ครูพละ โต้กลับ ยันไม่เคยสั่ง ป.4 กระโดดตบ 1,000 ครั้ง ขอความเป็นธรรม ลั่นพร้อมสู้คดีถึงที่สุด
กรณีเหตุการณ์คุณครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอสังขะได้สั่งเด็กนักเรียนชั้น ป.4 กระโดดตบ 1,000 ครั้ง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปหาทางด้านคุณครูที่ถูกกล่าวหาสั่งให้เด็กกระโดดตน 1000 ครั้งและติดต่อไปพูดคุยกับทางด้านครอบครัวของน้องสปาย นามสมมุติ อายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.4 เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีโอกาสเปิดใจชี้แจงพูดคุยถึงข้อเท็จจริง โดยผ่านผู้สื่อข่าวซึ่งเป็นตัวกลางนำเสนอข้อมูลทั้ง 2 ด้าน
อ่านข่าว
- ครอบครัวใจสลาย ครูสั่งลงโทษป.4 กระโดดตบพันครั้ง ต้องนอนรพ.เป็นสัปดาห์ แถมอ้างไม่ได้ทำ
- จี้สพฐ. เร่งสรุปผลสอบครูพละ สั่งป.4 กระโดดตบ 1,000 ครั้ง ชี้เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในร.ร.
- ตั้งกก.สอบแล้ว ครูพละ ในสุรินทร์ สั่งนักเรียน ป.4 กระโดดตบ 1,000 ครั้ง ต้องนอนรพ. สั่งดูแลเด็กใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุดว่า ครูที่ถูกพ่อแม่เด็ก กล่าวหาติดต่อมาหาทีมข่าว เพื่อที่จะขอชี้แจงต่อเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวรุดลงพื้นที่ไปพบกับ ครูเป็ด นามสมมุติ อายุ 58 ปี เป็นครูที่ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริง ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตนเองทราบข่าวมาจากพ่อแม่ของทางฝั่งเด็กชายได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ลูกชายได้ไปเก็บขยะบริเวณสนามฟุตบอล ซึ่งคุณครูเข้าใจผิดว่าลูกชายเอาขยะไปทิ้งจึงได้สั่งให้ลูกชายกระโดดตบ 1,000 ครั้ง เพื่อทำโทษ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดตนขอชี้แจงว่าไม่ใช่ความจริง วันที่พ่อเด็กกล่าวอ้างเป็นวันที่ 28 พฤษภาคม ตนไม่ได้สั่งให้เด็กกระโดดตบอย่างที่เป็นข่าว ซึ่งตนไม่ได้พบเจอกับเด็กชายคนนี้ และก็ไม่ได้สอนเด็กชายคนนี้

ครูเป็ด กล่าวต่อว่า จากข้อกล่าวหาทั้งหมด ตนขอแย้งว่าตนไม่ได้เจอเด็กเลย เพราะวันนั้นตนมาโรงเรียนค่อนข้างสาย โอกาสที่จะเจอเด็กชายคนนี้น้อยมาก พอมาถึงตนก็ได้ดูแลรับผิดชอบเด็กนักเรียนในชั้นเรียนของตน คือ ชั้น ม.1/1 และ ม.2/1 ยืนยันว่าไม่ได้เจอเด็กคนนี้ คุยแต่เพียงกับเด็กที่รับผิดชอบแล้วก็ขึ้นชั้นเรียน จากกรณีถึงการสั่งลงโทษให้เด็กกระโดดตบ 1,000 ครั้ง ตนไม่ได้สั่งยังยืนยันคำเดิม
ครูเป็ด กล่าวต่อว่า ตอนนั้นช่วงพักเที่ยง ตนก็ไม่ได้พบเด็กอีกตามเคย เพราะตนมีนัดพบช่างซ่อมรถคูโบต้า พอหลังจากที่พบช่างเสร็จ ตนก็มาพบช่างที่ซ่อมอุปกรณ์กีฬา จากนั้นตนไปรับประทานอาหาร ซึ่งจากที่พ่อแม่เด็กไปให้ข้อมูลข่าวแบบนั้น ฝ่ายเดียวยังไม่ทราบข้อเท็จจริง วันนั้นเด็กก็มีกิจกรรมหลายอย่างซึ่งตนทราบมาอีกว่าเด็กคนนี้ ก็ได้ไปฝึกว่ายน้ำด้วย และทำกิจกรรมได้ตามปกติ ไม่มีการบาดเจ็บใดๆ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เด็กบาดเจ็บจนเข้าโรงพยาบาลตนก็ยังไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร ผ่านกิจกรรมอะไรมาบ้าง ส่วนกิจกรรมส่วนตัวของเด็ก เขาก็เล่นกับเพื่อนได้ตามปกติ และทำกิจกรรมกับคุณครูของเขามีกิจกรรมใดบ้างผมก็ไม่ทราบ หลังจากนี้ตนยืนยันว่าจะสู้คดีให้ถึงที่สุด และฝากขอความเป็นธรรมกับสื่อทุกสื่อเพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ด้าน อยากให้มาฟังทางมุมมองของตนบ้าง

ต่อมาทางคุณครูที่สอนว่ายน้ำเด็กชายดังกล่าว ได้ออกมาให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวอีกว่า เด็กได้มาเรียนว่ายน้ำกับตนเองในวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่เกิดเรื่อง และวันที่ 29 พฤษภาคม ตอนนั้นเด็กยังทำกิจกรรมได้ตามปกติดี เด็กก็ยังคงร่าเริงแจ่มใสตามปกติ และในส่วนของการที่เด็กบาดเจ็บ ตนยังไม่ทราบว่าเด็กนั้นที่บาดเจ็บเกิดจากสาเหตุใด เพราะหลังจากที่ว่ายน้ำเสร็จ เด็กก็ได้มีการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตามข่าว
ต่อมาผู้สื่อข่าวรุดลงพื้นที่ไปพบกับ นางแอน อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นแม่ของสปาย นามสมมุติ ที่โดนครูทำโทษกระโดดตบ 1,000 ครั้ง เล่าบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ตนเองทราบเรื่องดังกล่าวจากปากลูกชายว่า ลูกชายโดนคุณครูทำโทษเนื่องจากลูกชายได้ไปเก็บขยะบริเวณสนามแล้วคุณครูเข้าใจผิดว่าน้องเอาขยะไปทิ้งจึงได้มีการสั่งทำโทษกระโดดตบจำนวน 1,000 ครั้ง
นางแอนกล่าวว่า หลังจากที่ตนเองทราบเรื่องราวดังกล่าวก็ถึงกับเข่าอ่อนสงสารลูกที่ครูได้สั่งให้ลูกชายกระโดดตบจำนวน 1,000 ครั้ง ซึ่งตนได้สังเกตเห็นอาการผิดปกติของลูก โดยลูกชายมีอาการปวดเมื่อยแขนขา ผิดปกติพร้อมกับมีไข้และในกลางคืนฝันผวา ว่าครูคนนี้จะมาประหารชีวิต ตนเองจึงได้พาลูกชายไปหาหมอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอในช่วงเย็นวันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งตอนนั้นลูกชายมีอาการปวดบริเวณขาและมีไข้ จึงได้นอนโรงพยาบาลประจำอำเภอ จนถึงบ่ายวันที่ 4 มิถุนายน และย้ายไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดช่วงเย็นวันที่ 4 มิถุนายน และนอนโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนถึงบ่ายวันที่ 8 มิถุนายน และออกจากโรงพยาบาลมา
นางแอนกล่าวต่อว่า ตอนนี้สภาพจิตใจและสภาพร่างกายลูกชายไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในอาการเหม่อลอย วิตกกังวลกลัว ถึงอย่างไรก็ตามถ้าหากว่าคุณครูได้กระทำการดังกล่าวจริงตนเองพร้อมครอบครัวจะขอใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการครูคนดังกล่าวให้ถึงที่สุด




