สมปอง เปิดหมดเปลือก ยืมเงินอลงกต 13 ล้าน ได้ทั้งเงินสดและเงินโอน ใช้คืนแล้ว 5.5 ล้าน
จากกรณีโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ ประเด็น ทิดอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ กับยอดเงินบริจาคมหาศาล ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่า มีอินฟลูเอนเซอร์ดัง ซึ่งเป็นอดีตพระสงฆ์ เคยหยิบยืมเงินอลงกตไปเมื่อครั้งครองสมณะ ทั้งยังบอกใบ้อักษรย่อ ส. ด. และ พ. ด้วยนั้น ล่าสุด อดีตพระมหาสมปอง หรือสมปอง นครไธสง พระนักเทศน์ชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า “ยืมนะครับยืม คืนไปแล้วเกือบครึ่ง”
อ่านข่าว – สมปอง โพสต์แล้ว หลังสะพัดโซเชียล อินฟลูฯดัง อดีตพระ ยืมเงินอลงกต
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม สมปอง นครไธสง ให้สัมภาษณ์ในรายการโหนกระแสระบุว่า ยอมรับยืมเงินจริง 13 ล้านบาท ส่วนไปรู้จักอดีตพระอลงกตอย่างไรนั้น ตนเห็นท่านตั้งแต่เป็นเณร ท่านนั่งรับบริจาคที่สนามหลวง หลังๆ ตนไปอบรมนักเรียนนำผู้ป่วย HIV เอาไปฉายปิดท้ายตลอดในการสอนเรื่องรักในวัยเรียน ให้ระมัดระวังในเรื่องความรัก ซึ่งตนใช้สื่อวัดพระบาทน้ำพุตลอด ต่อมาตนไปทำรายการ ธรรมะเดลิเวอรี่ ของแกรมมี่ ผู้บริหารก็ถามว่าเราจะ CSR ไปบริจาคที่ไหน ซึ่งตนตอบว่า นำไปบริจาคที่วัดพระบาทน้ำพุ เพราะตนใช้สื่อเขาบ่อย โดยบริจาคไป 3 งวด คือ 8 แสนบาท 1.2 ล้านบาท และ 1.5 ล้านบาท รวมเป็น 3.5 ล้านบาท
สมปองกล่าวว่า ต่อมาแม่ของตนป่วยติดเตียง มีค่าใช้จ่ายเยอะ ซึ่งตอนนั้นโควิด-19 ระบาด ตนจึงตัดสินใจ ยืมเงินท่าน และจะยืมประมาณ 10 ล้านบาท ตอนแรกก็ใจเต้น เพราะคิดว่าจะโดนด่า โดนสอน สุดท้ายตัดสินใจโทรไปหาท่าน บอกว่า “ผมไปยืมคนอื่นมา และผมไม่อยากเสียดอกแล้วครับหลวงพ่อ ผมอยากขอยืมหลวงพ่อ” ท่าน (อดีตพระอลงกต) ก็สวนกลับมาว่า “จะใช้คืนภายในกี่ปี” ซึ่งตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด โทรไปยืมเงินเมื่อเดือนมกราคมซึ่งช่วงนั้นโควิด-19 ยังไม่ระบาด ถ้าจำไม่ผิด โควิด-19 ระบาดช่วงเดือนมีนาคม ตนจึงบอกไปว่า “ภายใน 4 ปี น่าจะใช้คืนได้หมดครับหลวงพ่อ” สุดท้ายยืมได้สองเดือนโควิด-19 ระบาด งานไม่ค่อยมี งานหายไปเยอะ แทนที่จะได้ใช้ให้หลวงพ่อเดือนละ 3-5 แสนบาท ก็ได้ 1-2 แสนบาทบ้าง

กรรชัย ถามว่า ทำไมถึงคิดว่าท่านมีเงินในตอนนั้น สมปอง กล่าวว่า ไม่รู้ครับ แต่พอเดาได้ เพราะพระมีชื่อเสียง พระมรบารมี เงินของพระมี 2 ส่วน คือ 1.การสวดต่างๆ นิมนต์ไปบรรยาย เป็นเงินส่วนตัวของพระ 2.เงินวัด ที่แตะต้องไม่ได้เนื่องจากมีคณะกรรมการดูแล จึงมั่นใจว่าเงินที่ยืมเป็นเงินส่วนตัวของท่าน ส่วนมั่นใจ 100% หรือไม่ เวลายืมใครไม่ได้คิดขนาดนั้น เวลายืมก็ไม่รู้ว่าไปเอาจากไหนมา ถ้าให้ยืมก็ให้ยืม ถ้าไม่ให้ยืมก็ไม่ให้ยืม
