หน้าแรก ภูมิภาค อดีต ขรก.สธ.ว...

อดีต ขรก.สธ.วัย 65 ถูกแก๊งคอล หลอกหมดตัว สูญ 4.2 ล้าน-ทอง 5 บาท ส่งคนรับเงินถึงบ้าน คุมผ่านวิดีโอคอล

3.09.26 | 19:11 น.

อดีต ขรก.สาธารณสุขวัย 65 ถูกแก๊งคอล หลอกหมดตัว สูญ 4.2 ล้าน-ทอง 5 บาท แถมเป็นหนี้ 5 แสน ส่งคนรับเงินถึงบ้าน คุมผ่านวิดีโอคอล

วันที่ 3 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก “ป้าแดง” อายุ 65 ปี อดีตข้าราชการสาธารณสุข หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างตัวเป็นตำรวจ สภ.น่าน กล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันคดีฟอกเงินและยาเสพติด ก่อนใช้เอกสารราชการและหมายศาลปลอมส่งผ่าน LINE สร้างความหวาดกลัว พร้อมบังคับให้เปิดวิดีโอคอลเพื่อเฝ้าดูความเคลื่อนไหวตลอดเวลา สุดท้ายหลอกให้ถอนเงินจากบัญชีหลายธนาคาร กู้เงินจากสหกรณ์ และนำทองคำออกมามอบให้ สูญเงินกว่า 4.2 ล้านบาท ทองรูปพรรณน้ำหนัก 5 บาท และยังมีภาระหนี้เพิ่มอีกประมาณ 500,000 บาท


ผู้สื่อข่าวได้พบกับป้าแดง ซึ่งนำหลักฐานต่าง ๆ ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์สร้างขึ้นเพื่อใช้หลอกลวงมาแสดง ทั้งข้อความสนทนาผ่าน LINE เอกสารที่อ้างว่าเป็นเอกสารราชการ รวมถึงสมุดบัญชีธนาคาร 5 เล่ม จาก 3 ธนาคาร ซึ่งถูกถอนเงินสดออกไป โดยพบว่าปัจจุบันเหลือเงินเพียงหลักพันบาท จากเดิมที่เป็นเงินเก็บสะสมจากการทำงานมาตลอดชีวิต

ป้าแดงเล่าว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เมื่อมีหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยโทรเข้ามา ปลายสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.น่าน ก่อนแจ้งว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและยาเสพติด และอาจถูกดำเนินคดี เมื่อได้ยินข้อกล่าวหาจึงตกใจ ก่อนมีการพูดคุยและเพิ่มเพื่อนทาง LINE จากนั้นอีกฝ่ายส่งเอกสารที่อ้างว่าเป็นหมายศาล มีตราครุฑประกอบ ทำให้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและเกิดความหวาดกลัว

Advertisement

หลังจากนั้น ผู้ที่อ้างตัวเป็นตำรวจยังส่งเอกสารต่าง ๆ มาให้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งห้ามนำเรื่องไปบอกใคร แม้แต่คนในครอบครัว โดยอ้างว่าหากข้อมูลรั่วไหลจะทำให้คดีเสียหาย และอาจถูกดำเนินคดีถึงขั้นจำคุก 2–3 ปี

จากหลักฐานการสนทนาที่ผู้เสียหายนำมาให้ผู้สื่อข่าวตรวจสอบ พบว่าคนร้ายพยายามสร้างความน่าเชื่อถือด้วยข้อความและเอกสารที่มีลักษณะคล้ายการติดต่อจากหน่วยงานราชการ พร้อมกำชับให้ผู้เสียหายปฏิบัติตามคำสั่งทุกขั้นตอน ก่อนบังคับให้เปิดวิดีโอคอลทิ้งไว้เพื่อเฝ้าดูความเคลื่อนไหวตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยผู้เสียหายระบุว่า แม้แต่เวลาจะเข้าห้องน้ำก็ยังถูกกำชับให้เปิดวิดีโอคอลไว้

เมื่อผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะหวาดกลัว คนร้ายจึงอ้างว่าต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมสั่งให้นำสมุดบัญชีธนาคารมาถ่ายภาพส่งให้ตรวจสอบ เมื่อทราบว่ามีเงินอยู่หลายบัญชี จึงให้ผู้เสียหายถอนเงินสดจากธนาคารหลายแห่งแล้วนำกลับมาเก็บไว้ที่บ้าน โดยอ้างว่าจะมีเจ้าหน้าที่มารับเงินไปตรวจสอบ

