เขาพับผ้าเดือด! บัส 2 ชั้นนับร้อยรวมพลไล่ ‘สุรพงษ์’ พ้น รมช.คมนาคม ร้องศาลปกครอง เหตุดัน ขบ.ประกาศห้ามเดินรถ 7 เส้นทางเสี่ยง ผปก.สวนออกประกาศมิชอบ กม. ลาดชันไม่เข้าหลักเกณฑ์อาจมีคนผิด ม.157 เตรียมเคลื่อนพันคันบุกกรุงรอคำตอบ
จากกรณี กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกประกาศห้ามรถโดยสารสาธารณะ 2 ชั้น ทั้งรถโดยสารประจำทาง และไม่ประจำทาง เดินรถใน 7 เส้นทางเสี่ยง ที่มีความลาดชันทั่วประเทศ ประกอบด้วย จ.ปราจีนบุรี ทางหลวงหมายเลข 304 สี่แยกกบินทร์บุรี-วังน้ำเขียว จ.พัทลุง ทางหลวงหมายเลข 4 เขาพับผ้า-พัทลุง จ.แพร่ ทางหลวงหมายเลข 103 แม่ยางฮ่อ แม่ตีบ จ.เชียงใหม่ ทางหลวงหมายเลข 118 เชียงใหม่-ดอยนางแก้ว จ.เลย ทางหลวงหมายเลข 2013 บ่อโพธิ์-โคกงาม จ.เพชรบูรณ์ ทางหลวงหมายเลข 2331 โจ๊ะโหวะ-อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.น่าน ทางหลวงหมายเลข 1256 ปัว-อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนส่งดำเนินการจัดรถโดยสารประเภทรถโดยสารชั้นเดียวเดินรถแทนในเส้นทางดังกล่าว กรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถเปลี่ยนรถตามที่กำหนดได้ ให้กรมการขนส่งทางบกหารือกับผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินรถเป็นเส้นทางอื่นที่มีความปลอดภัย และไม่ผ่านจุดเสี่ยงตามที่กำหนด ทั้งนี้ ในส่วนของรถโดยสารไม่ประจำทางเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ส่วนรถโดยสารประจำทางมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป
ในส่วนของ จ.พัทลุง ทางหลวงหมายเลข 4 เขาพับผ้า-พัทลุง ทำให้ผู้ประกอบการเดินรถต้องวิ่งอ้อมเพิ่มระยะทางอีกนับร้อยกิโลเมตร ไปใช้เส้นทาง จ.สตูล หรือไปใช้เส้นทาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราชแทน รวมถึงร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ห้องพัก ต่างออกมาเรียกร้องให้มีการทบทวนคำสั่งในเส้นทางเขาพับผ้า โดยระบุว่าที่ผ่านมาเส้นทางเขาพับผ้า รถบัส รวมทั้งรถบัส 2 ชั้น ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน
ล่าสุดเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 4 มิถุนายน ที่อันดามันเกตเวย์ เส้นทางเขาพับผ้า ตรัง-พัทลุง เครือข่ายผู้ประกอบการเดินรถบัส 2 ชั้นในพื้นที่ภาคใต้ นำโดย สมาคมรถโดยสารสองชั้นไทย (สปส.) นัดรวมพลผู้ประกอบการรถบัสโดยสาร 2 ชั้นทั่วภาคใต้กว่า 100 คัน เคลื่อนขบวนมาจาก จ.ตรัง และพัทลุง มาจอดบรรจบพบกันที่บริเวณดังกล่าว พร้อมจัดพื้นที่ชุมนุม ตั้งเวทีปราศรัยสะท้อนผลกระทบจากประกาศดังกล่าว

รวมทั้งการชูป้ายคันค้านประกาศข้อความว่า “ไม่เอา 7เส้นทาง ไม่เอาคำสั่งเผด็จการ ไม่เอา รมช.คมนาคม ไม่เอาอธิบดี” บนเวทีมีการปราศรัยการตำหนิการทำงานของ นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาค ที่กำกับดูแลกรมการขนส่งทางบก รวมถึง อธิบดีกรมการชนส่งทางบก ที่เดินหน้าให้มีประกาศดังกล่าว จนส่งผลกระทบอย่างมากในทุกมิติ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครองนับร้อยนาย โดยมีการจัดการจราจรกันพื้นที่สำหรับจอดรถ 2 ชั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อเส้นทางสัญจรหลักระหว่างตรัง-พัทลุง
เวลา 10.00 น. พันจ่าเอกอนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วย นายปรีชา นวลน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เดินทางมายังพื้นที่ชุมนุม รับหนังสือเรียกร้องจากกลุ่มผู้ชุมนุม โดยนายสุริยะ แกล้วทนงค์ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารสองชั้นไทย ส่งถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งฯ ทั้งจาก จ.ตรังและพัทลุง นายอำเภอ เจ้าหน้าที่ปกครองในพื้นที่ ร่วมสังเกตการณ์
นายสุริยะกล่าวว่า เครือข่ายผู้ประกอบการรถ 2 ชั้น รวมทั้งภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจร้านค้าต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเราได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย รมช.คมนาคมดำเนินการให้มีการออกคำสั่งเพื่อโชว์การดำเนินการในช่วงสงกรานต์ แต่ไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบใดๆ เลย ทั้งที่หลักการในการออกคำสั่งด้านความปลอดภัยนั้นต้องมีข้อมูลสถิติอุบัติเหตุร้ายแรงในระยะ 10 ปีประกอบด้วย
นายสุริยะกล่าวว่า จากข้อมูลไม่ปรากฏว่าเส้นทางเขาพับผ้าเกิดอุบัติเหตุของรถบัส 2 ชั้นมาก่อน นับตั้งแต่มีการปรับปรุงเส้นทางใหม่ ข้อมูลสำคัญที่เราพบคือหลักเกณณ์ในการออกประกาศ ระบุไว้สำหรับเส้นทางที่มีความชัน 8% เป็นระยะทางต่อเนื่อง 5 กิโลเมตร และเคยเกิดอบุบัติเหตุ 5 ครั้งต่อปี แต่จากการสำรวจเส้นทางเขาพับผ้าพบว่าไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องประกาศแน่นอน เพราะมีความลาดชัน 8% จริง แต่เป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร ถึง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์การประกาศ การออกคำสั่งดังกล่าวก็ออกอย่างลัดขั้นตอนและรวบรัดมาก ใช้เวลาในการออกคำสั่งเพียงแค่ 10 วัน ทั้งที่ตามปกติของการออกระเบียบหรือกฎหมายต้องศึกษาผลกระทบและใช้เวลา 30-60 วันเพื่อความรอบคอบ จึงมองว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบใดๆ เลย นอกจากนี้ อีก 6 เส้นทางที่เหลือในแง่ของความลาดชัน ยังถือว่าดีกว่าเส้นทางเขาพับผ้ามาก

นายสุริยะกล่าวว่า ประกาศที่ออกมานี้เป็นเรื่องที่กระทรวงคมนาคมต้องการสื่อสารมาตรการกับสื่อต่างๆ ก่อนจะถึงเทศกาลสงกรานต์ว่าได้ดำเนินการในภาพใหญ่แล้วเท่านั้น โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดรองรับและผลกระทบต่างๆ เพราะไม่ได้เป็นแค่การปิดเส้นทาง แต่เป็นการปิดเส้นทางการเดินทางและทำมาหากินของคน ส่วนที่มีการอ้างอุบัติเหตุร้ายแรงก่อนหน้านี้ ต้องยอมรับว่าสาเหตุอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากการขับขี่ เป็นเรื่องของคนขับ แต่จะมาห้ามเกี่ยวกับเส้นทางนั้นไม่ตรงจุด
นายสุริยะกล่าวอีกว่า วันนี้รถ 2 ชั้นถูกตราหน้าว่าเป็นโลงศพเคลื่อนที่ จนกลายเป็นอุปทานหมู่ รถ 2 ชั้นทุกวันนี้เหมือนถูกกระทำ เพราะที่ผ่านมาไม่มีการนำเสนอข้อมูลด้านมาตรฐานความปลอดภัยที่เราได้ยกระดับขึ้นมาเลย ทั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดในช่วง 1-2 เดือนจากประกาศนี้ เฉพาะผลกระทบที่ไม่สามารถเดินรถได้นับร้อยล้านบาทแล้ว ยังไม่รวมความเสียหายในระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องด้านท่องเที่ยว และการค้าขายต่างๆ ใครจะรับผิดชอบตรงนี้
“รมช.คมนาคมที่ผลักดันให้ออกประกาศนี้ไม่มีความรู้ด้านนี้ เพราะจบด้านเกษตร ไม่มีความรู้ด้านคมนาคมและวิศวกรรม จึงทำให้เกิดปัญหา แล้วที่บอกให้กลับไปใช้รถชั้นเดียว ทราบหรือไม่ว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถ 2 ชั้นน้อยกว่ารถชั้นเดียวถึง 3 เท่า ข้อมูลกรมขนส่งฯเองก็ระบุว่ารถ 2 ชั้นเป็นประเภทรถที่เกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด โดยหลังจากได้ยื่นหนังสือเรียกร้องไปยัง รมว.คมนาคมเพื่อพิจารณาทบทวนคำสั่งดังกล่าวแล้ว ในวันพรุ่งนี้ (5 มิ.ย.) จะมีการประชุมร่วมกับ รมช.คมนาคมที่กระทรวงคมนาคม เพื่อให้ได้ข้อสรุปทางออก
จากที่เราศึกษาคำสั่งแล้วเชื่อว่าออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในวันที่ 6 มิ.ย.ก็จะมีการยื่นต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลพิจารณาออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อไป หากศาลพิจารณาแล้วเป็นคำสั่งมิชอบ เราก็จะเดินหน้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งที่เกิดจากประกาศดังกล่าวทั้งหมดด้วย และหลังจากนี้จะมีการยกระดับด้วยการเคลื่อนขบวนรถ 2 ชั้นเข้ากรุงเทพฯ เพื่อร่วมติดตามความคืบหน้าในเร็วๆ นี้” นายสุริยะกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการยื่นหนังสือ ได้มีการโต้เถียงกันระหว่างรองผู้ว่าฯพัทลุงกับผู้แทนสมาคมเกี่ยวกับสาเหตุที่มีการออกประกาศ มีต้นเรื่องมาจากขนส่ง จ.พัทลุงเป็นผู้นำเสนอเส้นทางเขาพับผ้าเพื่อออกประกาศห้ามเดินรถ โดยรองผู้ว่าฯพัทลุงชี้แจงว่า พัทลุงไม่ได้มีส่วนกระทบตรงนี้ แต่ถ้าผู้ประกอบการเชื่อว่ากระทบก็ต้องแสดงพลังออกมาให้มาก แม้ว่าต้นเรื่องมาจากคำเสนอของฝั่ง จ.พัทลุง แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้วอยากให้ฝั่ง จ.ตรังที่ได้รับผลกระทบเป็นเจ้าภาพเสนอเรื่องขึ้นมาแล้วฝั่ง จ.พัทลุงจะได้เห็นร่วมกัน เพื่อดำเนินการต่อไป เนื่องจากฝั่ง จ.ตรังได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะมีร้านค้าต่างๆ มากกว่า อีกทั้งต้องมีการผ่องถ่ายผู้โดยสารระหว่างทาง หากฝั่ง จ.ตรังเสนอเรื่องมา ฝั่ง จ.พัทลุงก็เห็นด้วย เพื่อให้อธิบดีกรมขนส่งฯยกเลิกคำสั่งแล้วหันมาใช้วิธีการเอ็มโอยูร่วมกันระหว่าง 2 จังหวัด ผ่านคณะกรรมการจังหวัดในขั้นตอนการดำเนินการพิจารณาตามความเหมาะสมกันเองระหว่าง 2 จังหวัดแทน

ทำให้ นายวิพงษ์ศักดิ์ มงคลบุตร อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการรถสองชั้นไทย กล่าวแย้งทันทีว่า ต้นเรื่องของการออกคำสั่งห้ามใช้เส้นทางเขาพับผ้ามาจากขนส่ง จ.พัทลุงที่ได้เสนอไปยังกรมขนส่งฯเพื่อออกประกาศ โดยอ้างเรื่องความลาดชัน เราจึงสำรวจเส้นทางดังกล่าวพบว่าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ประกาศ เพราะระยะทางความลาดชัน 8% สั้นเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ในขณะที่หลักเกณฑ์ระบุว่าต้องลาดชันต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 กิโลเมตร ดังนั้น ประกาศที่ออกมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เกี่ยวข้องในการออกประกาศ อาจจะโดนร้องมาตรา 157 ด้วย ถึงขั้นอาจต้องติดคุก
ด้านรองผู้ว่าฯตรังกล่าวว่า จะนำข้อเรียกร้องส่งต่อไปยัง รมว.คมนาคมเพื่อพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาท ยอมรับว่าตลอดระยะเวลากว่า 10 ที่ผ่านมา เส้นทางเขาพับผ้าแม้จะมีช่วงโค้งหรือทางลาดชัน แต่ก็ไม่เคยมีอุบัติเหตุของรถบัส 2 ชั้นเกิดขึ้นในเส้นทางนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมการขนส่งฯได้มีประกาศดังกล่าวออกมาแล้ว ถือเป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ ส่วนจะมีการแก้ไขดำเนินการอย่างไรต่อไปเป็นเรื่องของรมว.คมนาคมจะพิจารณาในระดับกระทรวง


