 แสนล้านต่อปี ส่วนที่มูลค่าสูงๆ อยู่ในตัวเมืองใหญ่ อย่างในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ระยอง ฉะเชิงเทรา ราชบุรี
● ดูเหมือนข้อเสนอหลักในการเข้าพบผู้บริหาร กทม.ในครั้งนี้คือ การขึ้นทะเบียนซาเล้ง?
คนทำอาชีพซาเล้ง ตามต่อท่อกันมาจากรุ่นพ่อ รุ่นแม่สู่รุ่นลูก ตัวเลข 3 หมื่นของซาเล้งในกรุงเทพฯ ที่บอกผู้ว่าฯชัชชาติ เราใช้ค่าประมาณการว่าร้านรับซื้อของเก่า 1 ร้าน ถัวเฉลี่ยมีซาเล้งประมาณ 50 คน บางร้านอาจจะ 20 บางร้านอาจจะ 100 บางร้านอาจจะ 80 ก็แล้วแต่ ร้านค้าของเก่าที่ขึ้นทะเบียนไว้มีราว 600 แห่ง ก็เอา 600 คูณเข้าไป แต่ถ้าเราขึ้นทะเบียนซาเล้งได้ จะทำให้ทราบได้เลยว่า ปัจจุบันในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ มีซาเล้งจริงๆ เท่าไหร่ และมีประวัติชัดเจน
เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว สามารถจัดอบรมซาเล้งในเรื่องมารยาท การรักษาความสะอาด การเข้าในพื้นที่ต่างๆ อย่างหมู่บ้านจัดสรร คอนโด นิติบุคคล ที่ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ซาเล้งเข้าไปเก็บเลย เราก็สามารถเปิดช่องทางได้ว่า คอนโด นิติบุคคล หรือหมู่บ้านไหนมีความประสงค์จะให้ซาเล้งเข้าไปช่วยดูแล เก็บขยะรีไซเคิล เราจะจัดสรรและส่งตามนัมเบอร์เข้าไป มีการตรวจสอบเรียบร้อย ทำให้คนรู้สึกว่าซาเล้งเป็นคนคบได้ ไม่น่ากลัว พี่น้องซาเล้งจะได้มีช่องทางการทำมาหากินมากขึ้น กทม.เองก็ไม่ต้องมีภาระเยอะในการเก็บขยะทั้งที่รีไซเคิลได้และไม่ได้ ซาเล้งจะจัดการเอง
หลังจากอบรมเรียบร้อยแล้ว ก็ทำเป็นเสื้อคล้ายแจ๊กเก็ตมีนัมเบอร์ติดเรียบร้อย ผู้ผ่านการอบรมก็อาจมี ‘กิโล 60’ (ตาชั่งขนาด 60 กิโลกรัม) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ซาเล้งต้องใช้ทุกวัน ทุกเวลา มอบเป็นขวัญกำลังใจให้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ถ้ามีงบประมาณสนับสนุนได้ก็ดี
● การใช้แอพพลิเคชั่น ในทางปฏิบัติเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?
เรามองเครือข่ายเป็น 3 วงจร 1.บ้านเรือน 2.ร้านรับซื้อของเก่า 3.ซาเล้ง กรณีนี้ถ้าทุกคนมาอยู่ในแอพพลิเคชั่น สมมุติบ้านมีกระดาษลังสัก 30 กิโลกรัม มีพลาสติกสักเท่าไหร่ ไม่ว่ากัน ก็ติ๊กลงไปว่าต้องการขายสินค้า 1 2 3 แอพพ์จะเด้งเข้าไป ปัจจุบัน ซาเล้งส่วนหนึ่งมีสมาร์ทโฟนใช้ ถ้าซาเล้งมีแอพพ์อยู่แล้ว จะรู้ และติ๊กว่า เขาอยู่บริเวณนี้ ทะเบียนนี้ เดี๋ยวเข้าไปรับเอง
● คล้ายแอพพ์เรียกแท็กซี่?
ใช่ๆ ถูกต้อง แต่ถ้าซาเล้งไม่มีสมาร์ทโฟน ร้านรับซื้อของเก่าก็เป็นสื่อกลางให้ได้ โดยโทรเรียกซาเล้งอีกทอดหนึ่ง
● ปัญหากฎหมายผังเมือง แนวทางแก้ที่สมาคมนำเสนอแบบเร่งด่วน คืออะไร?
กฎหมายผังเมืองเป็นปัญหาสำหรับร้านของเก่า โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าขาย คนบริโภคเสร็จก็ทิ้ง ซาเล้งไปเก็บมารีไซเคิล ทีนี้ ถ้าไม่มีร้านซื้อของเก่าในจุดใด ซาเล้งก็ไม่มีเลย เพราะมันไกลมาก อย่างเขตปทุมวันหรืออีกหลายเขตใจกลางเมืองหลวง จะสังเกตว่าถังขยะล้นถัง แล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องสร้างฮับ แต่กฎหมายเป็นอุปสรรค จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ มีร้านรับซื้อขยะรีไซเคิลกระจายทั่วไป แต่มีจำนวนมากที่ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นร้านค้าได้
คนรุ่นใหม่ๆ มีที่ดินอยู่ในซอยลึกๆ แต่ไม่สามารถเปิดร้านรับซื้อของเก่าได้เพราะผิดกฎหมายผังเมือง ซึ่งแม้อนุญาตให้เปิด แต่ถ้าไปดูในรายละเอียดจริงๆ ก็มีกรอบที่ทำให้ไม่สามารถเปิดร้านได้ เช่น ต้องห่างจากถนนใหญ่กี่สิบเมตร สุดท้ายต่อให้มีที่ดินทรัพย์มรดกจากปู่ย่าตายายสักกี่ไร่ ก็เปิดร้านของเก่าได้เต็มที่แค่ 100 ตารางเมตร
ถ้ากฎหมายต้องใช้เวลาแก้ ก็เอาอย่างนี้ ร้านค้าของเก่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน กับร้านค้าของใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น จัดประกวดกัน ทำให้สวยเหมือนปั๊มน้ำมันชื่อดังเลย บนทางเดินเท้าต้องไม่รก รั้วต้องสวย ป้ายต้องดี จัดต้นไม้ จัดสวน จัดที่จอดรถ ข้างในก็ไปบริหารจัดตามแบบแปลนที่ กทม.วางไว้ และต้องไม่มีการเอามาแปรรูป บด โม่ ไม่เอา เอาแค่ซื้อและบีบอัดก้อนให้มันเล็กลง ถามว่าทำไมต้องบีบ ขวดน้ำใสๆ ที่เราดื่มกัน เบา ถ้าเราไม่บีบอัดให้เป็นก้อน จะมีปัญหาด้านการขนส่ง เพราะใช้พื้นที่มาก ส่วนเครื่องจักรไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องใหญ่มาก เพราะถ้าใหญ่มากเท่าไหร่ เสียงก็ยิ่งดังมาก
ทำอย่างนี้สัก 2 ปี ใครผ่านมาตรฐาน ต่อสัญญาให้เลย จบ ใครไม่ผ่าน ไม่ต้องเปิดในพื้นที่
● 1 ใน 12 ข้อเรียกร้องที่บอกว่าขอให้ออกหนังสือเวียนทุกสำนักงานเขต ห้ามเจ้าหน้าที่ออกหนังสือเรี่ยไรเงินตามกิจกรรมต่างๆ ทุกกิจกรรม หมายความว่าอย่างไร ร้านของเก่าโดนเก็บส่วย?
(หัวเราะ) มันก็ไม่เชิงเก็บส่วยครับ ขออนุญาตพูดความจริงนะ บางทีเจ้าหน้าที่ออกบัตรกอล์ฟบ้าง ฟุตบอลบ้าง กฐินบ้าง ไปนั่งดูตลกบ้าง ถามว่าเป็นเรื่องปกติไหม ก็ปกติ เพียงแต่มันทุกเทศกาล และไม่ใช่ขอความอนุเคราะห์ ตามแต่จิตศรัทธา แต่บอกว่า เอ้อ! อันนี้ช่วยหน่อยนะ แล้วกำหนดตัวเลขเลย 2 หมื่น 5 หมื่น ไม่มีทางปฏิเสธได้ ถ้าไม่ให้ ก็อยู่กันยาก เพราะบางร้านเองก็อยู่ในผังเมืองที่ไม่ค่อย 100 เปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ เดี๋ยวมีปัญหาในการทำมาหากิน
สมมุติถ้าเจ้าหน้าที่พวกนี้ไปคุยกับบริษัทดังๆ เดินเข้าไปในตึก บอกว่าจะขอความอนุเคราะห์ 5 หมื่น เขามีสิทธิไม่ให้ก็ได้ หรือจะให้แสนนึงก็ได้ เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าเป็นร้านรับซื้อของเก่า ร้อยละร้อยต้องจ่ายหมด ไม่อย่างนั้นบางทีรถมาจอดเพื่อรอลงของก็ไม่ได้ หรือเสียงไม่ได้ดังหรอก แต่เขาจะสร้างตุ๊กตา สร้างนักร้องขึ้นมาว่ามีคนมาร้องนะ มีบัตรสนเท่ห์มานะ คุณจะเอาอย่างไร ปีหน้าไม่ออกใบอนุญาตให้แล้วนะ และที่เปิดร้านมาเนี่ย ใบอนุญาตมีตั้งหลายใบ สัก 4-5 ใบ ไม่ได้สักใบก็ผิดแล้ว แต่ถ้าทำถูกต้องหมดทุกอย่าง ก็จะไม่ค่อยโดน หรือโดนน้อย ให้เป็นแค่น้ำใจจากผู้ประกอบการกับหน่วยงานเท่านั้น
● เหตุการณ์อย่างนี้ เจอมานานแค่ไหน เป็นที่รู้กันในแวดวงร้านรับซื้อของเก่า?
ผมว่าน่าจะประมาณ 20-30 ปี แต่ไม่เคยร้องเรียน
● ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ เคยหารือกับผู้ว่าฯกทม.คนก่อนๆ บ้างหรือเปล่า?
ไม่เคย เพราะคนทำงานก็ปากกัดตีนถีบ ยังไม่มีการรวมตัว พอตั้งสมาคมขึ้นมาเมื่อปี 2563 ตอนนั้นเป็นยุคผู้ว่าฯอัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งเราพิจารณาว่าท่านไม่มีนโยบายตรงนี้ชัดเจน ถ้าพูดถึงการทำงาน ท่านก็ตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่เนื่องจากท่านเป็นผู้ว่าฯที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เราเดาใจท่านไม่ออก คิดว่าถ้าดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ดี จะเป็นภัยกับตัวเอง และด้วยความเป็นข้าราชการ จะเป็นลักษณะเชิงคำสั่งมากกว่าที่จะมาเข้าใจในเอกชนหรือภาคธุรกิจ สมาชิกเลยไม่กล้าพูด ตอนนั้นเลยทนไปก่อน แต่พอมาถึงยุคผู้ว่าฯชัชชาติ เห็นไลฟ์สดว่าเป็นคนง่ายๆ ติดดิน มองเห็นจุดเล็กๆ มองเห็นถึงรากฝอย ไม่ใช่แค่รากหญ้า รู้สึกว่าท่านเปิดรับทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้คนในสมาคมอุ่นใจมากขึ้น จึงอยากคุยกับท่าน
● สรุปว่ากล้าแจ้งผู้ว่าฯชัชชาติ เพราะมาจากการเลือกตั้ง และ ‘ไลฟ์สด’ คุยคนเก็บขยะ?
สมาคมมานั่งคุยแล้วเห็นตรงกันว่าถ้าเป็นท่านชัชชาติ เราอยากพูดความจริง เรารักท่าน และอย่างน้อยๆ ท่านบริหารระดับประเทศมาแล้ว เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว และโดยการทำงานของท่านมีความจริงใจ แม้กระทั่งไปเจอคนเก็บขยะก็ไม่ถือเนื้อถือตัว สมาชิกสมาคมเลยขอพูดความในใจสักครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องที่สมาชิกขอนำเสนอจากใจ ไม่ใช่เรื่องที่สร้างขึ้นมาเองแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

● การไม่แยกขยะเป็นอีกปัญหาสำคัญ เหตุผลหนึ่งคือคิดว่าแยกไป ก็ถูกเทรวมในรถขยะ กทม. ในมุมของซาเล้ง จะมีส่วนช่วยได้อย่างไรบ้าง?
