(ระบบ) อาหารไทย โจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม ‘ลดเนื้อ’ ไม่ลดโปรตีน เทรนด์โลก โอกาสใหม่ที่รัฐต้องก้าวให้ทัน

23.12.23 | 12:37 น.
(ระบบ) อาหารไทย โจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม ‘ลดเนื้อ’ ไม่ลดโปรตีน เทรนด์โลก โอกาสใหม่ที่รัฐต้องก้าวให้ทัน
จักรชัย โฉมทองดี ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กร Madre Brava

(ระบบ) อาหารไทย โจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม ‘ลดเนื้อ’ ไม่ลดโปรตีน
เทรนด์โลก โอกาสใหม่ที่รัฐต้องก้าวให้ทัน

กลายเป็นหนึ่งในวาระร่วมของมวลมนุษยชาติไปแล้ว สำหรับ ‘โลกเดือด’ ที่ก้าวไปไกลกว่า ‘โลกร้อน’

แน่นอนว่า นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไขร่วมกัน หนึ่งในหนทางที่ไม่อาจมองข้าม คือ ‘การกิน’ และ ‘การผลิตของกิน’ เมื่อข้อเท็จจริงคือระบบอาหารเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 3 ของการปล่อยรวมทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุดเกิดจากการอุตสาหกรรมการผลิตโปรตีนจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ล่าสุด การเจรจาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ UNFCCC ที่เพิ่งจบไปได้นำเรื่องของอาหารและการเกษตรเข้ามาพิจารณาอย่างเป็นทางการแล้ว นั่นหมายถึงแนวโน้มความผูกพันที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเศรษฐกิจนี้ในอนาคตที่ไม่ไกลนับจากวันนี้

Madre Brava คือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีเป้าหมายในการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการลดผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนและสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชากร โดยมี จักรชัย โฉมทองดี นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองเห็นความสำคัญทั้งในมุมของปัญหาและโอกาสในบริบทประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับโลก โดยเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องตระหนักให้ได้ว่าศักยภาพและโอกาสของประเทศไทยอยู่จุดไหน โดยเริ่มจากการเข้าใจผู้บริโภคไทย

Advertisement

ผลการสำรวจแนวโน้มและทิศทางการบริโภคอาหารของผู้บริโภคไทยผ่านทางสำนักวิจัย Northstar / HarrisX กระจายทั้งประเทศจากหลากหลายกลุ่มมากกว่า 1,500 คน โดยพบว่า 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ภายในสองปี ด้วยเหตุผลสำคัญด้านสุขภาพ ตามมาด้วยสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพสัตว์

ทั้งนี้ ลดโปรตีนจากสัตว์ ไม่ได้หมายความว่าจะบริโภคโปรตีนลดลง เพราะทางเลือกของผู้ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์คือการทดแทนด้วยโปรตีนจากพืช (plant-based protein) ซึ่งมีทั้งโปรตีนจากพืชที่ไม่แปรรูปหรือแปรรูปเบื้องต้น เช่น เห็ด ถั่ว เต้าหู้ และโปรตีนทางเลือก (alternative proteins) เช่น ผลิตภัณฑ์ลักษณะเนื้อที่ทำจากพืช (plant-based meat)

ผลการสำรวจนี้สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคที่ชัดเจนมาก แต่ในความเป็นจริง การลดการบริโภคเนื้อสัตว์และการเพิ่มการบริโภคในส่วนของโปรตีนทางเลือกยังมีความท้าทาย ทั้งเรื่องราคา การเข้าถึง ความหลากหลายและรสชาติ

การปฏิรูประบบอาหารไทยเป็นไปได้แน่นอน แต่สิ่งสำคัญที่คือความเปลี่ยนแปลงนี้ต้องการความร่วมมือจากทุกคน

พันธกิจสร้างระบบอาหารยั่งยืน ‘เราต้องอ่านเกมให้ทัน’

