หน้าแรก ภูมิภาค อจ.รุมค้านเปล...

อจ.รุมค้านเปลี่ยนชื่อ ‘ภูเขาทอง’ โวย ย้อนใช้ข้อมูลเก่า 30 ปี ชี้เจอพระพุทธรูปทองคำ เชื่อเป็นเจดีย์ไม่ใช่เชิงเทิน

19.01.23 | 14:26 น.

อจ.รุมค้านเปลี่ยนชื่อ ‘ภูเขาทอง’ โวย ย้อนใช้ข้อมูลเก่า 30 ปี ชี้เจอพระพุทธรูปทองคำ เชื่อเป็นเจดีย์ไม่ใช่เชิงเทิน

สืบเนื่องกรณี นายกำพล ภู่มณี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปราจีนบุรี และชาวจังหวัดปราจีนบุรี ส่งหนังสือร้องเรียนถึง นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อขอให้พิจารณาแจ้งไปยังกรมศิลปากร ให้ทบทวนการเปลี่ยนป้ายชื่อ ‘โบราณสถานหมายเลข 3’ อําเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี จาก ‘เจดีย์ภูเขาทอง’ เป็น ‘เชิงเทินสําหรับสังเกตการณ์ของเมือง’ รวมถึงชี้แจงข้อมูลในประเด็นดังกล่าว

อ่านข่าว : ชาวศรีมโหสถ ฮือค้านกรมศิลป์ ‘เปลี่ยนชื่อภูเขาทอง’ อดีต ส.ว. ร่อนจม.ร้อง รมว.วัฒนธรรม หวั่นกระทบ ปวศ.ท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 18 มกราคม ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม เจ้าของรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า เนินดินดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากรูปแบบน่าจะเป็น ‘ศาสนสถาน’ ไม่ใช่เชิงเทินแต่อย่างใด นอกจากนี้เหตุผลสำคัญคือการตั้งอยู่นอกคูเมือง

“เนินดินรูปวงกลมที่เรียกภูเขาทอง ไม่ใช่เชิงเทิน เพราะน่าจะเป็นศาสนาสถาน แต่ยังไม่ได้ขุดลอกจึงยังไม่รู้ว่าเป็นศาสนาสถานฮินดูหรือพุทธ ที่สำคัญคือเนินดินนี้อยู่นอกคูเมือง จะเป็นเชิงเทินได้อย่างไร” ศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร กล่าว

ประภัสสร์ ชูวิเชียร

ด้าน รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ป้ายโบราณสถานภูเขาทองที่ถูกเปลี่ยนเป็น ‘เชิงเทินสังเกตการณ์ด้านปัจฉิมทิศ’ นี้ พบว่าเป็นการนำเอาข้อมูลเดิมจากหนังสือ ‘โบราณคดีเมืองศรีมโหสถ’ ที่กรมศิลปากรจัดทำจากการสำรวจมาตั้งแต่ พ.ศ. 2536 มาเป็นหลัก โดยไม่ได้มีการค้นคว้าวิจัยหรือขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติม ดังนั้นข้อมูลที่ปรากฏบนป้ายจึงเป็นระดับขั้นของการสันนิษฐานส่วนบุคคลจากข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ไม่ใช่การศึกษาเพิ่มเติมใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจของประชาชนที่บิดเบือนออกไปได้

Advertisement

“โดยหลักวิชาการแล้ว ข้อมูลของโบราณสถานจะต้องผ่านกระบวนการศึกษา ค้นคว้า วิจัยทางวิชาการอย่างเป็นระบบ เมื่อได้ผลการศึกษาทั้งที่เป็นข้อสันนิษฐานและข้อสรุปจากการวิจัย จึงตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปของรายงานการวิจัย หนังสือ หรือบทความวิชาการเป็นหลักฐานทางวิชาการเสียก่อน จากนั้น หากต้องการนำเอาผลการศึกษาไปเผยแพร่จึงพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาว่าอยู่ในระดับของข้อสรุป หรือข้อสันนิษฐาน ที่เกิดจากการศึกษาวิจัยแล้ว นำมาจัดแสดงเผยแพร่อย่างรอบคอบ” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล

ด้าน รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ตนขอคัดค้านกรมศิลปากร ว่าเนินดินภูเขาทองเป็นเจดีย์ ไม่ใช่เชิงเทิน ด้วยเหตุผล ดังนี้