สมปอง กล่าวว่า เมื่อไปยืมหลวงพ่อ เพราะเคยไปทำ CSR ที่วัดพระบาทน้ำพุ แม้จะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่อยากจะถวายให้ ซึ่งตนรู้สึกว่าเมื่อตนเดือดร้อนท่านน่าจะช่วยผมได้ โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัด เพราะมองว่า ถ้ายืม 10 ล้านบาทจากวัดเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีคณะกรรมการคนไหนอนุมัติ จึงมั่นใจเป็นเงินส่วนตัวท่าน
“ยืมมาก10กว่าล้านบาท ประมาณ 13 ล้านบาท ใช้คืนไป 5.5 ล้านบาท เหลืออยู่ 8.8 ล้านบาท ตอนยืม ยืมปากเปล่า ไม่ได้ทำสัญญา และมีสลิปการคืน พร้อมกับเขียนข้อความกำกับไว้ทุกใบ โดยโอนเข้าไปที่บัญชีส่วนบุคคล เป็นชื่อคนที่โอนให้ผม น่าจะเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ”สมปอง กล่าว
ทั้งนี้มีช่วงที่ตนเป็นแพนิค ทำงานไม่ได้เกือบ 3 ปี อาจจะเว้นไปเป็นครึ่งปี เป็นปี ซึ่งรู้สึกโชคดีที่เข้าไม่มาไล่จี้ แต่รู้สึกเสมอว่ายืมต้องคืน และต้องครบด้วย ซึ่งใช้คืนล่าสุดเดือนมกราคมปีนี้
ผู้ช่วยเลขาฯ ปปท. ถามว่า คนที่โอนให้เป็นคนใกล้ตัวของอดีตเจ้าอาวาสหรือไม่? สมปอง ระบุว่า “ใช่ครับ”
กรรชัยถามว่า ตอนที่ยืม หลวงพ่อไม่ได้โอนให้ แต่เป้อีกหนึ่งบุคคลโอนให้ สมปอง กล่าวว่า “ใช่ครับ เป็นบุคคลเดียวกัน”

ตำรวจถามว่า โอนก่อนเดียวหรือๆไม่ 13 ล้านบาท สมปอง กล่าวว่า “ไม่ครับ ทยอยโอนเงิน 3 ล้านบาท 4 ล้านบาท 5 ล้านบาทบ้าง ไม่ได้จ่ายเป็นเช็ก แต่มีเงินสด 1 ล้านบาท ในวันที่ไปยืมท่านให้ลูกศิษย์เอาของมาให้ ตอนแรกนึกว่าถุงขนม แต่ท้ายสุดพบว่าเป็นเงิน 1 ล้านบาท”
กรรชัยถามว่า บุคคลที่โอน เป็นผู้ชาย ถ้าถามตัวย่อ เป็น ศ. หรือ บ. สมปอง กล่าวว่า “ขอค้นดูก่อน”
ส่วนเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้ใช้คืน คิดว่า ตอนแรกเป็นแพนิคก็คิดว่า น่าจะ 4-7 ปี แต่ตอนนี้จิตใจฟื้นแล้ว กำลังจะขายออนไลน์ ซึ่งตั้งเป้าอยากจะหมดภายในปีนี้ และจะใช้คืนให้เร็วที่สุด
กรรชัย ถามว่า มีสัญญาในการกู้ยืมหรือไม่ สมปอง กล่าวว่า “ไม่มี ท่านใจใจกับผม บอกว่าไม่เป็นไร และไม่คิดว่าจะไม่จ่ายคืน”
กรรชัย ถามว่า เอ๊ะ หรือไม่ เพราะเป็นบัญชีคนอื่นที่โอนเงินให้ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเงินวัหรือไม่ กังวลใจหรือไม่ สมปอง กล่าวว่า “ไม่เอ๊ะครับ ไม่คิดว่าเป็นเงินวัด เพราะเวลาผมไม่สะดวก ผมให้ทีมงานผมโอนให้ก่อน แล้วผมคืนเงินให้ ซึ่งเวลาผมยืมใคร ผมโอนคืนให้คนนั้น ทั้งนี้ถ้าตำรวจ เรียอกเมื่อไหร่ พร้อมไปเมื่อนั้นเลย”
สมปอง ระบุว่า ยืม 13 ล้านบาท เพราะจะใช้คืน 14 ล้านบาท เพราะอยากจะถวายเฉยๆ อีก 1 ล้านบาท ตั้งใจอย่างนั้น ไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่ตั้งใจจะให้ เพราะที่ยืมท่านตอนนั้นไม่อยากจะเสียดอกเบี้ย เพราะที่ยืมๆก่อนหน้านี้ต้องเสียดอกเบี้ย


