อจ.รุมค้านเปลี่ยนชื่อ ‘ภูเขาทอง’ โวย ย้อนใช้ข้อมูลเก่า 30 ปี ชี้เจอพระพุทธรูปทองคำ เชื่อเป็นเจดีย์ไม่ใช่เชิงเทิน
สืบเนื่องกรณี นายกำพล ภู่มณี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปราจีนบุรี และชาวจังหวัดปราจีนบุรี ส่งหนังสือร้องเรียนถึง นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อขอให้พิจารณาแจ้งไปยังกรมศิลปากร ให้ทบทวนการเปลี่ยนป้ายชื่อ ‘โบราณสถานหมายเลข 3’ อําเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี จาก ‘เจดีย์ภูเขาทอง’ เป็น ‘เชิงเทินสําหรับสังเกตการณ์ของเมือง’ รวมถึงชี้แจงข้อมูลในประเด็นดังกล่าว
เมื่อวันที่ 18 มกราคม ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม เจ้าของรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า เนินดินดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากรูปแบบน่าจะเป็น ‘ศาสนสถาน’ ไม่ใช่เชิงเทินแต่อย่างใด นอกจากนี้เหตุผลสำคัญคือการตั้งอยู่นอกคูเมือง
“เนินดินรูปวงกลมที่เรียกภูเขาทอง ไม่ใช่เชิงเทิน เพราะน่าจะเป็นศาสนาสถาน แต่ยังไม่ได้ขุดลอกจึงยังไม่รู้ว่าเป็นศาสนาสถานฮินดูหรือพุทธ ที่สำคัญคือเนินดินนี้อยู่นอกคูเมือง จะเป็นเชิงเทินได้อย่างไร” ศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ป้ายโบราณสถานภูเขาทองที่ถูกเปลี่ยนเป็น ‘เชิงเทินสังเกตการณ์ด้านปัจฉิมทิศ’ นี้ พบว่าเป็นการนำเอาข้อมูลเดิมจากหนังสือ ‘โบราณคดีเมืองศรีมโหสถ’ ที่กรมศิลปากรจัดทำจากการสำรวจมาตั้งแต่ พ.ศ. 2536 มาเป็นหลัก โดยไม่ได้มีการค้นคว้าวิจัยหรือขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติม ดังนั้นข้อมูลที่ปรากฏบนป้ายจึงเป็นระดับขั้นของการสันนิษฐานส่วนบุคคลจากข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ไม่ใช่การศึกษาเพิ่มเติมใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจของประชาชนที่บิดเบือนออกไปได้
“โดยหลักวิชาการแล้ว ข้อมูลของโบราณสถานจะต้องผ่านกระบวนการศึกษา ค้นคว้า วิจัยทางวิชาการอย่างเป็นระบบ เมื่อได้ผลการศึกษาทั้งที่เป็นข้อสันนิษฐานและข้อสรุปจากการวิจัย จึงตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปของรายงานการวิจัย หนังสือ หรือบทความวิชาการเป็นหลักฐานทางวิชาการเสียก่อน จากนั้น หากต้องการนำเอาผลการศึกษาไปเผยแพร่จึงพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาว่าอยู่ในระดับของข้อสรุป หรือข้อสันนิษฐาน ที่เกิดจากการศึกษาวิจัยแล้ว นำมาจัดแสดงเผยแพร่อย่างรอบคอบ” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

ด้าน รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ตนขอคัดค้านกรมศิลปากร ว่าเนินดินภูเขาทองเป็นเจดีย์ ไม่ใช่เชิงเทิน ด้วยเหตุผล ดังนี้
