เปิดภาพ สถาปัตยกรรมโคโลเนียล อายุกว่า 100 ปี อาคารประวัติศาสตร์ อดีตสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถูกทุบทิ้ง

4.10.26 | 14:21 น.

เปิดภาพ สถาปัตยกรรมโคโลเนียล อายุกว่า 100 ปี บ้านพักอดีตเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ถูกทุบทิ้ง

 


หลังจากที่สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำกรุงเทพฯ ประกาศขาย ก่อนที่จะย้ายที่ตั้งสำนักงานไปยังอาคารสำนักงานโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค โดยมีกำหนดการย้ายในเดือนสิงหาคม 2569

ล่าสุดพบว่า “บิ๊กทุน” ดีลซื้อที่ดิน “ทำเลทอง” แห่งนี้ได้แล้ว สาเหตุที่เรียกที่ตั้งของ “สถานทูต” นั้นอยู่ “ทำเลทอง” เพราะตั้งอยู่ย่านถนนวิทยุ-ซอยต้นสน เขตปทุมวัน บนพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี เชื่อมต่อจากพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ทำให้ที่ดินแห่งนี้มีศักยภาพ สามารถพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส หรือสร้างเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ที่มูลค่าสูงระดับแสนล้านบาทในอนาคตได้

อ่านข่าว เนเธอร์แลนด์ ประกาศขายสถานทูตในไทย เตรียมย้ายไปดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค

Advertisement

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลว่ามี “บิ๊กทุน” ปิดดีลซื้อที่ดินแห่งนี้แล้ว ต่อมามีภาพทุบทำลาย

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Henriette Jansen” โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า It happened all of a sudden, yesterday afternoon.

The historic house, the former residence of the Netherlands Ambassador, is no longer there. All our efforts to save it have had no effect. I am devastated, as are many others in the Dutch community in Bangkok.

I was able to capture the pile of rubble left behind after the demolition team had gone. Below are also some of the last photos I took of the residence, shortly before our previous Ambassador left.
It still has to sink in…
Photos: Henriette Jansen

เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ บ้านประวัติศาสตร์ ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ได้ถูกทุบทิ้งไปแล้ว ความพยายามทั้งหมดของเราที่จะอนุรักษ์มันไว้กลับไร้ผล ฉันรู้สึกใจสลายอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับคนในชุมชนชาวดัตช์ในกรุงเทพฯ อีกหลายคน

ฉันทันได้ถ่ายภาพกองเศษอิฐปูนที่ทิ้งไว้หลังจากทีมรื้อถอนกลับไป และด้านล่างนี้คือภาพถ่ายชุดท้ายๆ ที่ฉันได้ถ่ายไว้ก่อนที่เอกอัครราชทูตคนก่อนของเราจะเดินทางกลับ

มันเป็นเรื่องที่ยังยากเกินกว่าจะยอมรับได้จริงๆ…

ภาพจาก Henriette Jansen

ทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล มีสองชั้น หลังคาจั่ว และมีส่วนหนึ่งเป็นหอคอยสูงสามชั้น ลักษณะเด่นคือหลังคาที่มีการซ้อนชั้นขึ้นไปในส่วนหอคอย และการตกแต่งด้วยไม้แกะสลักและเสาประดับที่ยอดจั่ว

ทำเนียบแห่งนี้เคยเป็นบ้านของนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ.1897 และเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานเบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยของพระชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แด่นายแพทย์ปัวซ์ ขึ้นเป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” (Phya Asvin Amnueyvej)

นอกจากนี้ ยังพบว่าก่อนที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะเข้ามาซื้อในปี ค.ศ.1949 สถานที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่ง และอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สังคม การเมืองไทยอีกด้วย ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1932 เริ่มเกิดความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย และในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1933 พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้นำทัพของกลุ่มซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร แต่ไม่สำเร็จ ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชาและได้เปิดโรงงานทอผ้า ค้าขายถ่านที่นั่น

ระหว่างที่พระองค์เจ้าบวรเดชลี้ภัยนั้น บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเพื่อใช้เป็นสำนักงานและสโมสรช่วงปี ค.ศ.1936-1939 แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน

เดือนตุลาคม ค.ศ.1946 หลังสงครามสิ้นสุดลง ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้ใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก (Don Bosco Vocational School)

หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ.1948 พระองค์เจ้าบวรเดชจึงเสด็จกลับประเทศไทยหลังลี้ภัยในเขมร 16 ปี และทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมโด่งดังระดับโลก

ปี ค.ศ.1949 ทรงขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ด้วยราคา 1,850,000 บาท ภายหลังรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ขายที่ดินสองแปลงส่วนที่ติดกับถนนวิทยุที่มีการพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานในเวลาต่อมา

 

ภาพจาก Henriette Jansen