หน้าแรก ประชาชื่น สนาม‘กทม.-พัท...

สนาม‘กทม.-พัทยา’ สนาม‘กทม.-พัทยา’ (ทำไม)ต้องจับตายิ่งกว่าเลือก ส.ส.!

24.06.26 | 12:05 น.

กไม่กี่วันข้างหน้า จะถึงวันชี้ชะตา 28 มิถุนายน 2569 ใครจะนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา 

ล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา 

ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายภาคประชาชน แถลง

“จับตาความโปร่งใส เลือกตั้ง กทม.-พัทยา” นำโดย รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist), พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการ We Watch, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และผู้ร่วมผลักดันแคมเปญ Vote62 รวมถึง กัลยกร สุนทรพฤกษ์ เจ้าหน้าที่ iLaw 

 

Advertisement

ชวนจับตาเลือกตั้ง ยกพิรุธปี’65 ห่วงพัทยาคนใช้สิทธิน้อย

รศ.ดร.ปริญญาเกริ่นว่า เพื่อสร้างความโปร่งใสในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ภาคประชาชนอย่าง We Watch และ iLaw ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน ได้ติดตามสังเกตการณ์การเลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ปกครองรูปแบบพิเศษ 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานครและพัทยา เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง

“เพียงแต่ว่าพอเรื่องความโปร่งใสมีปัญหา การมีส่วนร่วมก็มีน้อย เช่นการนับคะแนนต้องนับอย่างเปิดเผยต่อหน้าประชาชน พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.มาตรา 116 เขียนไว้ชัดเจน ว่าการนับคะแนนต้องนับต่อหน้าประชาชน แต่ในทางปฏิบัติเราจะเห็นว่าการนับคะแนนยังอยู่ไกลประชาชน จะถ่ายคลิปก็ไม่ให้ถ่าย หลายหน่วยเลือกตั้งก็ห้าม พอมีเรื่องร้องเรียนว่าบัตรนับผิด ก็ได้คำตอบประมาณว่า ‘นับให้เสร็จก่อนเดี๋ยวค่อยไปร้องเรียน’ ถ้าหากเอาความโปร่งใสกับการมีส่วนร่วมของประชาชนกลับมาคืนมา การเลือกตั้งมันย่อมบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยตัวของมันเอง” รศ.ดร.ปริญญากล่าว

ด้าน พงษ์ศักดิ์กล่าวว่า สำหรับบทบาทของ We Watch คือการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง โดยติดตามทั้งก่อนและหลัง กระบวนการเลือกตั้ง เพื่อเฝ้าระวังความโปร่งใส และยังมีการฝึกอบรม พัฒนาอาสาสมัคร เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินภาพรวม

เมื่อย้อนกลับไปในการเลือกตั้งกรุงเทพฯ ปี 2565 มีประเด็นที่น่าจับตาหลายกรณี ได้แก่ การพบการนำบัตรเลือกตั้งออกจากหน่วยเลือกตั้งการพบบัตรชำรุด เนื่องจากผู้ใช้สิทธิเข้าใจว่าหย่อนบัตรผิดหีบจึงดึงบัตรกลับ รวมถึงการพบผู้ใช้สิทธิถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว

ในปี 2569 มีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ กรณีกลุ่ม “กรุงเทพบินได้”การตั้งข้อสังเกตเรื่องความเป็นกลางในการใช้ข้าราชการกรุงเทพฯ มาปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) รวมถึงประเด็นการใช้ข่าวปลอมในการโจมตีเพื่อดิสเครดิตผู้สมัคร โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี AI หรือ Deepfake ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาในการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วนในการเลือกตั้งเมืองพัทยา ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 พบว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเพียง 49.96% ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังเกิดกรณีบัตรเลือกตั้งหาย ซึ่งในขณะนั้นยังไม่สามารถระบุสาเหตุหรือปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ยังพบปัญหาบัตรเขย่ง ซึ่งนำมาสู่การชะลอการประกาศผลการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่มีปัญหาในครั้งนั้น

สำหรับประเด็นการเข้าถึงสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้งกรุงเทพฯและเมืองพัทยา พบว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือนอกเขต ทำให้ประชาชนอาจเสียสิทธิในการเลือกตั้งได้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร เดิมต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป และไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี แต่กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และต้องจบปริญญาตรี ซึ่งมีข้อเสนอว่าจำเป็นต้องทบทวนใหม่หรือไม่

