สุจิตต์ วงษ์เทศ : โขน-ละครของไทย ต้นแบบจากเขมร

1.12.22 | 12:25 น.
โขน-ละครของไทย ต้นแบบจากเขมร

โขน-ละครของไทย ต้นแบบจากเขมร

1.เขมร, มอญ, มลายู ฯลฯ ตั้งหลักแหล่งอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องถึงโตนเลสาบ (ในกัมพูชา) ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว

ลุ่มน้ำเจ้าพระยาสมัยนั้นไม่มีคนเรียกตนเองว่า “ไทย”

2.เขมร (โตนเลสาบ) เป็นรัฐทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ผีกับพุทธปนอยู่ด้วย) มีการละเล่นเกี่ยวกับคติรามายณะ ต้นทางรามเกียรติ์ ตั้งแต่เรือน พ.ศ.1500

สมัยนั้นไม่มีคนเรียกตนเองว่า “ไทย” อยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

Advertisement

3.คนพูด “ภาษาไทย” เรียกตนเองว่า “ไทย” เรียกประเทศว่า “เมืองไทย” เริ่มพบหลักฐานเก่าสุดในอยุธยา เรือน พ.ศ.2000 (หลังเขมรมีรามเกียรติ์ราว 500 ปี)

ราชสำนักอยุธยาของกษัตริย์พูดภาษาไทย รับนาฏศิลป์โขน-ละคร จากรัฐละโว้ (ลพบุรี) พูดเขมร เป็นขอม

รากเหง้าเดียวกัน

นาฏศิลป์อุษาคเนย์โดยเฉพาะสุวรรณภูมิ มีต้นตอรากเหง้าจากการละเล่นเต้น-ฟ้อนในศาสนาผีของทุกชาติพันธุ์หลายพันปีมาแล้ว มีพัฒนาการ ดังนี้

(1.) เต้น-ฟ้อน คือการละเล่นในศาสนาผี เป็น “วัฒนธรรมร่วม” มีร่วมกันทุกชาติพันธุ์อุษาคเนย์ โดยเฉพาะสุวรรณภูมิ มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

สมัยนั้นไม่มี “ชาติ” การละเล่นเต้น-ฟ้อนจึงไม่ใช่สมบัติเฉพาะของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นต้นตอรากเหง้าทางนาฏศิลป์ของคนทุกกลุ่มซึ่งเติบโตเป็นบ้านเมืองและรัฐสืบเนื่องจนปัจจุบัน

ต่อไปข้างหน้าบ้านเมืองและรัฐใหญ่จะพัฒนาการละเล่นเต้น-ฟ้อนให้หรูหราศักดิ์สิทธิ์เพื่อศาสนา-การเมืองที่รับเข้ามาใหม่จากอินเดีย

ดังนั้น เต้น-ฟ้อนเป็นโครงสร้างหลักของนาฏศิลป์ในบ้านใกล้เรือนเคียงทุกวันนี้ (ได้แก่ เขมร, ลาว, ไทย) จะสรุปว่าใครรับจากใคร? ย่อมไม่ได้ เพราะต่างมีรากเหง้าเค้าต้นร่วมกัน

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นงานสร้างสรรค์สมัยหลัง และมีหลักฐานตรงไปตรงมา (ไม่ใช่ตีขลุมคิดเอง) อาจบอกได้ว่าใครรับไปจากใครซึ่งต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป โดยไม่เอาปลีกย่อยมาตีขลุมหรือเหมารวมนาฏศิลป์ทั้งหมด

(2.) โขน-ละคร

เขมรพัฒนาการละเล่นเต้น-ฟ้อน เพื่อศาสนา-การเมืองในราชสำนักที่รับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ผสมพุทธ-ผี) ตั้งแต่เรือน พ.ศ.1500 ต่อมาเรียก “โขล” (จากภาษาทมิฬอินเดียใต้) และ “ละคร” (จากภาษามลายู)

ส่วนประชาชนทั่วไปหลายชาติพันธุ์มีการละเล่นเต้น-ฟ้อนเซ่นผีตามปกติ

ขณะนั้นยังไม่มีคนไทยบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแต่คนหลายชาติพันธุ์พูดตระกูลภาษาไท-ไต เป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายใน แต่ไม่เรียกตนเองว่า “ไทย”

รามายณะ (รามเกียรติ์) บนปราสาทหิน ก่อนไทยมีโขนนับร้อยปี (ซ้าย) รามายณะเป็นตอนๆ บนภาพสลักปราสาทบาปวน ในกัมพูชา ราวหลัง พ.ศ.1500 (ขวา) ทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส มีหน้ากากต่างๆ เป็นต้นแบบโขนสมัยหลังๆ บนภาพสลักที่หน้าบันปราสาทบันทายสรี ในกัมพูชา พ.ศ.1500

กวนเกษียรสมุทรมีก่อนกำเนิดอยุธยาและก่อนมีคนไทย (ไทยเรียกชักนาคดึกดำบรรพ์ ถือเป็นต้นกำเนิดโขน) (ภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด ราวเรือน พ.ศ.1600)

 

(3.) อยุธยาสืบมรดกโขน-ละครจาก “ขอม” ละโว้ฃ

ราชสำนักอโยธยา-อยุธยาสมัยแรกๆ พูดเขมร เป็น “ขอม” สืบต่อจากราชสำนักละโว้ ซึ่งพูดเขมรเป็น “ขอม” เชื้อวงศ์ร่วมกับกษัตริย์เขมรที่ปราสาทนครวัด

