หน้าแรก ภูมิภาค ปัญหาคัดกรองบ...

ปัญหาคัดกรองบัตรคนจน 69 ทำไมรัฐมีงบพอแจกบางโครงการ แต่ไม่พอให้สวัสดิการพื้นฐาน

20.07.26 | 16:39 น.
บัตรคนจน 69
บัตรคนจน 69

ปัญหาคัดกรองบัตรคนจน 69 ทำไมรัฐมีงบพอแจกบางโครงการ แต่ไม่พอให้สวัสดิการพื้นฐาน

บัตรคนจน 69 – เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์มติชน กรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ว่า การประกาศผลการคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ปี 2569 น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางนโยบายที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองมากที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อมีผู้ลงทะเบียนกว่า 18.82 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์เพียงประมาณ 9.5 ล้านคน ขณะที่อีกกว่า 9.3 ล้านคนไม่ผ่านการพิจารณา จนนำไปสู่กระแสร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก

และที่น่าสนใจกว่านั้น คือ เสียงเรียกร้องให้ทบทวนหลักเกณฑ์กลับไม่ได้มาจากฝ่ายค้านเพียงฝ่ายเดียว หากแต่มาจากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเอง ซึ่งเริ่มกังวลว่าความไม่พอใจของประชาชนอาจย้อนกลับมาสั่นคลอนฐานคะแนนนิยมและลงโทษผ่านการเลือกตั้งครั้งถัดไป

แต่หากมองให้ลึกลงไปที่รากเหง้าของปัญหาครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องของ “บัตรคนจน” หากเป็นสัญญาณของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ รัฐไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังที่เริ่มส่งผลต่อการออกแบบรัฐสวัสดิการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามที่สังคมควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เหตุใดประชาชนจำนวนมากจึงถูกตัดสิทธิ” หากแต่ควรถามต่อไปว่า “เหตุใดรัฐบาลจึงจำเป็นต้องคัดกรองผู้ได้รับสวัสดิการอย่างเข้มงวดกว่าที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ” และเหตุใดการคัดกรองลักษณะนี้จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

Advertisement

หากพิจารณาสถานะทางการคลังของประเทศในปัจจุบัน จะพบว่ารัฐบาลกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รายจ่ายประจำที่ขยายตัวต่อเนื่อง ภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ตลอดจนงบประมาณด้านสวัสดิการและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่รายได้ของรัฐกลับเติบโตไม่ทันกับภาระรายจ่าย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดที่เรียกว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เมื่อพื้นที่ทางการคลังลดลง รัฐบาลย่อมมีทางเลือกน้อยลงในการดำเนินนโยบายสาธารณะ เพราะทุกการใช้จ่ายใหม่ล้วนต้องแลกกับภาระหนี้หรือการลดรายจ่ายในอีกด้านหนึ่ง

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตีแผ่ความเปราะบางของตัวเองด้านฐานะ หากแต่เป็นความพยายามของรัฐบาลในการบริหารข้อจำกัดทางการคลังภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

สิ่งที่รัฐบาลกระทำอยู่ดูประหนึ่งว่า “ย้อนแย้ง” เพราะหากรัฐบาลมีข้อจำกัดทางการคลังจริง เหตุใดรัฐบาลจึงยังสามารถใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลกับโครงการแจกเงินแบบเหวี่ยงแห ทั้ง ๆ ที่เงินนั้นกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยในทางเศรษฐศาสตร์ แต่กลับเพิ่มความเข้มงวดกับการคัดกรองสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่จ่ายมุ่งเป้าไปยังผู้มีรายได้น้อยที่รัฐตีตราไปแล้วว่ายากจน

แน่นอนว่าข้อดีของระบบแบบมุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนเปราะบางทางด้านรายได้คือใช้งบประมาณน้อยกว่าและลดการรั่วไหลของงบประมาณ แต่ข้อเสียคือมีโอกาสเกิดความผิดพลาดทำให้ผู้มีสิทธิเข้าไม่ถึง กล่าวคือ คนจนตัวจริงกลับถูกตัดออกจากระบบ ซึ่งการคัดกรองครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งรัฐพยายามเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองมากเท่าใด ความเสี่ยงที่คนจนตัวจริงจะหลุดออกจากระบบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

นั่นจึงทำให้ปัญหาครั้งนี้มิใช่เพียงข้อถกเถียงเรื่องหลักเกณฑ์ หากเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “รัฐบาลไทยกำลังบริหารความยากจนหรือกำลังบริหารข้อจำกัดทางการคลังของตนเองกันแน่”

หากพิจารณาให้รอบด้าน จะพบว่าการคัดกรองครั้งนี้ “ไม่ใช่ครั้งแรก” ที่กระทรวงการคลังต้องเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในการคัดกรองรอบก่อน กระทรวงการคลังเคยกำหนดให้ผู้ที่มีบุตรนำบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ภายหลังต้องยกเลิกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพราะถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า การที่บุตรสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี มิได้หมายความว่าบิดามารดาจะมีฐานะดี หรือได้รับการอุปการะจนเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

บทเรียนครั้งนั้นสะท้อนว่า “ข้อมูลของรัฐไม่ได้เท่ากับความจริงของชีวิตที่ต้องปากกัดตีนถีบ”

การคัดกรองในปี 2569 แม้จะเปลี่ยนฐานข้อมูลและปรับหลักเกณฑ์ใหม่ แต่โจทย์เดิมยังคงอยู่ กล่าวคือ รัฐกำลังพยายามใช้ฐานข้อมูลเป็นตัวแทนของความยากจน ทั้งที่ความยากจนเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนกว่าตัวเลขในระบบสารสนเทศ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล อมาตยา เซน เสนอว่า “ความยากจนไม่ควรวัดจากรายได้หรือทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาถึงโอกาสในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของบุคคลด้วย” นี่จึงหมายความว่า คนที่มีทรัพย์สินแต่ไม่มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพ ก็ยังอาจเป็นคนยากจนได้ เช่นเดียวกับคนที่มีรายได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา หรือโอกาสในการประกอบอาชีพ

แน่นอนว่าหากมาตรวัดความจนของรัฐใช้ข้อมูลเพียงบางมิติ ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความผิดพลาดจากการกีดกันผู้มีสิทธิ กล่าวคือ “ผู้ที่ควรได้รับสวัสดิการกลับถูกตัดออกจากระบบ” ขณะที่อีกรูปแบบหนึ่งคือ “ความผิดพลาดจากการให้สิทธิแก่ผู้ที่ไม่ควรได้รับ” ซึ่งหมายถึงการใช้งบประมาณกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย

และดูเหมือนว่า รัฐบาลไทย กำลังให้น้ำหนักกับการลดการรั่วไหลของงบประมาณมากกว่าการป้องกันไม่ให้คนจนตัวจริงหลุดออกจากระบบ คำถามคือ เพราะเหตุใด แน่นอนว่าคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่กระทรวงการคลัง แต่อยู่ที่ข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาล

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอัดฉีดงบประมาณในหลายรูปแบบ ทั้งโครงการแจกเงิน มาตรการลดค่าครองชีพ การอุดหนุนราคาพลังงาน และโครงการประชานิยมอีกจำนวนไม่น้อย แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ทำให้ภาระการคลังของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่าเราคงไม่ห้ามการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หากแต่การใช้จ่ายของภาครัฐต้องตั้งอยู่บนหลักวินัยการคลัง เพราะหากรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่าศักยภาพของรายได้เป็นเวลานาน พื้นที่ทางการคลังจะค่อย ๆ หดตัว จนท้ายที่สุดรัฐบาลต้องกลับมาตัดลดรายจ่ายที่จำเป็น หรือเพิ่มความเข้มงวดในการเข้าถึงสวัสดิการของกลุ่มเปราะบางด้านรายได้ ภาพที่เกิดขึ้นกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวันนี้ จึงอาจสะท้อนว่า รัฐบาลกำลังเผชิญภาวะดังกล่าว

นั่นทำให้คำถามที่ดังขึ้นถูกเปลี่ยนจาก “เหตุใดคนจนจึงถูกตัดสิทธิ” ไปเป็น “เหตุใดรัฐบาลจึงมีงบประมาณเพียงพอสำหรับนโยบายแจกเงินบางโครงการ แต่กลับไม่มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับสวัสดิการขั้นพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อย” ที่ต้องการความช่วยเหลือแบบตรงเป้า

คำถามนี้ไม่ใช่การเปรียบเทียบระหว่างนโยบายหนึ่งกับอีกนโยบายหนึ่ง หากเป็นคำถามถึงลำดับความสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ เพราะงบประมาณคือการสะท้อนคุณค่าที่รัฐบาลเลือกให้ความสำคัญ และทุกหนึ่งบาทที่รัฐใช้ ย่อมหมายถึงอีกหนึ่งบาทที่รัฐไม่สามารถนำไปใช้ในเรื่องอื่นได้

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิคของการคัดกรอง แต่เป็นภาพสะท้อนของปรัชญาการบริหารประเทศว่ารัฐบาลกำลังเลือกใช้งบประมาณเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อหวังผลเพียงการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือกำลังสร้างหลักประกันทางสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาวเพื่อคนรุ่นต่อไป

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี