พบแนวกำแพงเมืองโบราณแห่งกาลเวลาโอบล้อมต้นโพธิ์ ที่โคราช หลังขุดค้นพบหลักฐานสำคัญมีความคืบหน้า เตรียมพัฒนาเป็นแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ความคืบหน้าการขุดตรวจทางโบราณคดีบริเวณกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก บริเวณ “พลล้านต้านปัญจา” ริมถนนพลล้าน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ยังคงสร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนักโบราณคดีได้ขุดพบแนวกำแพงเมืองโบราณที่ไม่เคยค้นพบจากการสำรวจเมื่อปี 2567 ซึ่งครั้งนั้นพบเพียงโครงกระดูกมนุษย์โบราณและเครื่องประดับจำนวนมาก ทั้งเครื่องปั้นดินเผา และเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำ มีอายุราวๆ 2,500 – 1,500 ปี ตรงกับยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่เป็นหลักฐานยืนยันว่า ที่ตั้งเมืองนครราชสีมาในปัจจุบัน เคยมีร่องรอยการอยู่อาศัยของชุมชนขนาดใหญ่มาก่อน แต่การขุดค้นในปี 2567 ไม่เจอฐานรากของกำแพงเมือง
จึงมี การเปิดหลุมใหม่ ขุดค้นห่างจากหลุมเดิมประมาณ 200 เมตร โดยเริ่มลงมือขุดตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ไปจนถึง 8 สิงหาคม 2569 ขนาดหลุมขุดประมาณ 2 x 10 เมตร กระทั่งเจอแนวกำแพงเมืองเก่า เป็นอิฐสมัยก่อนที่สร้างเอาไว้ ซึ่งได้ส่งเนื้ออิฐไปตรวจสอบอายุที่สหรัฐอเมริกาและที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดูว่า กำแพงเมืองมีอายุเท่าไหร่ นักวิจัยจากศิลปากรต้องการจะเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีกับวัสดุที่ใช้ก่อสร้างกำแพง เพื่อจะสร้างไทม์ไลน์เดินย้อนอดีตของจังหวัดนครราชสีมา
จนล่าสุด ได้ตรวจพบแนวกำแพงอิฐโบราณถูกต้นโพธิ์ขนาดใหญ่โอบล้อมไว้ เผยให้เห็นภาพ “กำแพงแห่งกาลเวลา” ที่ยังคงยืนหยัดเล่าเรื่องราวของเมืองโคราชผ่านกาลเวลาหลายร้อยปีไว้อย่างน่าประทับใจ


โดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า “โครงการขุดค้นครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นการศึกษาแนวกำแพงเมืองนครราชสีมาครั้งสำคัญในรอบกว่า 20 ปี ซึ่งการขุดค้นเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณคูเมืองตามหลักวิชาการ ที่กำหนดให้ต้องตรวจสอบหลักฐานทางโบราณคดีก่อนดำเนินโครงการทุกครั้ง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเก่านครราชสีมา
และผลการขุดค้น สามารถพบแนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก ซึ่งไม่พบในการสำรวจเมื่อปี 2567 จึงถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์เมืองโคราช หลังจากมีการศึกษากำแพงเมืองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542 ก่อนจะเว้นช่วงไปนานกว่า 20 ปี และนอกจากแนวกำแพงเมืองแล้ว ยังพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยสำริด ต่อเนื่องถึงสมัยเหล็ก และยุคประวัติศาสตร์ ทั้งชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ ภาชนะดินเผา เศษถ่าน เขม่า ขี้เถ้า และเปลือกหอย สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตและการดำรงชีพของผู้คนเมื่อราว 1,500–2,500 ปีก่อน แม้ว่าบางพื้นที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีต จนชั้นดินโบราณบางส่วนถูกทำลายไป แต่การค้นพบแนวกำแพงเมือง ยังคงเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์นครราชสีมา
ซึ่งขณะนี้ นักโบราณคดีอยู่ระหว่างเก็บตัวอย่างอินทรียวัตถุใต้ฐานอิฐ รวมถึง อิฐที่พบร่องรอยแกลบข้าว ส่งไปตรวจวิเคราะห์อายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุช่วงเวลาการก่อสร้างกำแพงเมือง ประตูเมือง และป้อมปราการให้ชัดเจนเป็นครั้งแรก จากการขยายหลุมขุดทำให้สามารถมองเห็นแนวกำแพงทอดตัวยาวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ สอดคล้องกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์


ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่รอบคูเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ราชพัสดุในความดูแลของกรมธนารักษ์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นที่สันทนาการ และยกระดับภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ให้สวยงาม ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าทางโบราณคดี ซึ่งบริเวณต้นโพธิ์ที่ปัจจุบันแผ่กิ่งก้านโอบล้อมแนวกำแพงเมืองโบราณไว้ จะได้รับการบูรณะและออกแบบภูมิทัศน์โดยผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เชื่อมโยงเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบัน เปรียบเสมือน “กำแพงแห่งกาลเวลา” หรือ “อุโมงค์แห่งกาลเวลา” ที่จะถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของเมืองนครราชสีมา และพัฒนาเป็นแลนด์มาร์กด้านประวัติศาสตร์แห่งใหม่ของจังหวัด
นอกจากนี้ ยังเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการศึกษาทางโบราณคดีอย่างต่อเนื่อง เพราะหลักฐานที่ค้นพบในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่เมืองนครราชสีมามีผู้คนตั้งถิ่นฐานและพัฒนาชุมชนมาอย่างยาวนานนับพันปี ก่อนส่งต่อเรื่องราวผ่านแนวกำแพงเมืองโบราณที่ยังคงยืนหยัดเป็นพยานแห่งกาลเวลาจนถึงปัจจุบัน