1. ถ้าโบราณสถานแห่งนี้คือเชิงเทินสังเกตการณ์จริง เหตุใดจึงไม่อยู่ติดกับคันดิน รวมทั้งสถานที่ตั้งก็อยู่นอกเมืองใกล้กับคูน้ำที่ล้อมรอบเมือง อีกทั้งการที่คันดินด้านนี้ไม่มีช่องทางเข้า ก็ไม่ใช่เหตุผลเป็นการยืนยันว่าโบราณสถานนี้คือ หอสังเกตการณ์

2. พิจารณาจากลักษณะแนวคูน้ำคันดินของเมืองโบราณที่พบในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและในเขตทะเลสาบเขมร ที่มีอายุร่วมสมัยกับเมืองมโหสถ ไม่เคยพบการทำหอสังเกตการณ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สงสัยว่า โบราณสถานแห่งนี้คือหอสังเกตการณ์จริงหรือ

3. ที่โบราณสถานแห่งนี้ตามประวัติว่าพบพระพุทธนิรันตรายซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำแบบทวารวดี ถ้าโบราณสถานแห่งนี้เป็นหอสังเกตการณ์ เหตุใดจึงพบพระพุทธรูปทองคำ ดังนั้นโ บราณแห่งนี้ควรเป็นเจดีย์ เพราะแผนผังเป็นวงกลมซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเจดีย์ เช่น พระปฐมเจดีย์องค์เดิม จ.นครปฐม เป็นต้น

สำหรับ ‘เมืองมโหสถ’ เป็นเมืองโบราณแบบทวารวดี อายุราว 1,500 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.1000 มีคูน้ำคันดินล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน อยู่บนพื้นที่ดอนสูง ขอบที่ราบลุ่มต่ำทางตะวันตกลาดลงแม่น้ำบางปะกงออกทะเลอ่าวไทย

ภูเขาทองหรือโบราณสถานหมายเลข 3 ของเมืองมโหสถ เคยพบพระพุทธรูปทองคำ ฝีมือช่างแบบทวารวดี อายุมากกว่าพันปี ชาวบ้านสมัยก่อนนำทูลเกล้าฯ ถวาย ร.4 พระราชทานนามว่า “พระนิรันตราย” อัญเชิญไว้ในพระบรมมหาราชวังทุกวันนี้

บริเวณที่พบพระนิรันตรายทองคำ ชาวบ้านเรียกตามความเชื่อว่า “ภูเขาทอง” อยู่นอกคูน้ำคันดินด้านตะวันตก เป็นเนินดินทรงกลมสูง 10 เมตร วงรอบฐาน 92 เมตร ตรงกลางอัดด้วยดินลูกรัง บริเวณรอบฐานมีเสาศิลาแลงทรงกลมและแปดเหลี่ยม ส่วนด้านตะวันออกมีบ่อน้ำ 1 บ่อ

ต่อมา กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ทำป้ายใหม่ปักไว้ตรงหน้าภูเขาทอง เรียกชื่อใหม่ว่า

“เชิงเทินสังเกตการณ์ด้านปัจฉิมทิศ” มีข้อความอธิบายว่าเนินสูงใหญ่กว่า 10 เมตร ชาวเมืองมโหสถโบราณสร้างเทินขึ้นด้วยลูกรังและก่อชาลาด้วยศิลาแลง เพื่อเป็นที่สังเกตการณ์ระยะไกลจากนอกเมืองด้านตะวันตกและรักษาความปลอดภัย เนื่องจากกำแพงเมืองด้านนี้ไม่มีช่องทางเข้า-ออก จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบฐานเสาล้อมเนิน บางต้นเจาะรูกลางเสา สันนิฐานว่าใช้ปักเสาไม้วางคบเพลิงเพื่อส่องสว่างยามค่ำคืน เนินนี้น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมือง 1,500 ปีมาแล้ว

เนินดินที่ชาวบ้านเรียกภูเขาทองของเมืองมโหสถ คือ สถูปเจดีย์แบบทวารวดี จึงไม่ใช่เชิงเทินสังเกตการณ์ตามคำอธิบายของกรมศิลปากร ซึ่งเป็นความเห็นร่วมกันคัดค้านของนักปราชญ์และนักวิชาการมหาวิทยาลัย