ธ.ไทยเครดิต รุกครึ่งหลังปี 2569 ชูการเติบโตแข็งแกร่งอย่างมีคุณภาพ การควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุมดันพอร์ตสินเชื่อเติบโตสองหลักตามเป้า
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือCREDITประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบในครึ่งหลังปี 2569มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินพร้อมชู 4 ผลงานความสำเร็จอันโดดเด่นในครึ่งปีแรกเป็นฐานรากสำคัญ เพื่อผลักดันพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโตในอัตราเลขสองหลัก(Double Digit)ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นสถาบันการเงินชั้นนำด้านสินเชื่อรายย่อยของประเทศ
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า“สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังธนาคารพร้อมเร่งเครื่องขยายฐานสินเชื่อเชิงรุกผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี(MSME)รวมถึงสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต (Nano and Micro Credit)ให้เติบโตอย่างมั่นคงโดยต่อยอดจากความสำเร็จ 4 ผลงานความสำเร็จในครึ่งปีแรก ได้แก่
1. การเติบโตของสินเชื่ออย่างแข็งแกร่ง (Strong Growth):ประสบความสำเร็จในการผลักดันสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมายโดยสินเชื่อปล่อยใหม่ขยายตัว 13.1% YoY สู่ระดับ 194,080.5 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเปิดตัวศูนย์ธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (MSMEBusiness Center) ใหม่ 6 แห่งในจังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้ประกอบการ SMEในระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
2. การปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทน (Improved NIM):เดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้แก่ สินเชื่อ ‘SME กล้าช่วย’ สำหรับผู้ประกอบการมีที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ‘SMEกล้าสู้’ ที่ใช้โมเดลRisk-Based Pricing, รวมถึงผลิตภัณฑ์ “Micro Max”ที่ขยายวงเงินสินเชื่อครอบคลุมกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศควบคู่กับแรงหนุนจากพอร์ตสินเชื่อบุคคล (Personal Loan)ที่ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง

3. การเสริมพลังและสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME (MSME Expowerment): ขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุนเพื่อปลดล็อกศักยภาพธุรกิจและโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ให้แก่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กพร้อมขานรับและขับเคลื่อนมาตรการ ‘Quick Big Win’ของภาครัฐอย่างเต็มกำลังเพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือทางการเงินสู่ผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
4. การรักษาเสถียรภาพและคุณภาพสินทรัพย์ (Stable NPL and Asset Quality):ยกระดับกระบวนการคัดกรองลูกหนี้และคุณภาพการเปิดบัญชีใหม่ควบคู่กับการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการดำเนินมาตรการช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกแก่กลุ่ม MSME เพื่อควบคุมและรักษาเสถียรภาพของ NPLให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยั่งยืน ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านผลงานในครึ่งแรกของปี 2569 (1H26)ที่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานในทุกมิติ โดดเด่นด้วยพอร์ตสินเชื่อที่เติบโตถึง 13.1% YoYสอดรับกับเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit)อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่16.1% (อยู่ในกรอบเป้าหมาย 16.0–20.0%)
การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio: CIR) อยู่ที่ 43.2%และรักษาเสถียรภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำเพียง 4.3% (ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่ำกว่า4.5%) สะท้อนการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และมีคุณภาพ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในอนาคตธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้ารายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการMicro SME ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ (Underserved)ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านแอปพลิเคชันMicro Pay e – wallet และ alpha by Thai Creditตลอดจนเตรียมความพร้อมเปิดตัวระบบ Core Banking ใหม่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและบริหารต้นทุนในระยะยาว พร้อมทั้งเดินหน้าสานต่อโครงการให้ความรู้ทางการเงินเพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินและช่วยลดความเสี่ยง NPL ในพอร์ตสินเชื่อได้อย่างยั่งยืน



