หน้าแรก ภูมิภาค แหล่งโบราณคดี...

แหล่งโบราณคดีวิเชียรบุรี ถูกลอบขุดกว่า 230 หลุม สน.ศิลปากรที่ 4 ตรวจความเสียหาย เชื่อทำเป็นอาชีพ

1.09.26 | 11:57 น.

แหล่งโบราณคดีวิเชียรบุรี ถูกลอบขุดกว่า 230 หลุม สน.ศิลปากรที่ 4 ตรวจความเสียหาย เชื่อทำเป็นอาชีพ ลุยแจ้งความเอาผิด เผยตำรวจมีเบาะแส เตรียมขยายผล คาดเจ้าของที่ดินอาจรับรู้และให้เช่าพื้นที่ขุด

 


เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา นายพงศ์ธร เพียงแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ บ้านหนองปลาไหล อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งถูกลักลอบขุดค้นว่า สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรีได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าวเมื่อประมาณวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนประสานหน่วยงานในพื้นที่ เร่งดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยวันนี้ตนได้เข้าให้ข้อมูลและปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเสียหาย

นายพงศ์ธรกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า แหล่งโบราณคดีมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และปรากฏร่องรอยการลักลอบขุดมากกว่า 230 หลุม กระจายอยู่บนพื้นที่ โดยลักษณะการขุดมีความเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการขุดแบบสุ่มเพื่อค้นหาวัตถุโบราณทั่วไป

Advertisement

นายพงศ์ธรกล่าวว่า จากสภาพพื้นที่และหลักฐานที่พบ ผู้ที่เข้ามาขุดน่าจะมีเป้าหมายค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะลูกปัดและชิ้นส่วนโลหะ ทั้งเหล็กและสัมฤทธิ์ โดยวิธีการที่พบคือการนำดินจากหลุมขึ้นมาใส่กระสอบปุ๋ย แล้วนำไปคัดหรือร่อนเพื่อค้นหาวัตถุที่ต้องการ

“เห็นแล้วก็อึ้ง ปล่อยให้คนทำกันอย่างนี้ได้ยังไง” นายพงศ์ธรกล่าวถึงความรู้สึก หลังเห็นสภาพพื้นที่จริง พร้อมระบุว่า “ก่อนหน้านี้ราวปี 2554 มีข้อมูลจากการสำรวจพบแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ มีข้อมูลถึงการพบแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ และเคยมีการลักลอบขุดมาแล้วเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน แต่ครั้งนี้พบร่องรอยการขุดจำนวนมากและมีลักษณะเป็นระบบมากขึ้น”

ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี ยังตั้งข้อสังเกตว่า การลักลอบขุดครั้งนี้อาจมีลักษณะเป็นการทำในเชิงอาชีพ เนื่องจากมีข้อมูลว่ากลุ่มผู้ขุดอาจเคยดำเนินการในพื้นที่อื่นมาก่อน แล้วเคลื่อนย้ายเข้ามายังพื้นที่แห่งนี้ อีกทั้งผู้ลักลอบน่าจะรู้วิธีสังเกตแหล่งโบราณคดีจากหลักฐานที่ปรากฏบนพื้น เช่น เศษภาชนะดินเผาหรือวัตถุที่กระจายอยู่ ก่อนใช้เครื่องมือค้นหาโลหะเพื่อระบุตำแหน่ง และอาจใช้เครื่องมือตรวจค้นอีกด้วย

นายพงศ์ธรกล่าวอีกว่า ลักษณะภูมิประเทศของโบราณคดีแห่งนี้ ยังค่อนข้างเอื้อให้การลักลอบทำได้ง่าย โดยยากต่อการสังเกต เนื่องจากแหล่งโบราณคดีอยู่บนยอดเนิน มีป่าละเมาะเป็นแนวบังสายตา ทำให้ผู้ที่อยู่บริเวณตีนเนินไม่สามารถมองเห็นกิจกรรมบนพื้นที่ด้านบนได้อย่างชัดเจน

นายพงศ์ธรกล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ครอบครองที่ดินว่า จากการสอบถามผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ มีข้อมูลว่า เจ้าของที่ดินน่าจะรับทราบการเข้ามาขุด และเป็นผู้ให้กลุ่มดังกล่าวเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินการขุด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในทางคดี

“ในส่วนของสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรีได้ดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษแล้ว โดยจากนี้ตำรวจจะดำเนินการสืบสวนติดตามตัวผู้กระทำผิด ขณะที่กรมศิลปากรจะดำเนินการในส่วนของการสำรวจและศึกษาทางโบราณคดีควบคู่กันไป” ผอ.สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรีกล่าว

