นักวิชาการญี่ปุ่น ไม่ได้บอก ‘รำเขมรมาจากรำไทย’

นักวิชาการญี่ปุ่น ไม่ได้บอก ‘รำเขมรมาจากรำไทย’
รำเขมรจากโปสการ์ดเก่าของเขมร (ภาพจาก https://theasiadialogue.com/2019/01/09/the-royal-ballet-of-cambodia-from-ritual-to-a-national-identity/)

นักวิชาการญี่ปุ่น ไม่ได้บอก ‘รำเขมรมาจากรำไทย’

บทความเรื่อง “Post/Colonial Discourses on the Cambodian Court Dance” ซึ่งอาจจะแปลชื่อเป็นภาษาไทยได้ว่า “วาทกรรม ‘หลัง/อาณานิคม’ ของระบำราชสำนักกัมพูชา” เขียนขึ้นโดยนักวิชาการชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ ซาซาคาวะ ฮิเดโอะ (Sasagawa Hideo) ตีพิมพ์ลงในวารสาร Southeast Asian Studies ฉบับที่ 42 เล่มที่ 4 ประจำเดือนมีนาคม 2005 (พ.ศ.2548)

เมื่อคราวที่ฮิเดโอะเขียนบทความชิ้นนี้เมื่อ พ.ศ. 2548 ได้ระบุว่าตัวเขาทำงานอยู่ที่ Institute of Asian Cultures แห่งมหาวิทยาลัยโซเฟีย (Sophia University) ประเทศญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันนักวิชาการคนนี้ทำงานอยู่ที่The Ritsumeikan Asia Pacific University ในประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมหาวิทยาลัยเกียวโต อย่างที่มักจะมีผู้เข้าใจผิดกัน

ซาซาคาวะ ฮิเดโอะ ผู้เขียนบทความเรื่อง “วาทกรรมหลัง/อาณานิคมฯ” ขณะอยู่มหาวิทยาลัยโซเฟีย ญี่ปุ่น (ไม่ได้อยู่มหาวิทยาลัยเกียวโต)

ไม่ได้บอก “รำเขมรมาจากรำไทย”

ถึงแม้ว่าจะมีผู้นำบทความชิ้นนี้มาอ้างอิงจนเป็นที่แพร่หลายว่า นักวิชาการญี่ปุ่นรายนี้ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ของระบำเขมร โดยมักจะอ้างกันต่อไปด้วยว่าฮิเดโอะได้สรุปว่า รำเขมรนั้นมีที่มาจากรำไทย ที่เข้าไปมีบทบาทแพร่หลายในราชสำนักกัมพูชา ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

Advertisement

แต่ในความจริงแล้ว สิ่งที่บทความชิ้นนี้พยายามนำเสนอนั้น เป็นเรื่องของการศึกษากระบวนการสร้าง “วาทกรรม” (Discourse) ของระบำในราชสำนักเขมร ตามแนวคิดแบบอาณานิคม และหลังจากนั้น (ตามอย่างชื่อของบทความที่ ฮิเดโอะตั้งเอาไว้ต่างหาก)

กล่าวโดยสรุป “วาทกรรม” นั้นหมายถึงระบบและกระบวนการสร้าง การผลิต เอกลักษณ์ และความหมาย ให้กับสรรพสิ่งต่างๆ ในสังคมที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความรู้ ความจริง หรือแม้กระทั่งตัวตนของเราเอง ผ่านวิธีการและสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การฟัง การอ่าน หรือการเขียน

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ฮิเดโอะตั้งใจจะศึกษา ดังที่ระบุเอาไว้ตั้งแต่ในชื่อของบทความแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า เขาไม่ได้ตั้งใจศึกษาว่าระบำในราชสำนักกัมพูชานั้นมีที่มาอย่างไร แต่ตั้งใจจะศึกษาถึงกระบวนการสร้างชุดคำอธิบายเกี่ยวกับระบำในราชสำนักเขมรว่ามีที่มาที่ไป และอุดมการณ์เบื้องหลังที่ทำให้เกิดการสร้างชุดคำอธิบายเหล่านี้อย่างไร

Advertisement

ชาตินิยมจากวาทกรรม“รำเขมร-รำไทย”

ในบทความชิ้นนี้ ฮิเดโอะจึงเล่าถึงกระบวนการสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับระบำในราชสำนักกัมพูชาแต่ละชุด ซึ่งโดยรวมแล้วมีอยู่ 2 สายหลัก ได้แก่ วาทกรรมที่สร้างขึ้นโดยชาติเจ้าอาณานิคมของกัมพูชาคือ นักวิชาการฝรั่งเศส และวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดยปัญญาชนชาวกัมพูชาเอง

