ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก นำ 700 ผู้ต้องขังหญิง กราบทูลถวายความอาลัย ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ
ผู้ต้องขังหญิงกว่า 700 คนของทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก ร่วมกราบทูลถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเฉพาะกลุ่มแม่และเด็กที่ต่างซาบซึ้งในพระเมตตาจาก “โครงการกำลังใจในพระดำริฯ” ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง พร้อมเปิดโอกาสให้ได้เลี้ยงดูบุตรในเรือนจำอย่างเหมาะสม

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก นางสาวฑิพารัตน์ โชติพิทยานนท์ ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก พร้อมด้วยข้าราชการและผู้ต้องขังหญิงกว่า 700 คน ร่วมกราบทูลถวายความอาลัย ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อผู้ต้องขังและงานราชทัณฑ์ไทยมาโดยตลอด
นางสาวฑิพารัตน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระกรณียกิจ และทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อการพัฒนางานราชทัณฑ์ รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้กระทำผิดให้สอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมอย่างยั่งยืน ด้วยพระเมตตาและพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์
พระองค์ทรงริเริ่ม “โครงการกำลังใจในพระดำริฯ” เพื่อมอบโอกาสด้านการศึกษา การเรียนรู้ และการฝึกอาชีพแก่ผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ
อีกทั้งยังทรงผลักดันบทบาทสตรีในกระบวนการยุติธรรม โดยทรงนำ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการดูแลผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง มาขับเคลื่อนจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงรับเป็นประธานกรรมการ “โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” และทรงใส่พระทัยเรื่องการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของผู้ต้องขังอย่างเท่าเทียม คุณูปการนานัปการที่ทรงอุทิศเพื่อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังและงานราชทัณฑ์ไทย จะยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวราชทัณฑ์ตลอดไป

สำหรับ “โครงการกำลังใจในพระดำริฯ” ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิง หญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำ และเด็กติดผู้ต้องขัง ให้ได้รับการดูแลด้านสุขอนามัยและเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม
ด้านผู้ต้องขังหญิงหลายรายต่างแสดงความอาลัยต่อการจากไป โดยผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์รายหนึ่งกล่าวว่า โครงการกำลังใจช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกภายในเรือนจำ มีการจัดห้องเลี้ยงเด็กแยกจากเรือนนอน ทำให้แม่และลูกได้อยู่ร่วมกัน และเปิดโอกาสให้เลี้ยงดูบุตรได้จนเกือบอายุ 3 ปี ก่อนออกไปใช้ชีวิตภายนอก
ขณะที่ผู้ต้องขังในกลุ่มแม่และเด็กอีกคนหนึ่ง เล่าด้วยความซาบซึ้งว่า เคยมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ และพระองค์ได้ทรงอุ้มบุตรของตน พร้อมพระราชทานคำแนะนำในการเลี้ยงดูเด็กและการดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งถือเป็นความทรงจำอันล้ำค่า ปัจจุบันบุตรของตนอายุ 7 ขวบและกำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา
ส่วนผู้ต้องขังหญิงที่เข้าร่วมโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ด้านงานฝึกอาชีพ เล่าว่า ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เมื่อปี 2563 พระองค์ทรงให้กำลังใจและทรงรับฟังความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด พร้อมทรงสอนให้ทำทุกสิ่งด้วยความตั้งใจและความรับผิดชอบ เพื่อนำไปต่อยอดชีวิตภายหลังพ้นโทษ
“เมื่อทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ พวกเราทุกคนรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง และตั้งใจจะน้อมนำคำสอนของพระองค์ไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นคนดีของสังคมเมื่อพ้นโทษออกไป” ผู้ต้องขังรายดังกล่าวกล่าว
อีกด้านหนึ่ง ผู้ต้องขังในแผนกฝึกวิชาชีพเย็บผ้า กล่าวว่า พระองค์ทรงนำองค์ความรู้ด้านงานหัตถกรรมและการแปรรูปผ้าปักชาวเขามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในโครงการกำลังใจ สร้างรายได้ให้แก่ผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มเย็บผ้ากว่า 30 คน “หนูรักและเคารพพระองค์ท่านมาก รู้สึกซาบซึ้งที่พระองค์ทรงนำโครงการสร้างอาชีพมามอบให้ ทำให้พวกเรามีรายได้และมีความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังพ้นโทษ” ผู้ต้องขังกล่าว