ในช่วงวันที่ 27–31 สิงหาคม คนร้ายไม่ได้ให้ผู้เสียหายโอนเงินเหมือนคดีคอลเซ็นเตอร์ทั่วไป แต่ใช้วิธีส่งบุคคลมารับเงินสดถึงบ้านโดยตรง และเปลี่ยนทั้งบุคคลและยานพาหนะในแต่ละครั้ง นอกจากเงินเก็บแล้ว ยังหลอกให้ผู้เสียหายกู้เงินจากสหกรณ์ประมาณ 500,000 บาท นำสลากออมสินไปขายเพื่อนำเงินมามอบให้กลุ่มมิจฉาชีพ รวมถึงนำทองคำหนัก 5 บาทออกมาส่งมอบอีกด้วย

ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณบ้านผู้เสียหายกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยเปิดเผยลำดับเหตุการณ์ โดยวันที่ 27 สิงหาคม กล้องบันทึกภาพชายต้องสงสัยรายหนึ่ง สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงขายาวสีดำ และสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า เดินทางมาบริเวณบ้านเพื่อรับเงิน

ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม กล้องวงจรปิดบันทึกภาพรถยนต์ Toyota Innova สีดำ เดินทางมารับป้าแดงจากบ้าน ก่อนพาไปดำเนินการเรื่องกู้เงินกับสหกรณ์ในตัวเมือง

กระทั่งวันที่ 1 กันยายน พบรถยนต์ Honda CR-V สีขาว เดินทางมารับป้าแดงจากบ้านอีกครั้ง โดยพาไปขอใบรับรองบำเหน็จตกทอดที่สำนักงานสาธารณสุขแห่งหนึ่ง เพื่อใช้ประกอบการกู้เงินเพิ่มเติม แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวต้องการ จึงนำป้าแดงกลับมาส่งที่บ้าน ก่อนจะไม่ได้ติดต่อมาอีก

ผู้เสียหายยังระบุว่า ในช่วงที่ถูกหลอก คนร้ายไม่ได้เพียงส่งบุคคลมารับเงินเท่านั้น แต่ยังพาขึ้นรถไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าจะพาไปดำเนินการเรื่องกู้เงินเพิ่มเติม ทำให้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผู้เสียหายแทบไม่มีโอกาสปรึกษาหรือพูดคุยกับบุคคลอื่น

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้เสียหายเชื่อว่ากลุ่มมิจฉาชีพใช้รถยนต์สับเปลี่ยนกันประมาณ 3 คัน เพื่อเดินทางมารับเงินและพาไปดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ขณะที่กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพรถยนต์ต้องสงสัยได้อย่างน้อย 2 คัน ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบเส้นทางและติดตามตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ป้าแดงเปิดเผยทั้งน้ำตาว่า เงินทั้งหมดเป็นเงินที่ทำงานและเก็บสะสมมาตลอดชีวิต แต่กลับสูญหายไปภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน รวมมูลค่ากว่า 4.2 ล้านบาท ยังไม่รวมทองคำอีก 5 บาท และหนี้จากการกู้สหกรณ์ประมาณ 500,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่กู้มาเพื่อนำไปให้มิจฉาชีพ พร้อมยอมรับว่าขณะนี้รู้สึกเหมือน “ตายทั้งเป็น” เพราะทรัพย์สินที่สะสมมาตลอดชีวิตหายไปจนหมด เหลือเพียงหนี้สินและความบอบช้ำทางจิตใจ

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนรูปแบบการหลอกลวงที่ไม่ได้มุ่งเพียงให้เหยื่อโอนเงิน แต่ใช้วิธีสร้างสถานการณ์ให้ผู้เสียหายเชื่อว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคดี ควบคุมการสื่อสารและความเคลื่อนไหวผ่านวิดีโอคอล ก่อนให้ถอนเงินสดและนำทรัพย์สินออกมาเพื่อส่งมอบให้บุคคลที่กลุ่มมิจฉาชีพจัดส่งมารับถึงบ้าน ซึ่งทำให้การติดตามเส้นทางเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น

เบื้องต้น ป้าแดงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาแล้ว โดยพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งข้อความสนทนา เอกสารที่ส่งผ่าน LINE ภาพจากกล้องวงจรปิด ตลอดจนตรวจสอบเส้นทางการเงินและยานพาหนะที่ปรากฏในภาพ เพื่อติดตามตัวบุคคลที่มารับเงินและทรัพย์สิน รวมถึงขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย