ตร.รับกำลังเร่งตรวจสอบ น้องไนซ์ เด็ก 8 ขวบ เชื่อมจิต เข้าข่ายผิดหรือไม่ จ่อเรียกผู้ปกครองและพยานสอบปากคำ-เตือน ปชช.ศรัทธาอย่างมีสติ
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. เปิดเผยกรณีกลุ่มเชื่อถือศรัทธา น้องไนซ์ เทวานิรมิตจุติ เด็กชาย 8 ขวบ อ้างเป็นร่างอวตารองค์เพชรภัทรนาคานาคราช สามารถเชื่อมจิตได้ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ไม่เชื่อ และมีการบิดเบือนตัดต่อภาพน้องไนซ์คล้ายพระพุทธเจ้า ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนเห็นต่าง ขอให้ตรวจสอบเรื่องที่กลุ่มผู้ศรัทธามีการเรียกเก็บเงินเพื่อเข้าคอร์สฝึกสมาธิเชื่อมจิต เนื่องจากอาจเข้าข่ายหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนว่า เรื่องดังกล่าว ผบ.ตร.ได้รับทราบแล้ว
พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวว่า ส่วนจะเป็นการหลอกลวงหรือไม่ ต้องมีการตรวจสอบ เพราะเป็นความเชื่อและศรัทธาของกลุ่มคนที่เห็นว่าการทำพิธีและพบกับน้องไนซ์ อาจจะได้ผลตามที่ตั้งมั่นไว้ และเกิดความคิดในทางบวก ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มที่มองว่าเป็นการหลอกลวงหรือแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชนหรือไม่ ตรงนี้ต้องมีการตรวจสอบเช่นเดียวกัน
พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวอีกว่า ประเด็นแรกได้สั่งการให้ตำรวจพื้นที่ลงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ประเด็นที่สองตรวจสอบทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น มีการโพสต์โฆษณาเชิญชวน ต้องดูพฤติการณ์ว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่อย่างไร ส่วนจะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็กฯ หรือไม่นั้น ตำรวจต้องตรวจสอบทุกความผิดที่อาจเกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ผู้ปกครองเด็กจะต้องเชิญมาสอบหรือให้ปากคำหรือไม่นั้น ตรงนี้เป็นกระบวนการที่ต้องทำดำเนินการทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่เกิดเหตุ เชิญผู้ปกครองหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพยานที่พบหรือเข้าไปทำพิธีมาสอบสวนให้ปากคำทั้งหมด
พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวว่า สำหรับกลุ่มที่มาร้องเรียนไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรงจะสามารถดำเนินคดีได้หรือไม่ ตรงนี้ไม่ได้เป็นปัญหาอยู่แล้ว เพราะหากตรวจสอบพบว่าเป็นความผิดต่อรัฐ เจ้าหน้าที่สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้เอง แต่หากความผิดส่วนตัว เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจากการกระทำนั้น ต้องมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ส่วนกรณีน้องไนซ์ ขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ส่วนที่มีประชาชนหลายคนมาร้องให้ดำเนินคดี ก็ต้องยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายในคดี เช่น สูญเสียทรัพย์สิน สามารถใช้สิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษได้
“หากพบว่ามีการแสวงหาผลประโยชน์หลอกลวงจากความเชื่อศรัทธาของประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด มีกฎหมายบัญญัติไว้อยู่แล้ว ตำรวจสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ หากประชาชนท่านใดที่รู้สึกว่าตนเองถูกหลอกลวงได้รับความเสียหาย สามารถมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับบุคคลที่มาฉ้อโกงได้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าว
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ยังฝากถึงประชาชนที่ต้องการหาที่พึ่งทางใจ และเข้าไปหลงเชื่อศรัทธาแบบงมงายเสี่ยงต่อการถูกหลอกว่า เรื่องความเชื่อศรัทธาเป็นเรื่องที่ว่ากันไม่ได้ เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่อยากให้ใช้วิจารณญาณว่าสิ่งที่เราไปเคารพบูชามีข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไร และเป็นเรื่องลวงโลกหรือไม่ หากเห็นว่าไม่ดี ดูแล้วแปลกๆ น่าจะเป็นการหลอกลวง ขอให้แจ้งตำรวจเข้าไปตรวจสอบ หรือหากตกเป็นเหยื่อขอให้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อป้องกันระงับยับยั้งไม่ให้ไปหลอกลวงคนอื่นต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- รู้จัก ‘เชื่อมจิต’ อาจารย์น้องไนซ์ ราคาคอร์สหลักพัน เตรียมตัวอย่างไร-ทำอะไรบ้าง?
- แอบส่องราคา คอร์ส ‘เชื่อมจิต’ อาจารย์น้องไนซ์ 4 แพคเกจ เริ่มต้น1,900 ไปถึง 4,200 บ.
- แพรรี่ อธิบาย น้องไนซ์ เหตุใดพระพุทธเจ้าสอนธรรมะคนเป็นพัน โดยไม่ต้องใช้ไมโครโฟน
- ‘พระพยอม’ ดึงสติคนกราบ น้องไนซ์ เด็กอ้างตัวเป็นร่างอวตาร แนะอย่าหลงใหล จนลืมพระรัตนตรัย

