ทนายอนันต์ชัย ติดตามคดีวัดป่าอดุลยาราม แนะ ‘ป้าดา’ รีบพบพนักงานสอบสวน ก่อนถูกออกหมายจับ
ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม เดินทางติดตามความคืบหน้าคดีแก๊งป้าดา หลังตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ออกหมายเรียกข้อหาร่วมกันบุกรุก และข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ยังไม่มาพบพนักงานสอบสวน แนะให้รีบมาพบตำรวจก่อนถูกออกหมายจับ ส่วน “ลุงแหวน ธานอส” ต้องขอขมาภายใน 7 วันต่อหน้าสื่อมวลชน แลกกับการไม่ถูกแจ้งดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น นายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และนายโกวิทย์ แสงสากล หรือ ‘ทนายบอย’ ทนายความและฝ่ายกฎหมายวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ศุภมินทร์ ล้วนโสม รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดี ภายหลังจากที่ทางวัดป่าอดุลยารามได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาวชมมณี พร้อมพวก ในข้อหาร่วมกันบุกรุก กรณีนำท่อปูนไปปิดขวางทางเข้าออกวัด ในช่วงสายของเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา และอีก 1 คดี คือ คดีที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนางบัวไข สรสมุทร ผู้จัดการมรดกนายเฮียง พิมพ์ศรี เจ้าของที่ดินเดิม กรณีขอออกใบแทนโฉนดที่ดินของนายเฮียง โดยอ้างว่า โฉนดที่ดินตัวจริงสูญหาย แต่ความจริงโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ในความดูแลของวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งเป็นการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดิน

นายอนันต์ชัยกล่าวว่า วันนี้ได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับกลุ่มของป้าดา กรณีแรก คือ แจ้งความเท็จ ซึ่งตอนนี้ตำรวจได้มีหมายเรียกให้ทายาทของนายเฮียง คือ นางบัวไข กับพยานอีก 2 ปาก เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ประมาณต้นเดือนกันยายนนี้ อีกกรณี 1 คือ กรณีที่ป้าดากับพวกร่วมกันบุกรุกวัด ที่จริงมีประมาณ 10 กว่าคน แต่ไม่สามารถพิสูจน์ทราบบุคคลได้ เหลือประมาณ 7 คน โดย 1 ในนั้นทราบว่า เป็นอดีตนายพล นอกราชการ ยศพลตรี และมีคนสวมชุดทหารลายพรางอยู่ 2-3 คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ก็มีหมายเรียกไปแล้ว แต่ปรากฏว่าในวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา เขาก็ไม่ได้มาตามหมายเรียก ตำรวจจึงมีการออกหมายเรียกใหม่ จำนวน 7 หมายเรียก ให้มาพบตำรวจในวันที่ 18 กันยายนนี้ เวลา 10.00 น. มีข้อหาร่วมกันบุกรุก ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเข้าลักษณะฉกรรจ์ อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000
นอกจากนี้ยังมีข้อหาที่อาจจะแจ้งเพิ่ม ก็คือข้อหาร่วมกันเป็นทั้งอั้งยี่ซ่องโจร ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปคือ 7 คน ก็เข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร อัตราโทษจำคุก 7 ปี ข้อหาเหล่านี้โดยหลักการแล้วสามารถออกหมายจับได้ เพราะอัตราโทษตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปก็ออกหมายจับได้ แต่เพื่อความรอบคอบของพนักงานสอบสวน จึงออกหมายเรียกไปตามระเบียบ จำนวน 2 ครั้ง หากยังไม่มาก็จะออกหมายจับ

นายอนันต์ชัยกล่าวว่า อยากจะกราบเรียนป้าดาและทายาทของนายเฮียง รวมทั้งกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ร่วมกันมาบุกรุกวัดให้มารับทราบข้อกล่าวหา ไม่เช่นนั้นจะมีการออกหมายจับ จะเป็นผลร้ายกับตัวเอง เพราะออกหมายจับแล้วอาจจะไม่ได้รับการประกันตัว เพราะอัตราโทษค่อนข้างจะสูง โดยเฉพาะร่วมกันบุกรุก โทษจำคุกก็ 5 ปีแล้ว ถ้าข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรก็โดนโทษไป 7 ปี ถือว่าสูงมาก ค่าประกันตัวก็สูง แต่ถ้ามามอบตัวจะได้ประกันตัวไป หรืออาจจะต้องใช้หลักทรัพย์ในการประกันแล้วปล่อยตัวชั่วคราวไป จะเป็นผลดีกว่าการที่เรามาประกันตัว ถ้าไม่มอบตัว แล้วถูกออกหมายจับจะยากในการขอประกันตัวกับศาล
นายอนันต์ชัยกล่าวว่า กรณีแจ้งความเท็จ มีป้าบัวไขกับพยาน 2 ปาก ที่ไปยืนยันว่าโฉนดอยู่ที่บ้านแล้วก็หาย อันนี้คือ 3 คน แต่ถ้าหากว่าคดีนี้ป้าบัวไขไปซัดทอดว่ามีป้าดาใช้ให้เป็นคนดำเนินการ ป้าดาก็จะมีความผิดด้วย ส่วนข้อหาที่ 2 คือร่วมกันบุกรุก โดยมีการร่วมกันวางแผนในการนำท่อซีเมนต์มาปิดที่วัด ห้ามเข้าออก นี่คือความผิดฐานบุกรุก ในข้อหานี้ยังไงก็ไม่รอดแน่นอน เพราะมันมีทั้งพยานหลักฐาน มีทั้งภาพถ่าย มีทั้งพยานบุคคลที่เห็นว่าวันนั้นมีใครไปบ้าง ขณะเดียวกัน วันนี้ได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับที่มีชาวขอนแก่นเข้ามาแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มของป้าดา ในข้อหามาตรา 112 ทราบว่า พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ได้ส่งสำนวนไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ให้พิจารณาว่า การที่เขามีการพูดถึงเบื้องสูงเกี่ยวกับเรื่องฎีกาที่จะถวายลงมานั้น เข้าข่ายการกระทำผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หรือไม่
จึงฝากบอกอีกครั้งว่าให้นายวรเดช ช่างปุ มาขอขมาหลวงพ่อ ทำพิธีขอขมาลาโทษให้มันเป็นเรื่องเป็นราว จะได้ไม่ต้องมีกรรมต่อกันและกัน ได้นำเรียนหลวงพ่อแล้ว ท่านเห็นดีด้วย แต่จะไปขอโทษเป็นการส่วนตัวไม่ได้ เพราะว่าตอนที่นายวรเดชไปแถลงข่าวออกรายการ และให้สัมภาษณ์ที่ใต้ตึกช่อง 3 ก็ได้ออกอากาศไปทั่วประเทศ หลวงพ่อท่านเสียหาย เพราะฉะนั้นการที่นายวรเดชจะมาขอขมา ก็ต้องขอขมาต่อหน้าสื่อมวลชนด้วย



