แม่ร่ำไห้ ลูก17ดับ พาแม่ผู้ต้องขังวัย18 ร้องเรียน สถานฟื้นฟูเด็กจ.ลำปาง ปล่อยเด็กป่วยจิตเวชทำร้ายกันจนเสียชีวิต
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ที่มูลนิธิปวีณาฯ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี แม่ผู้เสียหายจากจ.ชัยภูมิ และจ.ลำปาง ได้เดินทางเข้าขอความช่วยเหลือจาก และขอความเป็นธรรม เนื่องจากติดใจว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไปไหน ทำไมไม่มีใครเข้าระงับเหตุ ปล่อยให้เด็กป่วยจิตเวชในความดูแลของสถานฟื้นฟูฯ ทำร้ายกันเองโดยไม่มีเจ้าหน้าที่มาห้าม
ทั้งนี้ตำรวจมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุพบมีเพียงเด็กป่วยจิตเวชด้วยกันที่วิ่งเข้าไปช่วย จากนั้นเจ้าหน้าที่ถึงตามเข้ามาทีหลัง หลังจากที่เกิดเหตุแล้ว
แม่ของเด็กทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ปัดความรับผิดชอบและโยนให้เป็นเรื่องของ 2 ครอบครัวฟ้องร้องกันเอง ทั้งที่สิทธิการปกครองเด็กอยู่กับสถานฟื้นฟูฯ ตลอด 24 ชม. และสถานฟื้นฟูฯ ปฏิเสธการให้ดูกล้องวงจรปิด ปิดบังสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก และพยายามกีดกันไม่ให้แม่ทั้ง 2 ฝ่ายคุยกัน รวมถึงขอร้องไม่ให้มาร้องเรียนมูลนิธิปวีณาฯ เพราะกลัวเจ้าหน้าที่เดือดร้อน

มูลนิธิปวีณาฯ ได้พาแม่ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าแจ้งความที่ สภ.ทุ่งฝาย จ.ลำปาง เพื่อดำเนินคดีกับ ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เอาผิดสถานฟื้นฟู และแม่ของเด็กทั้ง 2 ฝ่ายได้เดินทางมามูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอให้เสนอเรื่องไปยังผู้บริหารกระทรวงซึ่งคาดว่าผู้บริหารกระทรวง จะไม่ทราบเรื่อง หรือไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง จึงขอให้มูลนิธิปวีณาฯ เสนอเรื่องไปยังกระทรวงต้นสังกัด “ปวีณา” ได้ประสานผู้บริหารในกระทรวงฯ ให้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงและให้ดำเนินการตรวจสอบสถานฟื้นฟูแห่งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องราวที่น่าเศร้าสลดใจอีก โดยแม่ทั้ง 2 ฝ่าย ขอให้ลูกของเราเป็นคนสุดท้าย
นางปวีณา ได้รับเรื่องและกล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่า ตนเองก็เป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงนี้มาก่อน ตนรู้สึกเสียใจและจะให้ความกระจ่าง ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น กระทรวง พม. เป็นที่พึ่งของประชาชนที่แท้จริง ต่อจากนี้นางปวีณา จะได้ประสานไปยัง รัฐมนตรี นายนิกรโสมกลาง ปลัดกระทรวงฯ นายกันตพงศ์ รังสีสว่าง และ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน นางอภิญญา ชมภูมาศ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและตั้งคณะกรรมการสอบสวน และขอให้กระทรวงฯ ได้เข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยในสถานฟื้นฟูฯ ไม่ให้มีเรื่องราวที่น่าเศร้าสลดใจเช่นนี้อีก

แม่รายที่ 1 นางเอ (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี กล่าวว่า น้องการ์ตูน อายุ 17 ปี ที่เสียชีวิต เดินทางมาจาก จ.ชัยภูมิ โดยน้องการ์ตูนเป็นคนโต อยู่กับพ่อที่ จ.ลำพูน ปี 2565 น้องการ์ตูนอายุ 13 ปี พ่อและแม่เลี้ยงให้น้องการ์ตูนไปขายขนม วันไหนขายของไม่หมดก็โดนทำโทษ จนน้องการ์ตูนเป็นโรคซึมเศร้า กรีดแขนทำร้ายตัวเอง พลเมืองดีแจ้งขอความช่วยเหลือไปที่อบต. พบน้องการ์ตูนอยู่ในสภาพแวดล้อมเสี่ยงเป็นอันตราย จึงส่งตัวเข้าคุ้มครองสวัสดิภาพที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดลำพูน เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนจะถูกส่งตัวไปอยู่ที่ สถานดูแลช่วยเหลือเด็กฯ ของเอกชน อาศัยอยู่ประมาณ 1 ปีเศษ พอปี 2567 น้องการ์ตูน อายุครบ 15 ปี ถูกส่งตัวไปอยู่สถานฟื้นฟูฯ ที่ดูแลรักษาบำบัดสภาพร่างกายและจิตใจแห่งหนึ่งของรัฐใน จ.ลำปาง
