ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม พร้อมปฏิบัติตามคำพิพากษา คดี ‘ปลาหมอคางดำ’ เตรียมเดินหน้าตามขั้นตอน ย้ำต้องดูหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายให้ละเอียดรอบคอบ
กรณีศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ในคดีที่ผู้ฟ้องรวม 54 คน ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวก รวม 18 คน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า กรมประมงที่ 1 กับพวก รวม 18 คน ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนนำไปสู่การแพร่ระบาดของสัตว์ดังกล่าวในหลายจังหวัดของประเทศไทย และละเลยไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนส่วนรวมได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย
ทั้งนี้ ศาลพิพากษาให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง โดยหลักคือกรมประมงและอธิบดีกรมประมงให้ปฏิบัติตามแผน การระงับยับยั้ง การแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งคือ จ.สมุทรสงคราม ประกาศเป็นเขตภัยพิบัตินั้น
เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมหารือ ขั้นตอนทางกฎหมายอย่างละเอียด โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าฟัง ภายหลังประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง นายชยชัยได้เดินออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว พร้อมระบุว่า จังหวัดได้รับทราบคำพิพากษาของศาลปกครองกลางแล้ว โดยคำพิพากษามีสาระสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ การให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามแผนแก้ไขและยับยั้งการแพร่ระบาดให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน (นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด) และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามออกประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
นายชยชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมา จ.สมุทรสงคราม ได้ติดตามและดำเนินการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำมาอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย ข้อสั่งการ และมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการตรวจสอบปริมาณและอัตราการแพร่ระบาดตามหลักเกณฑ์ที่กรมประมงกำหนด อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบที่ผ่านมายังไม่พบว่าพื้นที่เข้าเงื่อนไขครบถ้วนสำหรับการประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน และเมื่อมีคำสั่งของศาลปกครองออกมา จังหวัดก็พร้อมดำเนินการ แต่เนื่องจากเป็นคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น และมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการเงินและการใช้งบประมาณของแผ่นดิน ส่วนราชการอาจต้องพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

ผู้ฯสมุทรสงครามกล่าวต่อว่า ได้สอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ หากมีการอุทธรณ์ จะต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา และต้องรอผลการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดต่อไป แต่หากไม่มีการอุทธรณ์ หรือเมื่อคดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จ.สมุทรสงคราม พร้อมดำเนินการพิจารณาออกประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม
สำหรับเงื่อนไขสำคัญในการรับความช่วยเหลือ ผู้ได้รับผลกระทบจะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกัน พื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำและอัตราการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำจะต้องผ่านหลักเกณฑ์การตรวจสอบที่กำหนดไว้ ไม่ใช่เพียงการพบปลาหมอคางดำในพื้นที่เท่านั้น
นายชยชัยเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม เร่งตรวจสอบข้อมูลของผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 รายเป็นรายบุคคล ว่ามีผู้ใดขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างถูกต้อง และมีความเสียหายหรือพื้นที่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ เพื่อเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

เมื่อถามว่า การประกาศภัยพิบัติจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำถือเป็นเรื่องใหม่หรือไม่ เนื่องจากโดยทั่วไปการประกาศภัยพิบัติมักเกี่ยวข้องกับน้ำท่วม วาตภัย หรือภัยธรรมชาติ นายชยชัยกล่าวว่า การกำหนดพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีหลักเกณฑ์รองรับมานานแล้ว แต่กระบวนการพิจารณามีรายละเอียดและเงื่อนไขค่อนข้างมาก ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่เดียวที่เคยออกประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากปลาหมอคางดำ ครอบคลุมพื้นที่บางขุนเทียนและทุ่งครุ และมีการจ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว ขณะที่จังหวัดอื่นอีกหลายจังหวัดซึ่งพบการแพร่ระบาด ยังไม่เคยออกประกาศในลักษณะดังกล่าว
“สาเหตุสำคัญเนื่องจากการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินและการเบิกจ่ายเงินเยียวยาจากงบประมาณของรัฐ ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยต้องเป็นกรณีสำคัญ จำเป็น เร่งด่วน และเข้าลักษณะภัยพิบัติฉุกเฉินอย่างแท้จริง
หากคำสั่งศาลเป็นที่สุด และจังหวัดตรวจสอบแล้วพบว่าพื้นที่ รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ จ.สมุทรสงคราม ก็พร้อมประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน และพร้อมปฏิบัติตามนโยบาย แนวทาง รวมถึงคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลพี่น้องผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้” นายชยชัยกล่าว



