ม.สวนดุสิต ชู “ทอ กะ ยาย” ทายาทศิลปาชีพพุทไธสง พลิกมรดกผ้าไหมบุรีรัมย์ เชื่อม SILK Tourism ตลาดสร้างสรรค์

4.11.26 | 17:55 น.
คุณพัฒนชัย ลิมไธสง (คนที่2 จากซ้าย) คนรุ่นใหม่ ผู้สืบทอดภูมิปัญญา ยายลำเอียง แม่ครูทอผ้าพื้นบ้าน ผ้าทอและงานคราฟ ภายใต้แบรนด์ “ทอ กะ ยาย”

จากภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นยาย สู่แรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ “ทอ กะ ยาย” โดยคุณพัฒนชัย ลิมไธสง นำมรดกผ้าไหมมัดหมี่และผ้าซิ่นตีนแดง อัตลักษณ์สำคัญของพุทไธสง มาตีความใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย สร้างโอกาสให้ผ้าไทยเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน พร้อมต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนานวัตกรรมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ้าไหมศิลปาชีพสู่ตลาดสากลเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงพื้นที่ สำรวจและพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยว SILK Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานมรดกผ้าไหมและสิ่งทอพื้นถิ่น โดยบูรณาการความรู้ด้านศิลปหัตถกรรม วิทยาศาสตร์การย้อมสีธรรมชาติ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการตลาดดิจิทัล เพื่อเพิ่มมูลค่าทุนวัฒนธรรมและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนสู่ตลาดสากล


โครงการวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) พร้อมความร่วมมือจากเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชฎาพร แนบชิด รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าคราม อาจารย์ ดร.ศิวธิดา ภูมิวรมุนี อาจารย์ประจำสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว และนางธนกร พูลเพิ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วินวินสมาย จำกัด พร้อมคณะทำงาน

Advertisement

ในการลงพื้นที่อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ คณะวิจัยได้ศึกษาศักยภาพของชุมชนทอผ้าและแนวทางการสืบทอดภูมิปัญญาสิ่งทอ ผ่านแบรนด์ “ทอ กะ ยาย” ซึ่งก่อตั้งโดยคุณพัฒนชัย ลิมไธสง ผู้มุ่งนำองค์ความรู้จากช่างทอรุ่นอาวุโสมาต่อยอดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “From Heritage to Life” เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมจากสิ่งที่ควรอนุรักษ์ให้กลายเป็นงานสร้างสรรค์ที่ผู้คนสามารถสัมผัส สวมใส่ และใช้ประโยชน์ได้จริง

“ทอ กะ ยาย” จากการเรียนรู้ภูมิปัญญา สู่การสืบทอดที่มีชีวิต
จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากการกลับคืนสู่รากเหง้าของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านสระแก้ว ตำบลบ้านเป้า อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยคุณพัฒนชัยเลือกเรียนรู้ทักษะการทอผ้าจากผู้สูงอายุในชุมชน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดตามขนบประเพณี รวมถึงการยกครู เพื่อเรียนรู้ตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม มัดหมี่ ไปจนถึงการทอผ้า

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายสำคัญ เมื่อจำนวนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและช่างทอในชุมชนลดลง การรักษาภูมิปัญญาจึงไม่อาจพึ่งพาความรู้จากคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงช่างทออาวุโสจากหลายพื้นที่ให้ทำงานร่วมกัน เกิดเป็นเครือข่ายที่ช่วยรักษาทักษะดั้งเดิมและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม

สำหรับอำเภอพุทไธสง ผ้าไหมมัดหมี่และ “ผ้าซิ่นตีนแดง” เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยผ้าซิ่นตีนแดงมีลักษณะเด่นจากการใช้ผ้าสีแดงบริเวณหัวซิ่นและตีนซิ่น ขณะที่ลวดลายมัดหมี่และเทคนิคการทอแสดงให้เห็นถึงความประณีตของช่างฝีมือที่สั่งสมผ่านการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

4 มิติผลิตภัณฑ์ เชื่อมงานทอชั้นครูกับชีวิตร่วมสมัย
แบรนด์ “ทอ กะ ยาย” พัฒนาผลิตภัณฑ์โดยให้ความสำคัญทั้งการรักษารากฐานภูมิปัญญาและการสร้างรูปแบบการใช้งานใหม่ แบ่งเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่
1. งานทอแบบดั้งเดิม สืบสานผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าขิด ผ้ายกจก และผ้าซิ่นตีนแดง โดยอาศัยความชำนาญของช่างทอชั้นครู เพื่อรักษาลวดลาย เทคนิค และคุณค่าทางวัฒนธรรมให้คงอยู่
2. เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย นำผ้าไทยมาตีความใหม่ให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้น ทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูปและของใช้ที่ผสมผสานอัตลักษณ์ดั้งเดิมกับดีไซน์เรียบง่าย เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวัน
3. สตูดิโอออกแบบเฉพาะบุคคล เปิดพื้นที่ให้ลูกค้า องค์กร หรือผู้สนใจร่วมพัฒนาแนวคิดและลวดลาย เพื่อสร้างผืนผ้าที่สะท้อนเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะตัว
4. ประสบการณ์วิถีชุมชน เชื่อมโยงการเรียนรู้เรื่องผ้ากับอาหารท้องถิ่น ธรรมชาติ กิจกรรมเวิร์กชอป และวิถีชีวิตของผู้คน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมผ่านประสบการณ์จริง ไม่ใช่เพียงการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์

นอกจากผลิตภัณฑ์หลักแล้ว แบรนด์ยังสร้างสรรค์ลวดลายที่มีเรื่องราวเฉพาะ เช่น ลายครุฑและลายไก่ในงานผ้ายก ซึ่งอาศัยการเก็บตะกอพิเศษเพื่อให้เกิดลวดลายซับซ้อน รวมถึงการทอผ้าสำหรับใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีท้องถิ่น สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผืนผ้ากับวิถีชีวิตของผู้คนตั้งแต่เกิดจนถึงช่วงเวลาสำคัญของชีวิต

อีกหนึ่งแนวทางการออกแบบคือการนำแรงบันดาลใจจาก “ฮูปแต้ม” หรือจิตรกรรมฝาผนังโบราณอายุกว่าร้อยปี ณ สิมวัดท่าเรียบ มาถ่ายทอดเป็นลวดลายและสีสันร่วมสมัย โดยนำภาพวิถีชีวิตในอดีตมาตีความใหม่ร่วมกับสีประจำแบรนด์ เช่น สีน้ำเงินคราม สีเหลือง สีเขียว และสีจากดินภูเขาไฟ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงศิลปะท้องถิ่นเข้ากับงานออกแบบสมัยใหม่

ปรับภาพจำผ้าไทย สู่แฟชั่นที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้
หัวใจสำคัญของ “ทอ กะ ยาย” คือการทำให้ผ้าไทยไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะชุดพิธีการหรือโอกาสพิเศษ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ ผ่านการปรับขนาดลวดลายให้เรียบง่าย เลือกใช้สีที่เข้ากับแฟชั่นร่วมสมัย และออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง แนวทางดังกล่าวช่วยเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และวัยทำงานเข้ามาทำความรู้จักผ้าไหมผ่านมุมมองใหม่ โดยไม่ละทิ้งภูมิปัญญาและฝีมือช่างทอที่เป็นรากฐานของผลิตภัณฑ์

ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังเปิดรับความร่วมมือกับผู้สร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา ทั้งสถาปัตยกรรม อาหาร นักออกแบบ และผู้ผลิตสื่อร่วมสมัย เพื่อเชื่อมโยงสิ่งทอเข้ากับบริบทอื่นของชีวิตและสร้างการรับรู้ให้กว้างขึ้น การสื่อสารจึงไม่ได้มุ่งขายเพียงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังเล่าเรื่องราวตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การย้อมสี กระบวนการทอ ไปจนถึงแรงงานและภูมิปัญญาของคนในชุมชนที่อยู่เบื้องหลังผืนผ้าแต่ละชิ้น

ต่อยอด SILK Tourism ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสภูมิปัญญาจากต้นทาง
นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อำเภอพุทไธสงยังมีศักยภาพในการเชื่อมโยงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยแบรนด์ “ทอ กะ ยาย” สามารถเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจที่จองล่วงหน้า เพื่อชมและทำความเข้าใจกระบวนการผลิตสิ่งทอ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดจนร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้ลงมือปฏิบัติจริง

เส้นทางท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เช่น ฮูปแต้มวัดท่าเรียบ ตลอดจนวิถีชีวิตและอาหารท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ผสมผสานงานหัตถกรรม ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวอย่างมีความหมาย อีกทั้งที่ตั้งของอำเภอพุทไธสงยังเอื้อต่อการเชื่อมโยงการเดินทางในภูมิภาคอีสาน
การลงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงเป็นส่วนหนึ่งของการนำงานวิจัยมาสนับสนุนการพัฒนาชุมชน โดยศึกษาทั้งอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ รูปแบบการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยว และแนวทางการสื่อสารการตลาด เพื่อให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถสร้างคุณค่าได้ทั้งในมิติการอนุรักษ์ เศรษฐกิจ และการเรียนรู้
“ทอ กะ ยาย” จึงเป็นตัวอย่างของการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่หยุดอยู่เพียงการเก็บรักษาอดีต แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือระหว่างคนต่างรุ่นในการต่อยอดภูมิปัญญาให้ดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน จากเส้นไหมและลวดลายที่ช่างทอรุ่นยายสั่งสมไว้ สู่ผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผ้าไหมพุทไธสงก้าวไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และตลาดที่กว้างขึ้นอย่างยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง
อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
หัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนานวัตกรรมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ้าไหมศิลปาชีพสู่ตลาดสากลเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

เลขานุการโครงการ: ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส
โทรศัพท์ 080-228-2290 / 02-244-5972

เว็บไซต์ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต: https://hubgastro.com/

เว็บไซต์ “สืบสายใย มรดกไหมไทย” โครงการวิจัย “ตามรอยเส้นทางสายไหม สายใยรักจากพระพันปีหลวง”: https://thaisilkheritage.com/

ภาพ: นายปุระชัย สุราราช