ให้ลองนึกถึงรถเก็บขยะของ กทม. จะมีพนักงานท้ายรถ ถ้าเป็นพนักงานรุ่นเก่าๆ เขาจะเก็บขยะโดยคัดแยก เพราะรู้ว่าถุงนั้นถุงนี้มันมีของที่ขายได้ แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ มักไม่ค่อยแยก แต่จะเร่งทำงานให้จบภายในเวลา จากนั้นออกเวรไปทำงานอดิเรก ทำงานพิเศษ ขับรถส่งอาหาร ได้เงินเร็วกว่ามานั่งแยกขยะเล็กๆ น้อยๆ ปัญหาคือสายไหนไม่แยก ขยะจะไหลไปกองที่ปลายทาง ซึ่งซาเล้งก็ยินดีที่จะเข้าไปดูแลให้นะ ไม่มีปัญหาเลย มันจะประจวบเหมาะกับที่ทาง กทม.อยากให้แยกขยะเปียกใส่ถุงสีดำ ขยะแห้งที่รีไซเคิลได้ใส่ถุงใส เพื่อลดระยะเวลาและลดปัญหาการฉีกถุงค้นขยะ ซาเล้งสามารถเข้าไปช่วยตรงนี้ได้เยอะ แต่ถ้าไม่อยากให้เข้า ไม่อยากให้ยุ่ง ก็ไม่เป็นไร
● แนวทางต่างๆ นี้ วางแผนขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ อีกไหม โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนซาเล้ง?
ถ้าหากมีจุดนำร่องได้สัก 1 จุด อย่างที่ท่านผู้ว่าฯกทม.มองว่าเป็นสิ่งที่ดี ทำแล้วได้ผลเป็นรูปธรรม มีความชัดเจน สวยงาม ก็อยากขยาย และคงต้องดูว่า ท่านผู้ว่าฯจังหวัดต่างๆ มีแนวนโยบายแบบนี้ไหม ถ้ามี เราก็จะไปขอความอนุเคราะห์ โดยยกตัวอย่างที่เคยทำมาแล้ว หรือถ้าไม่เห็นด้วย แต่บังเอิญนายกเทศบาลนครต่างๆ เห็นด้วย ก็เป็นผลดี
● 12 ข้อเรียกร้อง ข้อเสนอ และขอความช่วยเหลือ คาดหวังว่าจะเป็นจริงได้กี่ข้อ?
เราไม่ได้หวังว่าจะได้ครบทุกข้อ แต่บางข้อ เช่น การขึ้นทะเบียนซาเล้ง ถ้าท่านผู้ว่าฯเมตตาให้ทำได้โดยไม่กระทบข้อกฎหมาย เราก็ดีใจ อย่างข้อเสนอให้บรรจุวิชารีไซเคิลขยะให้นักเรียนไปกดดันผู้ปกครองต่อ ท่านบอกว่า อันนี้ทำได้ เราก็ดีใจ ใน 12 ข้อ ถ้าได้สัก 1-2 ข้อก็ดีใจแล้ว เพราะเราคือคนที่ไม่เคยถูกมองเห็น เป็นกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม ผู้ว่าฯเป็นคนเก็บประเด็นละเอียดมาก ทั้งที่บางเรื่องท่านไม่ทราบข้อมูลมาก่อน แต่หลังจากเรานำเสนอแล้ว ท่านมองขาด และรู้ว่าต้องทำอะไร 1 2 3 4 คงต้องรอเวลาให้ท่านไปพูดคุยกับทีมงานก่อน
ซาเล้งเป็นแรงงานที่ไม่ต้องเสียเงินจ้าง แค่ท่านเปิดโอกาสก็พอแล้ว

