หน้าแรก ภูมิภาค ศักดิ์ชัย แตง...

ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ อดีตรองอธิบดีกรมปกครอง เปิดใจคดีที่ดิน 99 ล้าน เผยยืนหยัดไม่เซ็น จนช่วยรัฐประหยัดกว่า 300 ล้าน

12.07.26 | 18:49 น.
ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ

ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ อดีตรองอธิบดีกรมปกครอง เปิดใจคดีที่ดิน 99 ล้าน เผยยืนหยัดไม่เซ็น จนช่วยรัฐประหยัดกว่า 300 ล้าน

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยเบื้องหลังคดีเวนคืนที่ดินโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงหนองปรือ–บ้านฉาง ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องยืดเยื้อกว่า 10 ปี ก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกนักธุรกิจรายหนึ่งเป็นเวลา 4 ปี ในความผิดฐานฟ้องเท็จ โดยไม่รอลงอาญา พร้อมระบุว่าการคัดค้านการประเมินค่าทดแทนในครั้งนั้นช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ราว 300 ล้านบาท

อ่านข่าว อดีตรองอธิบดีกรมปกครอง เผยศาลจำคุก 4 ปี นักธุรกิจดังชลบุรี ฟ้องเท็จ พัวพันที่ดิน 99 ล.-สินบน

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาค่าทดแทนเบื้องต้นสำหรับการเวนคืนที่ดินโครงการมอเตอร์เวย์สาย 7 โดยมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานในพื้นที่ร่วมเป็นกรรมการ

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า ระหว่างการพิจารณา พบว่าที่ดินกลุ่มหนึ่งจำนวน 6 แปลง ถูกเสนอให้กำหนดค่าทดแทนในอัตราสูงกว่าพื้นที่โดยรอบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะแปลงหนึ่งเสนอราคาสูงถึงตารางวาละ 75,000 บาท ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่กำหนดไว้เพียงประมาณ 5,000 บาทต่อตารางวา และพื้นที่ศักยภาพสูงบางแห่งอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อตารางวา

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า ตนได้ทักท้วงในการประชุม เนื่องจากเห็นว่าราคาดังกล่าวสูงผิดปกติ พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบและสอบถามเจ้าของที่ดินเดิม จนพบว่าที่ดินทั้ง 6 แปลงมีการซื้อขายจริงรวมประมาณ 99 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากมูลค่าค่าทดแทนที่มีการเสนอให้เวนคืนราว 390 ล้านบาท

Advertisement

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า จากนั้นจึงทำหนังสือขอให้มีการประชุมทบทวนราคาค่าทดแทนอีกครั้ง แม้ช่วงแรกมติจะยังไม่เห็นชอบให้ทบทวน แต่ภายหลังมีการประชุมใหม่และกรรมการส่วนใหญ่เห็นตรงกันให้ปรับราคาตามข้อมูลการซื้อขายจริง จนท้ายที่สุดกำหนดค่าทดแทนอยู่ที่ประมาณ 89–90 ล้านบาท

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า กล่าวว่า การปรับลดค่าทดแทนดังกล่าวทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ภายหลังตนถูกนักธุรกิจรายดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบจนทำให้ไม่ได้รับค่าทดแทนตามที่เรียกร้อง แต่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทุกศาล และคดีถึงที่สุด

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า ต่อมาตนได้ฟ้องกลับในข้อหาฟ้องเท็จ โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ให้จำคุกจำเลย 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ทั้งนี้ นายศักดิ์ชัยระบุว่า จำเลยไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา และปัจจุบันอยู่ระหว่างติดตามตัวตามหมายจับ

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยควรมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการติดตามผู้หลบหนีหมายจับ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการตีความกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในบางกรณี อาจเป็นอุปสรรคต่อการเผยแพร่ข้อมูลผู้หลบหนีคดีเพื่อให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส นอกจากนี้ ยังฝากถึงข้าราชการทุกระดับให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันหรือผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเห็นว่าความซื่อสัตย์และการทำงานอย่างโปร่งใสคือหลักประกันสำคัญในการปฏิบัติราชการ