นายพงศ์ธรกล่าวอีกว่า ในระยะต่อไปจะส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจและกำหนดขอบเขตแหล่งโบราณคดีโดยละเอียด พร้อมใช้โดรนบันทึกสภาพพื้นที่และประเมินความเสียหาย ก่อนวางแนวทางฟื้นฟูและดำเนินงานทางโบราณคดี เนื่องจากแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ยังไม่เคยมีการดำเนินงานทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบมาก่อน

“สำหรับหลักฐานโบราณวัตถุที่พบจากการสำรวจเบื้องต้น มีทั้งลูกปัด ชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ ตะกรันเหล็ก กระดูกมนุษย์ กระดูกสัตว์ และเขาสัตว์ รวมถึงข้อมูลการพบกระดูกช้าง และมีการพบกะโหลกมนุษย์ที่ชาวบ้านเก็บรักษาไว้จากบริเวณแหล่งดังกล่าว” นายพงศ์ธรกล่าว

นายพงศ์ธรกล่าวย้ำอีกว่า จากหลักฐานเบื้องต้น นักโบราณคดีประเมินว่าแหล่งโบราณคดีแห่งนี้น่าจะอยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์เข้าสู่ยุคเหล็ก และอาจมีอายุประมาณ 2,000-3,000 ปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุอายุที่แน่นอนได้ จำเป็นต้องมีการขุดค้นและศึกษาทางโบราณคดีเพิ่มเติม เพื่อกำหนดอายุ ตลอดจนศึกษาว่าชุมชนแห่งนี้มีพัฒนาการและการอยู่อาศัยต่อเนื่องยาวนานเพียงใด

นายพงศ์ธรกล่าวด้วยว่า การพบหลักฐานตะกรันเหล็กจำนวนมาก ยังอาจสะท้อนว่า พื้นที่แห่งนี้เคยมีกิจกรรมเกี่ยวกับการถลุงหรือผลิตโลหะในระดับหนึ่ง แต่จำเป็นต้องศึกษาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน ขณะที่ตำแหน่งแหล่งโบราณคดีอยู่ห่างจากเขาถมอรัตน์ประมาณ 13 กิโลเมตร และมีความเป็นไปได้ทางวิชาการที่จะศึกษาความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณเมืองศรีเทพ ซึ่งภายในเมืองศรีเทพเองก็พบหลักฐานการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ส่วนกรณีผลกระทบต่อพื้นที่มรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพ นายพงศ์ธรกล่าวว่า จุดที่พบการลักลอบขุด อยู่นอกขอบเขตพื้นที่มรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนโดยตรง จึงไม่น่ากระทบต่อขอบเขตมรดกโลกในทางหลักการ แต่ในทางวิชาการถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะแหล่งโบราณคดีที่อยู่โดยรอบ อาจมีส่วนช่วยขยายความเข้าใจถึงพัฒนาการ และความสัมพันธ์ของชุมชนโบราณในพื้นที่เมืองศรีเทพได้มากขึ้น

นายพงศ์ธรยังเน้นถึงความสำคัญของชุมชนในการช่วยดูแลแหล่งโบราณคดี โดยเห็นว่า แหล่งโบราณคดีจำนวนมาก ไม่ได้อยู่เฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศหรือขึ้นทะเบียน แต่กระจายอยู่ตามพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม การสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประชาชนในพื้นที่คือผู้ที่สามารถเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปกป้องสมบัติของแผ่นดินได้ทันท่วงที

“ของพวกนี้คือสมบัติส่วนรวม ราชการเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายตามหน้าที่ แต่จริง ๆ แล้วคนที่เป็นหูเป็นตา หรือคนที่ควรจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสมบัติทางวัฒนธรรม คือชุมชน” นายพงศ์ธรกล่าว

ทั้งนี้ นายพงศ์ธรมองว่า การดูแลแหล่งโบราณคดีโดยเฉพาะแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจในระดับชุมชน เนื่องจากโบราณสถานประเภทนี้อาจไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่มองเห็นเด่นชัดเหมือนโบสถ์หรือวิหาร ทำให้ประชาชนทั่วไปอาจไม่เข้าใจว่า พื้นดินหรือเนินดินที่พบหลักฐานกระจายอยู่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเพียงใด

นายพงศ์ธรกล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับกรมศิลปากร หลังจากนี้จะเร่งดำเนินการทั้งด้านคดีและด้านวิชาการ โดยในส่วนคดีเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ส่วนกรมศิลปากรจะเร่งสำรวจขอบเขต ประเมินความเสียหาย และวางแนวทางศึกษาทางโบราณคดี เพื่อรักษาหลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่ให้ได้มากที่สุด