1. ถ้าโบราณสถานแห่งนี้คือเชิงเทินสังเกตการณ์จริง เหตุใดจึงไม่อยู่ติดกับคันดิน รวมทั้งสถานที่ตั้งก็อยู่นอกเมืองใกล้กับคูน้ำที่ล้อมรอบเมือง อีกทั้งการที่คันดินด้านนี้ไม่มีช่องทางเข้า ก็ไม่ใช่เหตุผลเป็นการยืนยันว่าโบราณสถานนี้คือ หอสังเกตการณ์
2. พิจารณาจากลักษณะแนวคูน้ำคันดินของเมืองโบราณที่พบในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและในเขตทะเลสาบเขมร ที่มีอายุร่วมสมัยกับเมืองมโหสถ ไม่เคยพบการทำหอสังเกตการณ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สงสัยว่า โบราณสถานแห่งนี้คือหอสังเกตการณ์จริงหรือ
3. ที่โบราณสถานแห่งนี้ตามประวัติว่าพบพระพุทธนิรันตรายซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำแบบทวารวดี ถ้าโบราณสถานแห่งนี้เป็นหอสังเกตการณ์ เหตุใดจึงพบพระพุทธรูปทองคำ ดังนั้นโ บราณแห่งนี้ควรเป็นเจดีย์ เพราะแผนผังเป็นวงกลมซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเจดีย์ เช่น พระปฐมเจดีย์องค์เดิม จ.นครปฐม เป็นต้น

สำหรับ ‘เมืองมโหสถ’ เป็นเมืองโบราณแบบทวารวดี อายุราว 1,500 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.1000 มีคูน้ำคันดินล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน อยู่บนพื้นที่ดอนสูง ขอบที่ราบลุ่มต่ำทางตะวันตกลาดลงแม่น้ำบางปะกงออกทะเลอ่าวไทย
ภูเขาทองหรือโบราณสถานหมายเลข 3 ของเมืองมโหสถ เคยพบพระพุทธรูปทองคำ ฝีมือช่างแบบทวารวดี อายุมากกว่าพันปี ชาวบ้านสมัยก่อนนำทูลเกล้าฯ ถวาย ร.4 พระราชทานนามว่า “พระนิรันตราย” อัญเชิญไว้ในพระบรมมหาราชวังทุกวันนี้
บริเวณที่พบพระนิรันตรายทองคำ ชาวบ้านเรียกตามความเชื่อว่า “ภูเขาทอง” อยู่นอกคูน้ำคันดินด้านตะวันตก เป็นเนินดินทรงกลมสูง 10 เมตร วงรอบฐาน 92 เมตร ตรงกลางอัดด้วยดินลูกรัง บริเวณรอบฐานมีเสาศิลาแลงทรงกลมและแปดเหลี่ยม ส่วนด้านตะวันออกมีบ่อน้ำ 1 บ่อ
ต่อมา กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ทำป้ายใหม่ปักไว้ตรงหน้าภูเขาทอง เรียกชื่อใหม่ว่า
“เชิงเทินสังเกตการณ์ด้านปัจฉิมทิศ” มีข้อความอธิบายว่าเนินสูงใหญ่กว่า 10 เมตร ชาวเมืองมโหสถโบราณสร้างเทินขึ้นด้วยลูกรังและก่อชาลาด้วยศิลาแลง เพื่อเป็นที่สังเกตการณ์ระยะไกลจากนอกเมืองด้านตะวันตกและรักษาความปลอดภัย เนื่องจากกำแพงเมืองด้านนี้ไม่มีช่องทางเข้า-ออก จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบฐานเสาล้อมเนิน บางต้นเจาะรูกลางเสา สันนิฐานว่าใช้ปักเสาไม้วางคบเพลิงเพื่อส่องสว่างยามค่ำคืน เนินนี้น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมือง 1,500 ปีมาแล้ว
เนินดินที่ชาวบ้านเรียกภูเขาทองของเมืองมโหสถ คือ สถูปเจดีย์แบบทวารวดี จึงไม่ใช่เชิงเทินสังเกตการณ์ตามคำอธิบายของกรมศิลปากร ซึ่งเป็นความเห็นร่วมกันคัดค้านของนักปราชญ์และนักวิชาการมหาวิทยาลัย