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ คำว่า “Post/Colonial” หรือ “หลัง/อาณานิคม” ที่ปรากฏอยู่บนชื่อของบทความนั้น ฮิเดโอะ ดูจะหมายถึงยุคสมัยของกัมพูชาในช่วงที่ถูกปกครองเป็นหนึ่งในรัฐใต้อารักขาในอินโดจีนของฝรั่งเศส กับช่วงเวลาภายหลังการปลดแอกอาณานิคมแล้ว มากกว่าที่จะหมายถึงวิธีคิดแบบอาณานิคม และวิธีคิดแบบหลังอาณานิคม ภายในบทความชิ้นนี้จึงแบ่งช่วงกระแสของการสร้างวาทกรรม ระบำในราชสำนักกัมพูชาออกเป็นสองช่วงตามลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับกัมพูชาดังกล่าว

ดังนั้น สิ่งที่ฮิเดโอะพยายามนำเสนอในบทความชิ้นนี้ จึงเป็นเรื่องของแนวคิดในแบบเจ้าอาณานิคมที่ชาวฝรั่งเศสนำมาใช้ในการสร้างวาทกรรมระบำในราชสำนักกัมพูชา กับอุดมการณ์ชาตินิยมที่ชาวกัมพูชานำมาสร้างเป็นชุดคำอธิบายเกี่ยวกับระบำเหล่านี้ ในบริบทที่แตกต่างกันของยุคสมัยทั้งสองช่วงเวลานี้เอง

โดยในส่วนของการสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับระบำในราชสำนักกัมพูชา ในช่วงยุคอาณานิคมนั้น ฮิเดโอะได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างคำอธิบายของนักวิชาการชาวฝรั่งเศส โดยเฉพาะ ยอร์ช โกรสลิเย่ร์ (George Groslier) ที่อ้างถึงความสืบเนื่องจากรูปสลักนางรำทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในปราสาทหินของวัฒนธรรมขอม/เขมรโบราณ ว่ามีความสืบเนื่องกันทั้งในแง่ของท่วงท่า และเครื่องแต่งกายกับระบำในราชสำนักของกัมพูชา แต่โกรสลิเย่ร์กลับอ้างว่าทั้งนางรำและผู้คนในราชสำนักกัมพูชานั้น ต่างก็ไม่มีความรู้ หรือความทรงจำถึงที่มาและความหมายต่างๆ ของระบำเหล่านี้อีกแล้ว เพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองในการนำเอาคณะระบำเหล่านี้มาไว้ในครอบครองของฝรั่งเศส

ฮิเดโอะพยายามชี้ให้เห็นหลักฐานว่าวิธีการของโกรสลิเย่ร์นี้มีปัญหา เพราะส่วนหนึ่งได้ตัดเอาอิทธิพลของระบำ การแสดง และอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากราชสำนักสยาม (เช่น ชื่อท่ารำ ครูชาวสยามในราชสำนักกัมพูชา ความนิยมในรามเกียรติ์ไทย ซึ่งมีรายละเอียดต่างจากรามแกร์ของเขมร และความนิยมในการแสดงอิเหนาที่เกิดขึ้นในราชสำนักกรุงเทพฯ ยุครัชกาลที่ 2 เป็นต้น) ทิ้งไป

ข้อมูลในส่วนนี้เองที่ถูกชาวไทยบางส่วนนำมาใช้อ้างว่าฮิเดโอะสรุปว่ารำเขมรมาจากรำไทย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วฮิเดโอะเพียงแค่ยกตัวอย่างถึงปัญหาในการสร้างวาทกรรมเรื่องระบำในราชสำนักกัมพูชาของโกรสลิเย่ร์เท่านั้น

และอันที่จริงแล้ว ในบทความชิ้นเดียวกันนี้เอง ฮิเดโอะยังได้กล่าวถึงอิทธิพลของระบำในราชสำนักเขมรที่มีต่อราชสำนักกรุงเทพฯ เช่น ความนิยมในการแสดงเรื่องกากี ที่ถูกประพันธ์ขึ้นในราชสำนักของนักองค์ด้วง ที่เมืองพนมเปญ แต่ก็ได้รับนิยมอยู่ในสยามด้วยเช่นกัน เป็นต้น

ดังนั้นในบทความชิ้นนี้ของฮิเดโอะจึงไม่ได้ต้องการที่จะศึกษาว่ารำเขมรมาจากรำไทยหรือไม่? และไม่มีข้อสรุปดังกล่าวอยู่ในบทความชิ้นนี้เลยสักนิด

สิ่งที่ฮิเดโอะพยายามนำเสนอคือ แนวคิดแบบเจ้าอาณานิคมในลัทธิชาตินิยมกัมพูชา ที่ส่งผลต่อการสร้างวาทกรรมระบำในราชสำนักเขมรต่างหาก

บทความที่เกี่ยวข้อง 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image