คอลัมน์ สุวรรณภูมิในอาเซียน : จักรพรรดิราช ที่พึ่งของมหาชนชาวสยาม

26.10.17 | 14:23 น.

เมื่อสยามประเทศอุบัติขึ้นราว พ.ศ. 1600 เป็นต้นมานั้น พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเป็นพระศาสนาทางราชการของบ้านเมือง

พระมหากษัตริย์ในคติทางศาสนาคือ พระสมมุติราช หมายถึงเอกบุรุษที่มาจากมนุษย์บนพื้นพิภพเป็นผู้มีคุณธรรม ได้บำเพ็ญบารมีที่สะสมมาแต่ชาติต่างๆ จนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งหลาย จึงได้รับยกย่องให้เป็นกษัตริย์ผู้ปกครองบ้านเมือง ดังมีคติและความเชื่อนี้ปรากฏให้เห็นในโองการแช่งน้ำ, กฎหมายตราสามดวงของกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์

เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์ไทย จึงไม่ใช่ เทวราชา อย่างที่นักวิชาการและคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันเชื่อและอ้างกันทั่วไป แท้จริงแล้วพระมหากษัตริย์ในศาสนาพราหมณ์ (ตามคติฮินดู) ต่างหากเป็นเทวราช

(ซ้าย) เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ สร้างสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย พระมหาพิชัยมงกุฎ, พระแสงขรรค์ชัยศรี, พัดโบกวาลวิชนี, ธารพระกร (ไม้เท้า), และฉลองพระบาทเชิงงอน เป็นเครื่องทรงเฉพาะกษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งสืบเนื่องมาจากพิธีราชสูยะของอินเดียโบราณ แสดงถึงการผูกโยงกษัตริย์เข้ากับเทพเจ้าตามคติพระจักรพรรดิราช
แนวคิดในการสร้างเครื่องราชกกุธภัณฑ์มีมาแต่โบราณ แต่อาจไม่ครบทั้งห้าประการเหมือนสมัยรัตนโกสินทร์
(ขวา) พระพุทธรูปทรงเครื่องประธาน ในอุโบสถวัดนางนอง กรุงเทพมหานคร สร้างสมัย ร.3 แสดงแนวคิดเรื่องพระจักรพรรดิราช รับกับภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบที่เขียนเรื่องพระพุทธองค์เนรมิตกายเป็นพระมหาจักรพรรดิราช ทรมานท้าวมหาชมพู

จักรพรรดิราช

แต่ทั้งคติเทวราชของพราหมณ์และสมมุติราชของพุทธ ต่างก็มีกษัตริย์ในอุดมคติด้วยกัน คือ จักรพรรดิราช หมายถึงผู้ถึงพร้อมในคุณธรรมและอำนาจต่างๆ ในการเป็นพระราชาที่เหนือราชาทั้งหลายในพื้นพิภพ เมื่อสวรรคตแล้วก็จะกลายเป็นเทพไปจุติบนสวรรค์

ซึ่งในศาสนาพราหมณ์มักแสดงความเป็นจักรพรรดิราชของพระมหากษัตริย์องค์สำคัญด้วยการประกอบพระราชพิธี เทวาภิเษก หรือ อินทราภิเษก ด้วยภาพและการละเล่นกวนเกษียรสมุทร เช่น ภาพสลักบนระเบียงคดของปราสาทนครวัด หรือภาพสลักบนทับหลังปราสาทสำคัญของขอม

Advertisement

แต่พระมหากษัตริย์ที่ยังดำรงพระชนมชีพอยู่ก็มักสร้างรูปเคารพฉลองพระองค์ถวายในรูปของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์

พระทรงเครื่อง

ส่วนในสังคมศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาทในดินแดนประเทศไทยนั้นไม่สร้างปราสาทหินหรืออิฐ แต่จะสร้างวัดและพระมหาธาตุเจดีย์อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวาย แล้วสร้างรูปฉลองพระองค์เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง (แทนรูปเทพเจ้า)

พระพุทธรูปทรงเครื่อง มีตำนานอธิบายความเป็นมา ว่าพระพุทธเจ้าทรงทรมานท้าวมหาชมพู ผู้อวดอ้างตนเป็นจักรพรรดิของโลก

พระพุทธองค์จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นพระองค์ในรูปแบบทรงเครื่องเช่นพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเป็นจักรพรรดิราช ต้องทรงไว้ซึ่งบารมีในอำนาจที่มาจากการเป็นพระราชาธิราช ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจทางโลก ปราบปรามยุคเข็ญเป็นผู้ชนะโลก (world conqueror) และอำนาจที่มาจากการเสียสละ การบำเพ็ญคุณธรรมของธรรมราชาเป็นผู้สละโลก (world renouncer)