“การเลือกตั้ง กทม. ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวนมากที่มาจากต่างจังหวัด บางคนอยู่มาแล้ว 30-40 ปี มีทรัพย์สิน มีที่ดิน มีบ้าน และใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ แต่กลับไม่มีสิทธิเลือกตั้ง หากยังไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามา ทั้งที่เสียภาษีและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จริงๆ ตามหลักการแล้ว เขาควรสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯได้ ผมคิดว่าประเด็นนี้ควรมีการถกเถียงกัน และควรมีการพัฒนาเรื่องนี้” พงษ์ศักดิ์ชวนคิด

 

ต้องจับตายิ่งกว่าเลือก ส.ส. ยกข้อกฎหมาย แจงเหตุ ‘โทษ กกต.ทันทีไม่ได้’

จากนั้น ยิ่งชีพเปิดประเด็นน่าสนใจว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับ คนที่รับผิดชอบหลักในการจัดคือท้องถิ่น ไม่ใช่ กกต.กลาง 

“อันนี้ให้เข้าใจตรงกันก่อน มีปัญหาโทษ กกต.ทันทีไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบมาจากท้องถิ่น โครงสร้างนี้พบว่า จริงๆ แล้วการเลือกตั้งท้องถิ่น น่าน้อยใจน้อยกว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ระดับประเทศอีก เพราะคนที่ถูกเลือกมาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะถูกเลือกตั้งมาโดยท้องถิ่นนั้นๆ เอง การจับตาจึงสำคัญกว่าด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพูดตามทฤษฎีการเลือกตั้งท้องถิ่นกระทบกับชีวิตประชาชน และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวประชาชนในท้องถิ่นนั้นมากกว่า” ยิ่งชีพเผย 

จากนั้นวิเคราะห์ว่า คนกรุงเทพฯได้ใครมาเป็นผู้ว่าฯหรือ ส.ก. จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากกว่า ส.ส. คนพัทยาได้ใครมาเป็นเจ้าเมืองพัทยา ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันได้มากกว่าเลือกใครมาเป็น ส.ส. เลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี

“Vote62 ยังจะเป็นพื้นที่ให้บริการประชาชนทุกคน เราเชิญชวนทุกท่านหลังจากปิดหีบแล้ว เดินไปติดตามผลที่หน่วยเลือกตั้งใกล้บ้าน เตรียมโทรศัพท์มือถือชาร์จแบตให้เต็ม แล้วไปยืนดูการนับคะแนน ถ้าเขาขานเลขไม่ถูกก็ทักท้วงด้วยความสุภาพ เราจะได้แก้ไขตรงนั้นให้ถูกต้อง

หากว่าสุดท้ายอาจจะมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ความร่วมมือ ช่วยกันบันทึกข้อมูลให้ครบถ้วน ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ส่งเข้ามาทางเว็บไซต์ Vote62.com เราจะรวมคะแนนของเราเอง และเราจะเอาคะแนนของเราไปเปรียบเทียบกับส่วนกลางที่ประกาศออกมา

ถ้าเขาทำถูกแล้วคะแนนตรงกัน เราก็จะได้คะแนนผลการเลือกตั้งที่เชื่อถือได้ ถ้าเขาทำผิดเราก็มีคะแนนเอาไว้ตรวจสอบชัดเจน อันนี้ก็เป็นวัตถุประสงค์การจับตาการเลือกตั้ง และถ้าหากมีอะไรผิดปกติมากกว่านั้นก็สามารถรายงานเข้ามาได้

ขอให้มีคนไปยืนหน้าหน่วยให้เพียงพอ ให้การเลือกตั้งนี้เป็นการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่การเลือกตั้งที่ท้องถิ่นนั้นจัดแล้วก็จบในตัวเองและประชาชนก็ไม่รับรู้อะไรรอฟังคะแนนอย่างเดียว” ยิ่งชีพกล่าว

 

ไอลอว์ขอ 100 คนจ้องพัทยา เผยเหตุสุดลุ้น อาจมี ‘พลิกขั้ว’ นักวิทย์หนุนดึง AI ช่วยคำนวณ

ด้าน ดร.ธรรม์ธีร์เผยว่า ความตั้งใจของตนที่มาเป็นอาสาของ Vote62, iLaw และ We Watch คืออยากอาสาในเรื่องของเทคโนโลยี AI และเชิงวิชาการ เพราะปลายทางถ้าวันนี้เรามาทดสอบ ศึกษา พัฒนา พร้อมกับการจับตาในครั้งนี้ ในฐานะที่ตนเป็นภาคประชาชน ในการเลือกตั้ง
ถ้ามันไม่โปร่งใสแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาล

“ผมเชื่อว่าไม่มีฝ่ายไหนปฏิเสธ ถ้าเราจับตา ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอได้ โดยที่ไม่ขัดขวางการทำงานของ กกต.หรือ กปน. ซึ่งทาง กกต.ได้ยืนยันมาแล้ว เพิ่มการใช้เทคโนโลยี ใช้มือถือ ใช้กล้อง ต่อยอดไปจนถึงการใช้ AI เพื่อให้การตรวจสอบ การวิเคราะห์ข้อมูลมีความถูกต้อง และมีความสมบูรณ์มากขึ้น” ดร.ธรรม์ธีร์กล่าว

จากนั้นอธิบายว่า หลักการหนึ่งที่เรียกว่า “หลักการโปร่งใส” ตามมาตรฐานสากล เรียกว่า Open Data หลักนี้มีอยู่ 4 อย่าง คือ 1.Machine-Readable ข้อมูลอ่านด้วยเครื่องได้ เป็นไฟล์ตาราง 2.Timely ความรวดเร็ว โดยการใช้ AI ช่วยประมวลผล 3.Granular คือการลงรายละเอียด ซึ่งจะทำให้การบิดเบือนหรือความผิดพลาดน้อยลง และ 4.Accessible การเข้าถึงง่าย มี API ให้เชื่อมต่อ ให้หน่วยงานหลายภาคส่วนมาช่วยกันทำ ร่วมกันวิเคราะห์เพื่อความโปร่งใส 

“อาจจะดูซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วมันง่าย หัวใจมันคืออย่างนี้ เรามองว่าวันที่ 28 มิถุนายน ทั้ง กทม.และพัทยา คือขั้นตอนแรก เป็นสนามทดลองจาก 2 จุดก่อน จากนั้นพอเราได้วิดีโอตามมุมที่ว่าแล้ว เราก็จะนำมารวบรวม และจัดเป็นเวิร์กช็อปเพื่อประมวลผลด้วย AI

ผมจะเป็นหนึ่งในอาสาที่นำวิดีโอที่ถ่ายเองมา และจะหาวิธีใช้ AI มาวิเคราะห์ให้ได้ประสิทธิภาพ ตอนนี้ภาครัฐก็เห็นความสำคัญ จนกระทั่งเป็นที่มาของโครงการ AI Pro-AI Passport ถ้าเราลองทำ ก็จะมีสูตรสำเร็จ และจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบ ถ้าในวันที่เราเวิร์กช็อปกัน และตรวจสอบความแม่นยำในการดูคะแนนและการขานคะแนน

สมมุติความแม่นยำ 95% เราสามารถรวบรวมเป็นกรณีศึกษา เป็นสูตรสำเร็จเพื่อส่งไปให้ทาง กกต.หรือภาครัฐ โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ อย่างน้อยภาคประชาชนรู้แล้วว่า ถ่ายวิดีโอ สูตรแบบนี้ ความแม่นยำ 95% เอามาให้ AI ช่วยคำนวณการขานคะแนน และช่วยประเทศชาติประหยัดงบประมาณอีกด้วย” ดร.ธรรม์ธีร์อธิบาย 

ขณะที่ กัลยกรย้ำว่า อยากให้ทุกคนไปจับตาการเลือกตั้งกันที่กรุงเทพมหานคร และอีกสถานที่หนึ่งที่สำคัญคือพัทยา การเลือกตั้งพัทยาครั้งนี้สำคัญมาก เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อปี 2565 ผู้ชนะคือ “นายกเบียร์” นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ที่ชนะมาเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนน 14,000 คะแนน ขณะที่อันดับ 2 คือบ้านใหญ่วัฒนศาสตร์สาธร ด้วยคะแนน 12,000 คะแนน และอันดับ 3 คือคณะก้าวหน้า ด้วยคะแนน 8,000 คะแนน

“คราวนี้ที่บอกว่าน่าตื่นเต้นและมีลุ้น คือผู้สมัครจากบ้านใหญ่วัฒนศาสตร์สาธรลงเลือกตั้งในนามพรรคประชาชน ซึ่งถ้าเราดูจากการเลือกตั้งปี 2565 จะเห็นว่าคะแนนของบ้านใหญ่และคณะก้าวหน้า เมื่อรวมกันแล้วจะได้ประมาณ 20,000 คะแนน เรียกได้ว่าหากคะแนนของ 2 ฐานเสียงนี้มารวมกัน ก็อาจมีสิทธิล้มแชมป์บ้านใหญ่อย่างนายกเบียร์ได้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้รับไม้ต่อจากนายสนธยา คุณปลื้ม ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา” กัลยกรกล่าว

กัลยกรกล่าวต่อไปด้วยว่า ที่สำคัญคือ ถ้าทุกคนจำได้ ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จังหวัดชลบุรีมีความผิดปกติอย่างมาก ทั้งคะแนนหาย คะแนนลด และพบบัตรที่มีความผิดปกติ เราไม่ได้บอกว่าการเลือกตั้งที่พัทยาจะมีปัญหา แต่เรากำลังจะบอกว่าเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ควรจับตามอง เพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดปกติเกิดขึ้น และในครั้งนี้เรามีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ที่พัทยามี 100 กว่าหน่วยเลือกตั้ง เราต้องการคน 100 กว่าคน

“เราต้องการคนที่จะออกเดินทางไปกับเรา การเดินทางเราจัดหาให้ ใครที่สนใจหรืออยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่เพจ iLaw ซึ่งเราปักหมุดรายละเอียดไว้แล้ว ไปช่วยกันจับตา ไปสร้างประวัติศาสตร์ หากเราจับตาได้ครบทุกหน่วย เราจะได้เห็นว่ามีความผิดปกติอะไรบ้าง หรือจริงๆ แล้วอาจไม่มีความผิดปกติก็ได้ หากประชาชนทุกคนอย่างเราเข้าไปช่วยกันจับตา” กัลยกรทิ้งท้าย

 

กฎหมายเปิดช่อง เลือกตั้งท้องถิ่น ลงคะแนนผ่านเน็ตได้ เสียดาย กกต.ยึดติด

ปิดท้ายที่สมชัย ซึ่งกล่าวว่า ถ้าเรามองการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้บริหารเมืองพัทยา จะเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น ความจริงแล้ว ถ้าใครไปดู พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่น เปรียบเทียบกับ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. จะเห็นความแตกต่างกันว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่นมีความก้าวหน้ามากกว่า

อย่างเช่น รูปแบบของการใช้สิทธิ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดเพียงรูปแบบเดียว คือใช้บัตรเลือกตั้งเท่านั้น แต่ พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่นสามารถใช้รูปแบบอื่นๆ ได้ เช่น เครื่องลงคะแนน อันนี้เป็นมิติอย่างหนึ่งว่า ในแง่ของ กกต. ความจริงควรใช้โอกาสของการเลือกตั้งท้องถิ่น ในการพัฒนาการจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการทดลองใช้นวัตกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมการสู่การเลือกตั้งทั่วไปในอนาคต

ทาง กกต.กลับไม่รู้จักใช้โอกาสสิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ ยังยึดติดกับการเลือกตั้งแบบเดิม และในแง่ของการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ความโปร่งใส พิสูจน์การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พิสูจน์การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพิสูจน์เรื่องการรายงานผลที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว

ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นตัวอย่างในการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งถัดไป อาจจะมีการรายงานผลแบบเรียลไทม์ แต่ทาง กกต.ไม่ใช้โอกาสนี้เลย 

“กกต.กลับปล่อยให้เป็นเรื่องของเอกชนที่ต้องมาดิ้นรนดำเนินการเอง หรือการที่บอกว่าอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม ก็ดำเนินการกันอย่างเต็มที่เลยสิ เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายที่ประสงค์จะตรวจสอบการเลือกตั้ง เข้ามาช่วยจัดการตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างจริงจัง เป็นระบบ และเป็นแบบอย่างต่อการเลือกตั้งทั่วไปในอนาคต แต่ กกต.ไม่ใช้โอกาสนี้เลย เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย

ในขณะที่ กกต.ไม่ทำอะไรเลย แต่ภาคประชาชนกลับมีความเอาจริงเอาจังมากกว่า ในแง่ของการจัดหาอาสาสมัครเพื่อตรวจสอบการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและพัทยา กกต.เองควรจะต้องตระหนักว่าควรต้องทำให้ดีกว่านี้ ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็ตื่นตัว ตื่นรู้กันหมดแล้ว การให้การสนับสนุนนี้ ความเป็นจริงแล้ว กกต.ควรมีงบประมาณสนับสนุนด้วยซ้ำ

เราอยากจะบอกว่าในแง่ของประชาชนเอง เราจะทำให้ดีที่สุด และทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและเที่ยงธรรมมากที่สุด และเราอยากให้การทำงานของประชาชนนั้นเป็นแบบอย่างให้ กกต.รู้ว่าการตรวจสอบที่ดีเป็นอย่างไร” สมชัยร่ายยาว

นี่คือเสียงจากภาคประชาชนที่เชิญชวนผู้คนให้ร่วมติดตามการเลือกตั้ง เฝ้าระวังการนับคะแนน และการรายงานผล หวังความโปร่งใส สะท้อนฉันทมติของคนกรุงเทพฯ และชาวเมืองพัทยาอย่างแท้จริง

อคิรา ทองโม้