เอ็มบัปเป้ซัดจุดโทษพาฝรั่งเศสเฉือนปารากวัย 1-0 เข้ารอบก่อนรองฯ
ศึกฟุตบอลโลก 2026 คืนวันที่ 4 กรกฎาคม เป็นรอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่างปารากวัยกับฝรั่งเศส อดีตแชมป์โลก 2 สมัย ที่สนามลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิลด์ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า ฝรั่งเศสเฉือนชัยหืดจับ 1-0
ปารากวัยเข้ารอบอย่างพลิกความคาดหมายหลังจากพลิกเขี่ย “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ตกรอบ 32 ทีมสุดท้าย ด้วยการดวลจุดโทษ 4-3 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 1-1 ส่วนฝรั่งเศสฟอร์มดีตั้งแต่รอบแรก โดยรอบ 32 ทีมสุดท้าย เอาชนะสวีเดนมา 3-0
เริ่มเกม ปารากวัยมาในแผนเดิมกับตอนเจอกับเยอรมนี เน้นเกมรับที่เหนียวแน่นมีวินัย รอจังหวะสวนกลับ ขณะที่ฝรั่งเศสพยายามเจาะแนวรับอย่างอึดอัด
เกมเป็นไปอย่างอึดอัดและเกิดการกระทบกระทั่งยั่วยุกันอยู่เป็นระยะๆ
ครึ่งแรกเสมอกันอย่างอึดอัด 0-0
ครึ่งหลัง ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ กุนซือแดนน้ำหอมปรับแทคติก ให้ลูกทีมปะทะแย่งบอลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อต่อเกม
กระทั่งกลางครึ่งหลัง กรรมการต้องไปดู VAR เพื่อพิจารณาว่าเป็นจังหวะจุดโทษของฝรั่งเศสหรือไม่ ก่อนเป่าให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษจากจังหวะที่ตัวสำรอง เดซิเร่ ดูเอ้ โดนทำฟาวล์ขณะพยายามพาบอลแหวกกองหลังปารากวัยในกรอบเขตโทษ
คีเลียง เอ็มบัปเป้ ซุปเปอร์สตาร์ของทีมตราไก่รับหน้าที่สังหารจุดโทษอย่างใจเย็นเข้าไปให้ทีมนำ 1-0 ในนาที 70 เป็นประตูที่ 7 ของเอ็มบัปเป้ในทัวร์นาเมนต์นี้ นำดาวซัลโวสูงสุดเท่ากับลิโอเนล เมสซี่ ซุปเปอร์สตาร์ของอาร์เจนตินา
หลังจากมีประตูเกิดขึ้น เกมเริ่มเดือนจากการกระทบกระทั่งกันระหว่างสองทีม ปารากวัยเริ่มทำเกมบุกมากขึ้น แต่เกมรับฝรั่งเศสยังไม่พลาด
นาที 89 เอ็มบัปเป้อาศัยความเร็วพาบอลขึ้นหน้า ก่อนสับไกยิงไกล แต่ออร์ลันโด คิล นายทวารปารากวัยปัดเอาไว้ได้
นาที 90 เมาริซิโอได้โอกาสยิงตรงกรอบ แต่ไมค์ เมญอง นายทวารฝรั่งเศส ไม่พลาด
ช่วงทดเจ็บนาที 90+7 เอ็มบัปเป้ได้โอกาสทำประตูต่อเนื่อง 2 จังหวะ แต่คิลเซฟเอาไว้ได้ทั้ง 2 จังหวะอย่างสวยงาม
จบเกมฝรั่งเศสเฉือนชนะ 1-0 หลังกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา ผู้เล่นปารากวัยซึ่งมีอารมณ์หงุดหงิดพยายามเข้าไปโวยวายทีมฝรั่งเศสและผู้ตัดสิน จนสต๊าฟโค้ชต้องเข้าไปแยก
ฝรั่งเศสผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย พบกับโมร็อกโก แข่งขันที่ ยิลเล็ตต์ สเตเดียม นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา ตรงกับเวลาไทย 03.00 น. เช้ามืดของวันที่ 10 กรกฎาคม (คืนวันที่ 9 กรกฎาคม)