กระทั่งเช้าวันที่ 22 เมษายน 2569 แม่อยู่ที่จ.ชัยภูมิ เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ส่งไลน์มาหาแม่ว่า “มีเรื่องด่วน เด็กทะเลาะกัน น้องการ์ตูนหมดสติ” แล้วแม่ได้โทรไปหาเจ้าหน้าที่บอกว่าได้พาลูกส่งโรงพยาบาลแล้ว แม่จึงเหมารถเดินทางไปจ.ลำปาง เยี่ยมลูกที่ห้องไอซียู หมอบอกว่า ลูกไม่อยู่
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ดังกล่าว แจ้งกับแม่ว่า เด็กสาวทั้งสองคนทะเลาะวิวาทกันเรื่องแย่งไม้กวาด เด็กสาวอายุ 18 ปี ได้ดึงผมแล้วจับศีรษะน้องการ์ตูนโขกกับพื้นหลายครั้งจนหมดสติ เจ้าหน้าที่นำส่งรพ. และน้องการ์ตูนได้เสียชีวิตลงวันที่ 23 เมษายน 2569 แพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตน้องการ์ตูน “เลือกออกที่เยื่อหุ้มสมองจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ” ด้านเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ แจ้งว่า เด็กสาวอายุ 18 ปี ยอมรับสารภาพว่ากระทำจริง ขณะนี้ถูกตำรวจจับกุมและส่งฝากขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดลำปาง
หลังลูกเสียชีวิตแม่ได้ไปแจ้งตำรวจสภ.ทุ่งฝาง จ.ลำปาง เพราะติดใจสงสัยการทำงานของเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ลำปาง และขอไปดูที่เกิดเหตุและขอดูกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุ ตำรวจบอกว่าทางสถานฟื้นฟูฯ ให้แม่เข้าไปดูไม่ได้ เพราะมีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก จะให้เข้าไปดูได้เฉพาะตำรวจ แม่จึงสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ไปไหนหมดจึงไม่ดูแลเด็กทั้งที่เด็กส่วนใหญ่มีอาการทางจิตเวชและซึมเศร้า หากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาระงับเหตุทัน ลูกก็จะไม่เสียชีวิต
ส่วนแม่รายที่ 2 นางบี (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี เล่าว่า แม่เด็กสาวอายุ 18 ปี ที่ก่อเหตุ เดินทางมาจากจ.อ่างทอง กล่าวว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 แม่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ในจ.ลำปาง ว่า ลูกสาวไปผลักเพื่อนล้มหัวฟาดฟุตบาธเลือดคั่งในสมองเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ยังให้ข้อมูลอีกว่า ก่อนเกิดเหตุ เด็กสาวผู้ตาย ไม่ยอมมาร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อน จึงมีการลงมติว่าให้ลูกสาวของแม่ไปตามมาร่วมทำกิจกรรม แม่จึงสงสัยว่า ทำไมเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ถึงไม่ไปตามเอง ทำไมถึงต้องให้เด็กที่อยู่ในการดูแลเหมือนกันไปตามกันเอง จึงเกิดการทะเลาะกัน
หลังเกิดเหตุลูกสาวมีอาการเครียดจัด อาการกำเริบ ถูกส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลลำปางประมาณ 10 วัน อาการเริ่มดีขึ้น แต่ภายหลังลูกสาวมาทราบว่าเพื่อนเสียชีวิต จึงเกิดอาการช็อกและต้องเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ก่อนที่ตำรวจจะนำตัวไปแจ้งข้อหาและฝากขังที่ศาลจังหวัดลำปาง และตอนนี้ลูกสาวถูกนำตัวไปกักขังอยู่ในเรือนจำกลางจ.ลำปาง
นอกจากนี้ แม่ทั้ง 2 คน ยังเล่าต่อไปว่า หลังจากเกิดเหตุ เด็กทำร้ายกันในสถานฟื้นฟูจนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ จ.ลำปาง ยังกีดกันไม่ให้แม่ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกัน” จนกระทั่งแม่ทั้ง 2 ฝ่าย ได้มาติดต่อขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ และได้มาเจอกับแม่ของผู้ตายที่มูลนิธิปวีณาโดยที่ไม่ได้นัดหมาย จึงได้เปิดใจคุยกัน ซึ่งต่างคนก็ต่างสงสัย ว่าข้อมูลที่สถานฟื้นฟูฯ พูดคุยกับแม่ทั้งสองฝ่ายทำไมข้อมูลไม่ตรงกัน และเมื่อเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ทราบข่าวว่า แม่ทั้งสองได้มาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ ก็ได้ติดต่อมาหาแม่และขอร้องขอความเห็นใจไม่ให้แม่มาร้องต่อมูลนิธิปวีณาฯ หรือหน่วยงานอื่นๆ เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่เดือดร้อน และถูกสอบสวนกัน


