ทหารคู่กรณีอาม่า ขอโต้ ถูกกลั่นแกล้ง-ด่าทอมานาน แต่พร้อมขอโทษอาม่าและครอบครัว

ทหารคู่กรณีอาม่า ขอโต้ ถูกกลั่นแกล้ง-ด่าทอมานาน แต่พร้อมขอโทษอาม่าและครอบครัว

จากกรณี นายวรวิทย์ จารุรัตนาภรณ์ อายุ 47 ปี พร้อมด้วย นางเนาวรัตน์ อวค์วัฒนะพัฒน์ อายุ 75 ปี ได้เดินทางมายังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนนทบุรี โดยนางเนาวรัตน์อ้างว่าถูกบุคคลอ้างตัวเป็นทหาร ขู่ทำร้ายครอบครัวนั้น (คลิกอ่านข่าว)

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. ได้ลงพื้นที่ตึกแถวอาคารพาณิชย์ ถ.ติวานนท์ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านของ ร.ท.ชิตพล อายุ 58 ปี กับนางนันทพัธท์ อายุ 50 ปี ซึ่งตกเป็นคู่กรณีกับนางเนาวรัตน์ (อาม่า) อายุ 75 ปี

นางนันทพัธท์ เปิดใจให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ตนกับอาม่าเริ่มมีปัญหากันมาตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.62 โดยคลิปที่ปรากฏในออกไปในสื่อนั้น เป็นคลิปตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.62 ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งจะเกิด ตนยอมรับว่ามีปัญหากับอาม่ามาตั้งแต่ตอนนั้น และก็มีปัญหากระทบกระทั่งกันเรื่อยมา เพราะบ้านของตนนั้นเปิดเป็นร้านซ่อมรถยนต์

นางนันทพัธท์ ระบุว่า ในวันเกิดเหตุได้เดินผ่านหน้าบ้านอาม่าเพื่อจะเข้าบ้านตนเองที่อยู่ติดกัน แต่กลับโดนอาม่าโยนขวดน้ำจิ้มไก่ที่เป็นขวดแก้วใส่จนได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณข้อเท้าและขา ซึ่งหลังเกิดเหตุตนได้เดินทางจากไปหมอที่โรงพยาบาลเพื่อทำแผลและได้เข้าแจ้งความไว้ที่สภ.รัตนาธิเบศร์

อย่างไรก็ตาม นางนันทพัธท์ ระบุว่า ขณะนั้นเกิดทะเลาะตบตีทำร้ายกันต่อบนโรงพักอีก ทำให้ต่างฝ่ายต่างแจ้งข้อหาต่อกัน โดยอาม่าแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่วนตนก็แจ้งความพยายามฆ่าไปเช่นกัน เนื่องจากขวดแก้วสามารถใช้เป็นอาวุธได้ทำร้ายร่างกายได้ แต่ต่อมาฝ่ายลูกชายของอาม่าก็ออกมายอมรับเองว่าอาม่าแม่ของเขาเป็นฝ่ายผิด เพราะได้ดูคลิปเหตุการณ์แล้ว จึงออกมาขอโทษตน ด้วยความที่ตนไม่อยากแจ้งความเอาผิดต่อเพราะคิดว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่า จึงไม่ติดใจเอาความอะไรกับอาม่าจึงยอมความให้ไปไม่เอาผิดกัน

นางนันทพัธท์ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากนั้นตนนึกว่าเรื่องบาดหมางมันจะจบลง แต่กลับถูกอาม่าแสดงพฤติกรรมกลั่นแกล้งด้วยการเอาขยะมาทิ้งใส่ที่หน้าบ้านของตน รถกระบะที่จอดอยู่หน้าบ้านอาม่าก็เอาขยะมาทิ้งใสท้ายรถ ส่วนที่บริเวณชั้น 4 ซึ่งเป็นที่ตากผ้า ที่อยู่ติดกันก็ถูกอาม่าเอาสิ่งปฏิกูลมาโยนใส่ทำให้เสื้อผ้าเลอะเทอะสกปรก และยังถูกอาม่าด่าทอเสียๆหายๆ และกล่าวหาว่าตนไปมีอะไรกับลูกน้องในร้านบ้าง

นอกจากนี้ นางนันทพัธท์ ระบุว่า อาม่ายังหาเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆให้มาตรวจสอบที่ร้านตนเป็นประจำ จนกลายเป็นปัญหากระทบกระทั่งเรื้อรังกันมานานหลายปี ทั้งๆ ที่บ้านตนมีรถมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบค์หลายคัน ซึ่งเป็นของลูกชาย เวลาที่ลูกชายขี่กลับมาอาจทำความรำคาญให้อาม่าเรื่องเสียงบ้างก็แค่นั้น แต่เสียงบิ๊กไบค์ของลูกชายตนเสียงไม่ดังมากขนาดนั้น

นางนันทพัธท์ กล่าวต่ออีกว่าต่อมาในวันที่ 2 ก.พ. 64 ตนได้ไปหาอาม่าที่หน้าบ้าน เพื่อต้องการจะถามว่าทำไมอาม่าถึงต้องมาด่าถึงบุพการีตนอย่างเสียๆหายๆ เพราะตนไม่ชอบที่ถูกอาม่าด่าลามปามแบบนี้ จึงได้บันดาลโทสะ เผลอพลั้งมือทำร้ายอาม่าไป ซึ่งตนก็ยอมรับในความผิดและพร้อมที่จะขอโทษกับอาม่า

“แต่ก็ไม่เข้าใจว่าอาม่ามีจุดประสงค์อะไร ถึงได้เอาคลิปเก่าที่มีการชักปืนขู่ซึ่งมันเป็นคลิปเก่าตั้งแต่ปี 62 ไปออกสื่อ ทั้งๆที่ตนก็ได้ชวนให้อาม่าไปที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยถึงสองครั้งแต่ตัวอาม่ากลับปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าไม่มีอารมณ์คุยกับตน ทั้งๆ ที่ตนพร้อมที่จะขอโทษทุกอย่าง อย่างจริงใจเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้ต่อไปโดยไม่มีปัญหาซึ่งกัน เมื่อร้านตนเป็นข่าวออกไปแบบนี้ก็ทำให้ตนลำบากเหมือนกัน เพราะมีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานลงมาเพ็งเล็งทางร้านที่ใช้ประกอบการซ่อมรถด้วย” นางนันทพัธท์ ระบุ

ด้าน ร.ท.ชิตพล ซึ่งเป็นบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคลิปนั้น กล่าวว่า ตนอยากให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีทั้งสองฝ่ายพร้อมขอโทษทั้งที่เป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด แต่ตนก็พร้อมขอโทษอาม่าและครอบครัวที่แสดงอารมณ์โมโหเกินขอบเขตไป แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับตนเองด้วย ถ้าไม่มีเรื่องกระทบกระทั่งหรือถูกกระทำมาก่อน ทางฝ่ายตนคงไม่ตอบโต้ไปในลักษณะนั้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่าน ทางแขวงทางหลวงนนทบุรี ได้ให้เจ้าหน้าที่นำแบริเออร์มาตั้งขวางพื้นที่ข้างร้านของนางนันทพัธท์ ตามที่อาม่าและบุตร ได้ยื่นเรื่องว่ามีการรุกล้ำทางเท้าสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากร้านดังกล่าวที่ใช้เป็นที่จอดรถแล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon