จับดาวติ๊กต็อก-อดีตตำรวจ รับงานยิงเสี่ยเปี๊ยก เจ้าของร้านอาหาร สางหนี้ 130 ล้าน
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม แถลงผลการสืบสวนติดตามจับกุม นายอาภากร เจริญลาภ หรือรักษ์ ชาว จ.เพชรบุรี พร้อมปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติ ขนาด .45 ไม่พบหมายเลขทะเบียนอาวุธปืน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .45 บรรจุในซองกระสุน 6 นัด กระสุนปืนขนาด .45 อีก 40 นัด รถจักรยานยนต์ HONDA LEAD 125 สีเทา (ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน) คันที่ใช้ก่อเหตุ รองเท้าผ้าใบหุ้มส้นสีขาวที่สวมใส่หลังก่อเหตุและหลบหนี ได้ที่บริเวณหน้าบ้านเช่าไม่มีชื่อ หมู่ 1 ต.ต้นมะม่วง อ.เมือง จ.เพชรบุรี ตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.1154/2568 ลง 10 ต.ค.2568
ข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน” และจับกุม นายวรวิทย์ เบ็ญพาด หรือบอย อายุ 50 ปี ตามหมายจับของศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.1155/2568 ลง 10 ต.ค.2568 ข้อหาว่า “เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ได้ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี มูลเหตุจากเรื่องเงิน จำนวน 130 ล้านบาท โดยเบื้องต้น นายรักษ์อ้างว่าลงมือทำงานนี้เพราะ “นายขอ” รับเงินครั้งแรก 55,000 บาท แล้วครั้งที่สองรับเงิน 500,000 บาท รวม 550,000 บาท
นายรักษ์กล่าวว่า จ่าบอยได้นัดคุยงาน จ่าย 5,000 บาท วันรุ่งขึ้นพามาชี้เป้าบ้านพักเหยื่อ และร้านอาหารของเหยื่อ ตกลงรับงาน จ่ายครบ 500,000 บาท ทีแรกกะว่าจะบิดงานนี้ แต่ถูกเตือนด้วยการมีของมาแขวนหน้าบ้าน จึงเดินงานต่อ เริ่มจากซื้อรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีแดง ขี่มาดูลาดเลา ครั้งที่ 2 กลับไปพ่นสีดำทับสีเดิมของรถ จยย. ขณะที่วันก่อเหตุพ่นสีทับเป็นสีเทาลัมโบร์กีนี ติดแผ่นป้ายทะเบียนตามปกติ มาวนรอบเมืองนครปฐมดูเส้นทาง หลังก่อเหตุถอดป้ายทะเบียนแต่ไม่ทิ้งป้าย เปลี่ยนรองเท้า เปลี่ยนเสื้อ 2 ครั้ง ขับกลับเพชรบุรี

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 กล่าวถึงผู้บาดเจ็บว่า ขณะนี้ได้รักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนครปฐม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลความปลอดภัย และย้ำให้ตำรวจทุกสถานีระดมกวาดล้างอาวุธปืน เพราะอาวุธปืนคือปัญหาของความไม่สงบ เราต้องสร้างสังคมความปลอดภัย และใช้ยุทธการ ปะ ฉะ ดะ
พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 17.48 น. มีเหตุใช้อาวุธปืนยิง นายระวี อารยวัฒนเวช อายุ 75 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณร้านอาหารดอกไม้ป่า ถนนราชมรรคา อ.เมือง จ.นครปฐม ในทางสืบสวนผู้ก่อเหตุเป็นชาย 1 คน ใช้อาวุธปืนยิงผู้ได้รับบาดเจ็บ และใช้รถจักรยานยนต์ขับขี่หลบหนีไม่ทราบเส้นทาง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการบูรณาการกำลังฝ่ายสืบสวนภาค 7 สืบสวนจังหวัดนครปฐม และสืบสวน สภ.เมืองนครปฐม จนพิสูจน์ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายอาภากร เจริญลาภ หรือรักษ์ อายุ 43 ปี จึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดให้พนักงานสอบสวนนำไปสู่การออกหมายจับ
และจับกุมตัวได้ตามหมายจับของศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.1154/2568 ลง 10 ต.ค.2568 ในวันที่ 10 ต.ค.2568 เวลา 11.50 น. บริเวณหน้าบ้านเช่าไม่มีชื่อ หมู่ 1 ต.ต้นมะม่วง อ.เมือง จ.เพชรบุรี พร้อมของกลางในคดี, รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ HONDA LEAD 125 สีเทา (ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน) คันที่ใช้ก่อเหตุ และรองเท้าผ้าใบหุ้มส้นสีขาวที่สวมใส่หลังก่อเหตุและหลบหนี และสอบสวนขยายผลถึงคนจ้างวาน คือ นายวรวิทย์ เบ็ญพาด หรือบอย อดีตตำรวจ สภ.เลาขวัญ จึงตามไปจับกุมนายวรวิทย์ ตามหมายจับของศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.1155/2568 ลง 10 ต.ค.2568 ได้ที่บริเวณรีสอร์ตละลานตา แคมป์ปิ้ง คาเฟ่ ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ในวันที่ 11 ต.ค.2568 เวลา 14.30 น.

พล.ต.ต.พิทักษ์กล่าวว่า สำหรับนายอาภากร มีประสบการณ์ช่ำชอง เคยก่อเหตุยิงนักศึกษาราชภัฏนครปฐม ปีที่ 2 เสียชีวิตที่ร้านเจ้าสัวเมื่อปี 2549 และติดคุกอยู่ 10 ปี พอพ้นออกมาเมื่อปี’59 ก็กลายเป็นดาวติ๊กต็อก ต่อมาได้รู้จักกับนายวรวิทย์ ซึ่งเป็นอดีตตำรวจ ได้ประสานงานติดต่อกันเพื่อรับงานยิงเสี่ยเปี๊ยก ซึ่งนายอาภากรอ้างว่า เป็นการติดตามหนี้ จำนวน 130 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ของเจ้านายของนายวรวิทย์
พล.ต.ต.พิทักษ์กล่าวต่อว่า ในการรับงานครั้งนี้มียอดเงินสูงถึง 1.3 ล้านบาท ซึ่งที่ก่อเหตุ นายอาภากรเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเสี่ยเปี๊ยก 2 จุดคือ จุดแรก ที่บ้านพักในซอยอู่ซุ่นชัย และจุดที่สอง บริเวณหน้าร้านอาหารครัวดอกไม้ป่า จุดเกิดเหตุ แต่ในจุดแรกไม่สามารถก่อเหตุได้เนื่องจากมีกล้องวงจรปิดหลายแห่ง จึงใช้จุดที่สองเป็นจุดลงมือ
โดยครั้งแรกได้รับเงิน 50,000 บาท และนำไปซื้อรถ จยย.เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุ หลังก่อเหตุได้ไปรับเงินอีก 500,000 บาท พอจบงานรับเงินค่าจ้างอีกรวม 1.3 ล้านบาท โดยพฤติกรรมได้ขี่รถ จยย.มาดูทั้งหมด 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเป็นรถ จยย.สีแดง จากนั้นครั้งที่ 2 ก็กลับไปพ่นสีดำทับสีเดิมของรถ จยย. และครั้งที่ 3 ได้พ่นสีทับเป็นสีเทาลัมโบร์กีนี และทั้ง 3 ครั้งได้เปลี่ยนเส้นทางในการขับขี่ทั้งหมด รวมถึงสวมเสื้อ 3 ชั้นและรองเท้าผ้าใบ เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
“ตอนนี้ผู้ต้องหาทั้งคู่ได้ถูกนำตัวไปฝากขังแล้ว แต่ยังปกปิดถึงผู้จ้างวาน ซึ่งยังไม่จบในกระบวนการแค่นี้อย่างแน่นอน เราจะมีกระบวนการในการติดต่อเรื่องราวจนสาวไปถึงผู้บงการหลักในการจ้างวานครั้งนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่ท่านผู้บัญชาการตำรวจภาค 7 ได้สั่งการไว้ว่าจะมีการติดตามคดีอย่างเคร่งครัดและเอาจริงเอาจัง และไม่สนอิทธิพลว่าจะเป็นใครมาจากไหน ซึ่งจะมีการติดตามจากกลุ่มผู้ต้องหาเพิ่มเติม” พล.ต.ต.พิทักษ์กล่าว