ดังนั้นราชสำนักอยุธยาจึงสืบการละเล่นโขน-ละครจาก “ขอม” ละโว้ (ซึ่งแท้จริงคือเขมร)

“ไทย” ชื่อเรียกตนเองของคนในอยุธยามีเป็นทางการตั้งแต่แผ่นดินเจ้านครอินทร์ (จากเมืองสุพรรณ) เรือน พ.ศ.1952 เรียกตนเองว่าไทย เรียกประเทศว่าเมืองไทย

ราชสำนักเจ้านครอินทร์สืบทอดโขน-ละครจากราชสำนักอยุธยารุ่นก่อนที่พูดภาษาเขมรเป็น “ขอม” และวัฒนธรรมเขมร (เช่น นุ่งโจงกระเบน) นับเป็นวัฒนธรรมอยุธยา (ไม่ใช่ไทย) แล้วถูกเหมารวมสมัยหลังว่าทั้งหมดเป็นวัฒนธรรมไทย

(4.) อยุธยารุ่งเรือง แต่กัมพูชาร่วงโรย

อยุธยารุ่งเรืองด้วยการค้านานาชาติ ตั้งแต่เรือน พ.ศ.2000 ส่วนกัมพูชาร่วงโรยเพราะการค้าลดลง (เนื่องจากการค้าจีนไปรวมอยู่อยุธยา)

ส่งผลให้การละเล่นราชสำนักอยุธยารุ่งเรืองก้าวหน้ากว่าแต่ก่อน โดยรับจากภายนอกมาประสมประสาน เช่น อินเดีย, เปอร์เซีย (อิหร่าน), จีน เป็นต้น

ราชสำนักกัมพูชาขาดพลังชักจูงที่จะพัฒนาการละเล่นโขน-ละคร จึงมีแต่ทรงกับทรุด ทั้งนี้ไม่ได้หายไปทีเดียว แต่มีอย่างทรุดโทรม (เมื่อเทียบกับก่อนหน้านั้น)

(5.) รัตนโกสินทร์ฟื้นฟู

หลังกรุงแตกเกิดภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด พ.ศ.2310 การละเล่นราชสำนักกรุงธนบุรี-กรุงรัตนโกสินทร์ก็รวนเร ต้องรวบรวมครูโขน-ละครจากที่ต่างๆ มาฟื้นฟู เช่น จากเมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น

ร.2 สืบทอดและพัฒนาการละเล่นในราชสำนักสำเร็จและก้าวหน้า มี “ละครใน” เรื่องอิเหนา และมี “ละครนอก” (เครื่องทรงละครใน) สนุกสนาน เช่น ไกรทอง, สังข์ทอง เป็นต้น

เขมรมีโขน-ละครสืบเนื่องตั้งแต่สมัยเมืองพระนครไม่ขาดสาย (หลักฐานคือภาพสลักนางรำ มีฟ้อนยืด-ยุบ อย่างเดียวกัน) และไม่ได้สูญหาย เพียงแต่ชะงักการพัฒนา (ถ้าเทียบกับไทย)

ต่อมาจึงรับความก้าวหน้าจากไทย (ซึ่งเป็นปกติ เพราะไทยสมัยแรกก็รับมรดกจากเขมร) โดยเฉพาะละครในเรื่องอิเหนาซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์ไม่เคยมีมาก่อน และก้าวหน้ากว่า “ดาหลัง” (หมายถึงอิเหนาใหญ่) สมัยอยุธยา นอกจากนั้นยังมีละครนอกสนุกสนานหัวหกก้นขวิด ฯลฯ

เขมรรับความรู้ใหม่เกี่ยวกับละครอิเหนาเท่านั้น ส่วนโขน-ละคร มีพื้นฐานอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับจากไทย ถ้าจะรับก็ส่วนที่สร้างสรรค์ใหม่ (ศัพท์การเมืองสมัยใหม่ เช่น ประชาธิปไตย, เสรีภาพ ฯลฯ ก็รับศัพท์บัญญัติจากไทย)

การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับเพื่อนบ้านเป็นเรื่องปกติของประเทศทั้งโลก ไม่ควรด้อยค่ากันอย่างน่าขยะแขยง

แนวคิดเจ้าอาณานิคม

“วัฒนธรรมเขมรปัจจุบัน ไม่ใช่วัฒนธรรมนครวัด-นครธม—-” เป็นแนวคิดแบบเจ้าอาณานิคมเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว เพราะเหยียดคนพื้นเมืองว่าโง่เง่าเต่าตุ่น ฉะนั้นต้องอยู่ใต้อำนาจเจ้าอาณานิคม

วัฒนธรรมเขมรปัจจุบัน เป็นมรดกตกทอดสืบเนื่องจากวัฒนธรรมของบรรพชนในอดีตตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว กระทั่งวัฒนธรรมเมืองพระนคร (นครวัด-นครธม) สืบเนื่องจนปัจจุบัน ดูได้จากประเพณีพิธีกรรมความเชื่อต่างๆ ตั้งแต่หลายพันปีมาแล้วยังทำในชีวิตประจำวันทุกวันนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง