ภาคประชาชนยันเดินหน้าสู้คดี หลัง อบจ.สงขลา แจ้งความดำเนินคดีบุกรุกสถานที่ราชการ ตั้งข้อสังเกต หนึ่งในผู้ถูกแจ้งความเป็น บิดาของรองนายกอบจ.สงขลา ด้าน นายกอบจ. แจงโครงการซื้อเรือช่วยประชาชนผ่านออนไลน์
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน กรณีเครือข่ายภาคประชาชนถูก นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกอบจ.สงขลา แจ้งความดำเนินคดีฐานบุกรุกสถานที่ราชการโดยอ้างว่าอาคารซ่อมเครื่องจักรกล ซึ่งเป็นอาคารที่เก็บรักษาทรัพย์ของอบจ.สงขลา เป็นสถานที่ราชการที่มิได้เปิดหรือจัดไว้เพื่อให้บริการหรืออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการของประชาชน
ล่าสุด นายเกรียงไกร คมขำ เครือข่ายภาคประชาชนในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี กล่าวว่า ตรวจสอบการจัดซื้อเรือช่วยเหลือประชาชน พบพิรุธในโครงการหลายอย่าง อบจ.สงขลาพยายามใช้นิติอำนาจเป็นเครื่องมือมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ทำหน้าที่พลเมืองดีเพื่อไม่ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบ เห็นการตรวจสอบเป็นปรปักษ์ เห็นการมีส่วนร่วมเป็นอุปสรรคของการทำงานจึงมีวิธีปฏิบัติทางราชการแบบนี้
เราในฐานะวิญญูชนเราทราบดีว่าไปที่ไหนจะต้องปฏิบัติอย่างไร มีวิธีปฏิบัติทางราชการ วิธีปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรนอบน้อมกับประชาชน ไม่ใช่ใช้อำนาจเป็นเครื่องมือให้ประชาชนเกรงกลัว แล้วไม่กล้าที่จะออกมาทำหน้าที่พลเมืองในการต่อสู้ตรวจสอบ ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องและคนที่มีความรู้ความเข้าใจและปรารถนาดีของเมืองจะเห็นเรื่องที่เราทำเป็นปกติและควรยกย่อง
อยากจะฝากไปถึง อบจ.สงขลาและพนักงานสอบสวน ในฐานะที่เป็นกระบวนการเริ่มต้นของกฎหมาย ตนรู้สึกเสียหายถ้าตนต้องถูกกล่าวหากับสิ่งที่ทำดีมาตลอดแต่กลับตกเป็น “ผู้ต้องหาคดีอาญา” รู้สึกเสียเกียรติภูมิมากๆ อยากเรียกร้องให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะ พนักงานสอบสวน ผู้กำกับสภ.เมืองสงขลา ให้เร่งทำเรื่องนี้ให้ปรากฏโดยเร็ว ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่อย่าให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการปิดปากประชาชน เพื่อไม่ให้มองเห็นกระบวนการที่โปร่งใสในการบริหารราชการตามหลักธรรมาภิบาล
“การถูกแจ้งความบุกรุกเพราะวิธีปฏิบัติไปคนละทิศละทาง ผมไม่ได้ไปแล้วเป็นอุปสรรคในการทำงาน ผมเดินเข้าไปเป็นอย่างเปิดเผยใส่สูทเข้าไป มีสิ่งที่พกพาคือตลับเมตร สมุดจดบันทึก ปากกาและโทรศัพท์ไปกับคนแก่ 2 คนเท่านั้น อย่าให้วิธีปฏิบัติราชการเป็นตลกร้าย ไม่มีใครกล่าวหาได้ว่านักบริหารเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่จะดูได้จากวิธีคิด จากพฤติกรรมการบริหาร จากวิสัยทัศน์ที่เห็นประชาชนเป็นปรปักษ์ ถ้าเป็นนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากประชาชนจริง ควรมีสำนึกและนอบน้อม อยากนั่งในใจประชาชน อยากเป็นที่รักของประชาชนไม่ใช่กดหัวประชาชนอย่างผม แล้วยอมจำนนกับระบอบการเมือง ถ้าผิดถูกว่ากันไป สู้เต็มที่ คำว่ากลัวไม่เคยเกิดขึ้น” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ ซึ่งเป็นบิดาของ นายฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ รองนายกอบจ.สงขลา หนึ่งในคนที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี กล่าวว่า การตรวจสอบเรื่องเรือช่วยประชาชนนั้นไม่ต้องมาเถียงกันเพราะไม่ใช่เด็ก นายกฯสามารถเอาหลักฐานสัญญาซื้อมานั่งคุยกัน จะได้ชี้ให้เห็นข้อกังวลของภาคประชาชน ชี้แจงมาไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเห็นว่า ปปช.ทราบข้อมูลอยู่แล้วสามารถตั้งเรื่องดำเนินการเองได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ภาคประชาชนไปยื่น เพราะทุกหน่วยล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ของตัวเอง
โดย นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า สรุปข้อเท็จจริง: การจัดซื้อเรือช่วยเหลือประชาชน อบจ.สงขลา เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความสับสนในสังคม ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อเรือดังนี้
❌ ข้อมูลที่เข้าใจผิด: จัดซื้อเรือจำนวน 100 ลำ ใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท
✅ ข้อเท็จจริง: จัดซื้อจริงจำนวน 74 ลำ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 29,613,070 บาท
ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ ความถูกต้องตามระเบียบ: การจัดซื้อเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์อุทกภัย โดยปฏิบัติตามประกาศของกรมบัญชีกลางและสอดคล้องกับการประกาศภัยพิบัติของจังหวัดสงขลาอย่างถูกต้อง, สาเหตุที่ราคาเรือต่างกัน: เรือทั้ง 74 ลำ มีสเปกที่แตกต่างกัน ทั้งประเภทเรือท้องแบนและเรือท้องวีอลูมิเนียม รวมถึงมีขนาดความยาว (3.30 – 5.20 เมตร) และกำลังเครื่องยนต์ (9.8 – 40 แรงม้า) ที่ไม่เท่ากัน ราคาจึงแตกต่างกันไปตามสเปกของแต่ละลำ , ตัวเลข 100 ลำ: เป็นเพียงตัวเลขที่ตั้งเผื่อไว้ในแผนงานเท่านั้น ไม่ใช่การจัดซื้อจริง
การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐโดยภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน


