‘โบว์’ จี้ รมว.ศธ.มีแผนกำจัด ‘วัฒนธรรมอำนาจนิยม’ ใน ร.ร.หลัง ด.ช.13 ปี เสียชีวิตเพราะถูกลงโทษลุกนั่งสลับขา 100 ครั้ง
ละเมิดนักเรียน – น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กชื่อ “โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา – Nuttaa Mahattana” ว่า
#จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ท่านคงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเด็กนักเรียนชายวัย 13 ปี โรงเรียนวัดแก่นจันทร์ จ.สมุทรสงคราม ด้วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หลังถูกครูลงโทษด้วยการลุกนั่งสลับขาจำนวน 100 ครั้ง ด้วยความเสียใจไม่แพ้ประชาชนทุกคนที่ทราบข่าว
วันนี้เป็นวันฌาปนกิจ เพื่อเป็นการเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวในช่วงเวลาแห่งความเศร้าสลด ขอไม่เอ่ยถึงรายละเอียดเหตุการณ์ซ้ำอีก และเพื่อความเป็นธรรมอันเนื่องจากคดีความยังไม่ตั้งต้น ขอไม่ตัดสินว่าสิ่งที่ครูทำเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นแล้วคือ ครูลงโทษเด็กด้วยวิธีการลงโทษทางร่างกาย (corporal punishment) ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิต การลงโทษด้วยวิธีดังกล่าว ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ผิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และเป็นการละเมิดสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่ระบุให้เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการปกป้องจากความรุนแรงทั้งทางร่างกาย และจิตใจ
ในฐานะแม่ที่มีลูกชายอายุ 13 ปีเช่นกัน และในฐานะครู ดิฉันเจ็บปวด และรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่มีต่อกรณีนี้ เพราะเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ดิฉันได้ไปยื่นหนังสือถึงมือท่านปลัด ศธ.หลังจากมีกรณีกล้อนผมนักเรียนหญิงที่ จ.ศรีสะเกษ และกรณีการละเมิดอีกมากมายที่นักเรียนส่งมา ทั้งทางทวิตเตอร์ และแฟนเพจนี้ ในวันดังกล่าวได้ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ขอให้มีการดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาดต่อครูที่ทำร้ายเด็ก ขอให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพให้ความช่วยเหลือผู้ปกครองในการดำเนินคดีอาญาต่อครูที่ทำผิดกฎหมาย ให้ประชาสัมพันธ์ช่องทางการร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษา และให้ปรับปรุงกฎระเบียบให้รัดกุมขึ้นโดยเฉพาะบทลงโทษครูที่ทำการละเมิด
กว่าหนึ่งเดือนหลังการยื่นหนังสือดังกล่าวสองฉบับ คือหนึ่งฉบับถึงท่านรัฐมนตรี และอีกฉบับถึงท่านปลัดฯ ดิฉันได้รับหนังสือตอบกลับฉบับเดียวจากสำนักงานรัฐมนตรีว่า “ได้รับหนังสือร้องเรียนแล้ว” และหลังจากนั้น ก็ไม่ได้รับทราบความคืบหน้าใดๆ อีก ทั้งในประเด็นการเอาผิดครูที่กล้อนผมเด็ก จ.ศรีสะเกษ และมาตรการต่างๆ ที่ได้เสนอไป
ดิฉันได้ยินท่านรัฐมนตรีพูดบนเวทีกับนักเรียนหน้า ศธ.เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ครูทั้งประเทศมีกว่าห้าแสนคน การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องใช้เวลา และดิฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายในภารกิจนี้ แต่หากในห้าแสนคนนั้นมีเพียง 10% ที่ยังคิดว่าการใช้ความรุนแรงต่อร่างกายจิตใจเด็ก ไม่ว่าจะผ่านคำพูด หรือการกระทำนั้น เป็นสิ่งที่กระทำได้ ก็เท่ากับเรามีคนถึง 50,000 คน ที่ยังเดินไปมาอยู่ในโรงเรียนทุกวัน และเป็นภัยต่อลูกหลานของเรา เยาวชนของชาติจำนวนหลายล้านคน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงโทษในลักษณะตามข่าวนี้ ยังพบเห็นได้ในโรงเรียนทั่วไป นี่คือหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดของการกำกับนโยบาย และความไร้ประสิทธิภาพอย่างถึงที่สุดของหลายหน่วยงานใน ศธ.ในการทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย
ขอให้ท่านได้พิจารณาข้อเรียกร้องทั้งหมดตามที่ดิฉันได้ยื่นไว้เมื่อ 10 กรกฎาคม และดำเนินการโดยทันที รวมถึง สังคายนาระเบียบกระทรวงทุกฉบับที่ยังมีความกำกวมให้รัดกุมขึ้น ไม่เปิดช่องให้เกิดการตีความเพื่อการละเมิด และสำหรับเด็กชายที่ได้เดินทางสู่สุขคติไปในวันนี้ ขอให้ ศธ.ได้แสดงความรับผิดชอบในการเยียวยาครอบครัวที่สูญเสียบุตรอันเป็นที่รักซึ่งเป็นกำลังหลักในอนาคตไป และดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดกับครูที่ได้ทำอันตรายต่อร่างกายนักเรียนจนอาจเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิต เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป
สุดท้าย ศธ.ต้องมีแผนระยะยาวเพื่อกำจัด “วัฒนธรรมอำนาจนิยม” ในโรงเรียน ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางพัฒนาการ และเป็นต้นตอรากเหง้าแห่งการละเมิดสิทธิเด็กที่เกิดขึ้นทุกประการ
เปิดไทม์ไลน์ ร.ร.ลงโทษ น.ร.ลุกนั่งสลับขา 100 ครั้ง จนเสียชีวิต
‘โบว์-ณัฏฐา’ นำทีมน.ร. ยื่น 4 ข้อเรียกร้อง ศธ. ลงโทษครูละเมิดสิทธิเด็ก
#สิทธิเด็ก #โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย
#หยุดวัฒนธรรมอำนาจนิยมในโรงเรียน