อำนาจทั้งสองอย่างนี้คือสิ่งที่เกื้อกูลและสร้างดุลระหว่างกันของการเป็นผู้ปกครองที่ดี

มหาราช

จากประวัติศาสตร์การปกครองที่อำนาจมาจากทางศาสนานั้น การเป็นจักรพรรดิราชมักเป็นเรื่องเฉพาะองค์ของพระมหากษัตริย์ หาใช่กษัตริย์ทุกพระองค์จะได้รับยกย่องเหมือนกันทั้งหมดไม่ ซึ่งถ้ามองในปัจจุบันก็คือการยกย่องกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งขึ้นเป็นมหาราชนั่นเอง

แต่การเป็นจักรพรรดิราชจะต้องมีปรากฏการณ์ที่มีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สนับสนุน เช่น พระเจ้าอโศกยุคต้นพุทธกาลของอินเดีย, พระเจ้าอักบาร์แห่งราชวงศ์โมกุลผู้ทรงนับถือศาสนาอิสลามในอินเดีย ฯลฯ

ในสังคมไทยตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย มีพระมหากษัตริย์ที่เข้าข่ายเป็นพระจักรพรรดิราช มักกล่าวถึงในตำนานและคำบอกเล่าในลักษณะที่เป็นผู้นำทางวัฒนธรรม (culture hero) เช่น

ขุนเจือง พญามังราย และเจ้าติโลกราชของล้านนา, พระเจ้ารามราช (คำแหง) และพระมหาธรรมราชา (ลิไทย) ของกรุงสุโขทัย, สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระนเรศวร, สมเด็จพระนารายณ์ และสมเด็จพระเจ้าปราสาททองของกรุงศรีอยุธยา, สมเด็จพระเจ้าตาก (สิน) ของกรุงธนบุรี, จนถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก, พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯลฯ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

(ซ้าย) พระราชพิธีอินทราภิเษก และ (ขวา) พระอินทร์ประทับใต้ร่มปาริฉัตตกพฤกษ์ บนฉากลายรดน้ำในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (จากหนังสือ คำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติสมแด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2543 หน้า 153, 159)

ธรรมราชา

แต่ที่น่าสังเกตอย่างมากก็คือ ถ้ายกเว้นสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเจ้าตาก(สิน) แล้ว ความเป็นพระจักรพรรดิราชของผู้คนในสังคมไทยดูเหมือนเน้นในมิติของการเป็น “ธรรมราชา” มากกว่า “ราชาธิราช” เพราะเนื้อแท้ของธรรมราชาก็คือการที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกนั่นเอง

การที่ไม่ทรงรังเกียจผู้คนต่างชาติต่างศาสนา และทรงให้การอุปถัมภ์โดยเสมอภาคถ้วนหน้ากันนั้น นอกจากเป็นบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมให้เกิดความเป็นชนชาติสยามเดียวกันแล้ว ยังทรงเป็นที่พึ่งในความมั่นคงและร่มเย็นให้แก่ผู้คนส่วนใหญ่ของบ้านเมืองอีกด้วย

สุดใจดินใจฟ้า

ความเป็นจักรพรรดิราชของพระมหากษัตริย์ในสำนึกของหมู่ประชากร ก็คือพระองค์ได้รับยกย่องให้อยู่เหนือบุคคลธรรมดา กลายเป็นบุคคลที่ผู้คนสร้างบุญกุศลถวายให้มีพระชนมชีพยืนนาน สร้างศาสนสถานถวายเป็นอนุสาวรีย์ เช่น

ในจารึกลานทองวัดส่องคบ ที่จังหวัดชัยนาท ทำขึ้น พ.ศ. 1951 ในแผ่นดินสมเด็จพระนครินทราธิราช ให้ความเคารพและระลึกพระคุณของพระมหากษัตริย์ว่าทรง “ทัดดินต่างปิ่นเกล้า เป็นทองมกุฎสุดใจดินใจฟ้า” ที่ประชาราษฎร์ต้องทำบุญกุศลถวายเป็นนิตย์

และมีวัดหลายวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องถวายเป็นพระประธานของโบสถ์วิหาร เช่น วัดธรรมิกราช วัดหน้าพระเมรุ (จ.พระนครศรีอยุธยา) และวัดใหม่ประชุมพล (อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา) เป็นต้น

ในสมัย ร.3 ทรงสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องแทนพระองค์ของ ร.1 และ ร.2 รวมทั้งสร้างพระประธานอีกหลายวัดเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ก็เป็นการแสดงออกของการยกย่องให้เป็นพระจักรพรรดิราช

คลิกอ่าน สุจิตต์ วงษ์เทศ : เขาพระสุเมรุ ในอินทราภิเษก สัญลักษณ์พระจักรพรรดิราช