จักรชัยเล่าว่า เหตุที่ Madre Brava ทำงานในประเด็นด้านอาหารโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากโปรตีนสัตว์ไปเป็นโปรตีนที่ยั่งยืน เนื่องจากแม้ว่าโจทย์ที่สำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจกคือการปรับจากการใช้พลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด แต่หากไม่มีการปฏิรูประบบอาหาร โลกจะร้อนขึ้นเกินเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไปมากอยู่ดี และเมื่อสำรวจเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหารจะพบว่า 2 ใน 3 เกิดจากการผลิตโปรตีนจากสัตว์

บทบาทของ Madre Brava คือการสร้างองค์ความรู้และผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีความยั่งยืน จึงมีการทั้งทำการศึกษาวิจัยและปรับใช้งานศึกษาวิจัยที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องกับบริบทต่างๆ ผ่านการสนับสนุนและสร้างบทสนทนากับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เห็นความสำคัญและเห็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ผลิตและบริโภคโปรตีนที่ยั่งยืน

“ที่ผ่านมา Madre Brava ทำงานในยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพและมีบทบาทอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยค่อนข้างสูง เป็นฐานสำคัญในการผลิตและส่งออกอาหาร

“ประเทศไทยมีศักยภาพมาก ไทยมีการแปรรูปและส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เรามีอุตสาหกรรมอาหารที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรและวิสาหกิจรายย่อยที่มีโอกาสจะได้ประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่านนี้ และจะกลายเป็นตัวอย่างที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไปยังประเทศอื่นๆ ได้อีก

นอกจากนี้ จากงานสำรวจล่าสุด ชี้ชัดว่าผู้บริโภคไทยมีความยืดหยุ่น เปิดรับ และให้ความสำคัญกับสุขภาพสูง ไทยจึงมีโอกาสที่จะสร้างและได้ประโยชน์มาก การสำรวจทิศทางการบริโภคพบว่าผู้บริโภคไทยต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพเป็นหลัก ซึ่งแนวโน้มนี้สอดรับพอดีกับความจำเป็นด้านโลกร้อน และสอดคล้องกับทิศทางการบริโภคในตลาดส่งออกของไทย

“หากรัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนการผลิตโปรตีนจากพืชและโปรตีนทางเลือก โดยมุ่งเน้นแก้โจทย์เรื่องนัยเชิงสุขภาพ ราคา ความหลากหลาย การเข้าถึง และคุณภาพอย่างเข้มข้น ทั้งสำหรับการบริโภคในประเทศและการส่งออก ซึ่งก็จะสอดรับกับทิศทางในระดับสากล เราจำเป็นต้องอ่านเกมทันและเปลี่ยนตั้งแต่ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นจะตกขบวนและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยควรต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่ประสานกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ อย่างจริงจัง” จักรชัยกล่าว

คนไม่เก็ต กิน-ไม่กิน ‘เนื้อสัตว์’ เกี่ยวอะไรกับ ‘โลกร้อน’?

แน่นอนว่า ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าการบริโภคเนื้อสัตว์เชื่อมโยงกับสภาวะโลกร้อนอย่างไร จักรชัยอธิบายว่า โดยพื้นฐานแล้วการการผลิตโปรตีนจากสัตว์ที่มีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ เนื่องจากต้องนำโปรตีนจากพืชจำนวนมากไปให้สัตว์ แล้วสัตว์ก็ให้โปรตีนกลับมาในปริมาณที่น้อยลง อัตราแลกโปรตีนของไก่อยู่ที่ประมาณ 5:1 หมายความว่าต้องนำโปรตีนจากพืช 5 กิโลกรัม (กก.) เพื่อให้ได้โปรตีนจากเนื้อไก่ 1 กก. ส่วนหมูอยู่ที่ 10:1 และวัวอยู่ที่มากกว่า 30:1

“เมื่อเป็นเช่นนี้แทนที่เราจะปลูกพืช 1 กก. แล้วบริโภค แต่ถ้าเราอยากได้โปรตีนจากไก่ 1 กก. ต้องใช้พื้นที่ พลังงาน น้ำ และทรัพยากรมากขึ้นประมาณ 5 เท่า ส่วนวัวคือมากกว่า 30 เท่า อีกทั้งการขนส่งและกระบวนการอื่นๆ โดยเฉลี่ยเราใช้ทรัพยากรโลกในการผลิตโปรตีนจากเนื้อสัตว์เช่นที่ดินซึ่งอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 14 เท่าของการผลิตโปรตีนจากพืช

โลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านปรับสมดุลใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ การจะไม่ทำโลกเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ ขอเน้นว่า สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการ ก็ไม่จำเป็นต้องเลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ไปเลย เพียงแต่ต้องปรับสัดส่วนเสียใหม่” จักรชัยอธิบาย

การลดการบริโภคเนื้อสัตว์นอกจากจะส่งผลดีต่อเรื่องสภาวะโลกร้อนแล้วยังดีต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม เพราะจะทำให้ใช้ผืนดินน้อยลง ลดโอกาสในการบุกรุกป่าเพื่อเลี้ยงสัตว์หรือเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ทำให้เหลือที่ดินมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ปัจจุบันพื้นที่การเกษตรทั่วโลกมีไว้เพื่อผลิตโปรตีนจากสัตว์ถึงเกือบ 80% และเพื่อผลิตให้มนุษย์บริโภคโดยตรงเพียงประมาณ 20%

เมื่อการบริโภคเนื้อสัตว์ลดลงนอกจากจะส่งผลดีผ่านการปรับสิ่งที่เราทานแล้ว ในทางอ้อมนั้น โอกาสที่จะเกิดการเผาไร่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ในพื้นที่สูงซึ่งก่อฝุ่นควันจะลดลง ค่าฝุ่น PM2.5 มีโอกาสจะดีขึ้น นอกจากนี้จะลดโอกาสการดื้อยาปฏิชีวนะ จากการปนเปื้อนสู่ธรรมชาติและในเนื้อสัตว์เองด้วย

“ที่สำคัญที่สุด แม้เราจะสามารถผลิตเนื้อสัตว์ได้อย่างสะอาด ไม่มีเคมี ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่การบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์อยู่ดี เป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งปัจจุบันนี้โดยเฉลี่ยมนุษย์บริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไปอยู่แล้ว ในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกมีการบริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ยมากกว่าที่เราควรบริโภคมากเกินกว่าสองเท่า” จักรชัยกล่าว

‘โปรตีนจากพืช’ อนาคตไทย (ผู้เล่นระดับต้นๆ) บนเวทีโลก

ประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะรักษาอุณหภูมิไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สำหรับประเทศไทย แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้ผูกมัดภาคเกษตรภายใต้ความตกลงนี้ แต่งานวิจัยเมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้ชี้ว่าการจะทำให้ได้ตามเป้าหมายปารีสนั้นต้องลดการผลิตและการบริโภคเนื้อสัตว์ภายในประเทศลง 30% เป็นอย่างน้อย

จักรชัยเผยว่า นอกจากนี้คือประเทศไทยไม่ได้ผลิตอาหารเพื่อบริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารสุทธิ (net food exporter) รายเดียวของเอเชีย และเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก (ปี 2566) เป็นผู้ส่งออกไก่อันดับ 4 ของโลก รวมถึงส่งออกอาหารสัตว์ในอันดับต้นๆ

“ถ้าเรามีการปรับสัดส่วน มีอาหารที่เป็นโปรตีนจากพืชมากขึ้นจะทำให้เราสามารถมีอาหารที่ดี คุณภาพดี ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ ไม่เฉพาะคนไทย แต่รวมถึงผู้บริโภคในตลาดส่งออก ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในระดับสากล

โปรตีนจากพืชเป็นส่วนหนึ่งของอาหารแห่งอนาคต (future food) หากเราต้องการเป็นครัวของโลก การดำเนินในแนวทางนี้จะทำให้เราเป็นผู้นำเรื่องอาหารได้ การปรับเปลี่ยนขนาดใหญ่ด้านอาหารของโลกกำลังจากมาถึง อีกไม่นานภาคเกษตรจะกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของสหภาพยุโรป ตลาดส่งออกของไทยจำนวนมากจะเริ่มมีมาตรการทางการค้าตามมา ไทยไม่เพียงต้องไม่ควรตกขบวน แต่ควรมองไปข้างหน้า และมีวาระเร่งด่วนลงทุนทั้งการวิจัยและส่งเสริมเกษตรกรเพื่อให้เป็นหนึ่งในผู้นำด้านอาหารยั่งยืน

เรามีเทคโนโลยีด้านอาหาร เราเป็นผู้เล่นระดับต้นๆ ของโลก ยิ่งเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรและขนาดประเทศแล้วผมมองว่าประเทศไทยไม่เป็นรองใคร ดังนั้นถ้าเราต้องการพัฒนาต่อยอดด้านใด เราควรพิจารณาถึงศักยภาพที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงและความจำเป็นในระดับสากล” จักรชัยกล่าว

ใจอยากลด แต่ไม่หมดอุปสรรค ‘ราคาสูง-เข้าถึงไม่ง่าย’

Madre Brava ทำการสำรวจผู้บริโภคไทย 1,500 คน โดยกลุ่มตัวอย่างครอบคลุมความหลากหลายของอายุ เพศ ภูมิภาค การอาศัยเขตเมือง-ชนบท กลุ่มรายได้ การศึกษา โครงสร้างครอบครัว ความสนใจ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งผลที่ออกมาช่วยทำความเข้าใจทิศทางการบริโภคของไทยได้เป็นอย่างดี

จากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมากถึง 67% ต้องการบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลงภายในสองปี แต่ยังมีสามอุปสรรคสำคัญดังนี้

1.ราคา แม้ว่าการบริโภคโปรตีนจากถั่วหรือผักโดยตรงจะไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่หากบริโภคโปรตีนทางเลือก (alternative protein) โดยรวมผู้บริโภคมองว่าราคายังสูงกว่าเนื้อสัตว์อยู่ในปริมาณเท่ากัน

2.การเข้าถึง ผลการสำรวจชี้ด้วยว่าผู้บริโภคไม่สามารถหาซื้อโปรตีนทางเลือกใกล้ที่พักอาศัยหรือร้านค้าหรือร้านอาหารที่ซื้อเป็นประจำได้ รวมถึงไม่ทราบว่าขายที่ไหน ปรุงอย่างไร

3.ความเข้าใจ ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาพ ยังมีความกังวลว่าโปรตีนทางเลือกเป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูปสูง หรือหลายคนยังไม่รู้จัก หรือไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร

นอกจาก 3 อุปสรรคหลักและข้อเสนอดังกล่าวแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่จักรชัยมองว่าสำคัญเช่นกันคือเรื่องรสชาติ กลิ่น และสัมผัสของโปรตีนทางเลือก หากสามารถทำให้ตรงรสนิยมผู้บริโภคมากขึ้นก็จะเห็นการเปลี่ยนผ่านได้มากขึ้น ซึ่งต้องมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก โดยยืนยันว่าไม่ได้ต้องการโปรโมตผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกจากบริษัทเอกชน เพราะมีโปรตีนจากพืชที่คนสามารถบริโภคได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการแปรรูปหรือแปรรูปเบื้องต้น เช่น เห็ด ถั่ว หรือเต้าหู้
อยู่แล้ว

ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘ชนชั้นกลาง’ แล้ว ‘เรา’ ทำอะไรได้บ้าง?’

แม้คนในสังคมจะมีทัศนคติว่าการเปลี่ยนมากินโปรตีนจากพืชหรือโปรตีนทางเลือกเป็นเรื่องของ ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ หรือเรื่องของชนชั้นกลางในเมืองหลวง แต่จักรชัยบอกว่าผลสำรวจที่ออกมาพบว่ามุมมองเรื่องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ของคนในพื้นที่เมืองใหญ่ เขตเทศบาล และชนบท ไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ คนส่วนใหญ่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ แต่อาจมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป เช่น ให้น้ำหนักเหตุผลเรื่องสุขภาพ สวัสดิภาพสัตว์ หรือเรื่องสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน

ถามว่า แล้วเราทำอะไรได้บ้าง?

จักรชัยมองว่า การลดการบริโภคเนื้อสัตว์จำเป็นต้องมีความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค กล่าวคือ รัฐควร ปรับระบบภาษี ให้ผู้บริโภคเข้าถึงโปรตีนจากพืชได้ง่ายขึ้นและไม่แพงเกินไป ผลจากแบบสำรวจบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องการอย่างชัดเจนให้ภาครัฐทำ นอกจากนี้ ยังควร ลงทุนในการวิจัย ทั้งเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ทำการผลิตโดยมีสวัสดิภาพที่ดี มีการวิจัยในระดับพื้นที่ การแปรรูปเบื้องต้นเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการวิจัยร่วมกับบริษัทเอกชนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ รสชาติถูกปาก และราคาถูกลง

ไม่เพียงเท่านั้น รัฐสามารถทำงานชี้ชวนสังคมผ่านกลไกต่างๆ ได้ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย หากผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภาระด้านงบประมาณการรักษาพยาบาลของรัฐบาลก็จะเบาขึ้น และสุดท้ายคือ การสร้างอุปสงค์ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น การเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชให้มากขึ้นในโรงพยาบาล สถานศึกษา และโรงอาหารของหน่วยงานภาครัฐ

สำหรับภาคเอกชน จักรชัยมองว่าการผลักดันให้ภาคเอกชนลงมือทำคล้ายเป็นปัญหา ‘ไก่กับไข่’ เพราะถ้ามีอุปสงค์ของโปรตีนทางเลือกไม่มาก เอกชนก็จะไม่ลงทุนผลิต แต่ขณะเดียวกันหากอุปทาน (supply) ไม่มากพอจนสามารถลดต้นทุนและทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายก็จะไม่สามารถเพิ่มอุปสงค์ได้เช่นกัน

ดังนั้น อีกผู้เล่นที่สำคัญคือผู้ค้าปลีก (retailer) เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ ที่จะทำให้ผู้บริโภครู้จักและเข้าถึงโปรตีนจากพืชได้มากขึ้น เพราะสินค้าที่นำมาขายนั้นนอกจากต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว การวางขายในห้างยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อีก เช่น ค่าแรกเข้า ค่าวางสินค้า เป็นต้น หากมีการสนับสนุนจากผู้ค้าปลีกจะทำให้ผู้บริโภครู้จักโปรตีนทางเลือก จนคุ้นเคยแล้วซื้อมาบริโภค ก็จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้

“ตัวอย่างในต่างประเทศ ห้างค้าปลีกจำนวนมากในยุโรปเริ่มมีการให้คำมั่นสัญญาเรื่องนี้ มีการประกาศเป้าว่าซูเปอร์มาร์เก็ตของเขาจะมีสัดส่วนโปรตีนจากพืชมากขึ้น หลายบริษัทค้าปลีกเช่นที่ประเทศเยอรมนีประกาศว่าจะขายโปรตีนจากพืชในราคาราคาที่ไม่สูงกว่าโปรตีนจากสัตว์” จักรชัยเล่า

ย้ำ ‘ไม่ลดโปรตีน’ แต่ ‘เลือก’ ให้มีคุณภาพ

สำหรับผู้บริโภคที่ยังลังเลเรื่องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ จักรชัยต้องการให้คำนึงถึงผลด้านสุขภาพเป็นสำคัญ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ EAT-Lancet ชี้ว่าปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ (ไก่ หมู เนื้อ) โดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 300 กรัม (3 ขีด) ต่อสัปดาห์ ซึ่งหากว่าบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมากกว่านี้ก็จะมีเริ่มส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพของตนเองและผลเสียด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือโลกร้อน จักรชัยยังบอกว่า มีงานวิจัยต่อเนื่องที่เผยแพร่ล่าสุด ว่าผู้ที่บริโภคตามคำแนะนำของคณะกรรมการ EAT-Lancet นอกจากสามารถลดความเสี่ยงโรคพื้นฐานเกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด หรือความดันแล้ว ยังสามารถลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลงอย่างมีนัยสำคัญ

“ต้องเน้นนะครับว่าไม่ใช้การลดโปรตีน แต่คือการบริโภคโปรตีนที่มีคุณภาพมากขึ้น จึงต้องปรับสัดส่วนเพิ่มโปรตีนจากพืชให้มากขึ้น และไม่ได้ชี้ชวนหรือบอกว่ามีความจำเป็นที่มนุษย์ต้องเป็นวีแกนหรือมังสวิรัติทั้งหมดทุกคน เพียงแต่เราบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไป” จักรชัยกล่าว พร้อมย้ำว่า

มันทั้งทำร้ายโลกและทำร้ายตัวเราเอง