ลิฟกอล์ฟยื่นล้มละลาย หลังติดหนี้ 1,500 ล้านบาท ค้างค่าจ้างนักกอล์ฟอื้อ หวังใช้เป็นจังหวะปรับโครงสร้างธุรกิจ
ลิฟ กอล์ฟ ยื่นขอความคุ้มครองภายใต้กฎหมายล้มละลาย ต่อศาลรัฐบาลกลางรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากมีหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระให้เจ้าหนี้รายใหญ่ 30 ราย โดยในจำนวนนี้มีนักกอล์ฟทั้งอดีตและปัจจุบัน 14 คน รวมมูลค่ามากกว่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1,500 ล้านบาท
ลิฟ กอล์ฟ มีปัญหาเรื่องการเงินอย่างหนัก หลังจากที่กลุ่มทุนพับลิค อินเวสต์เมนต์ ฟันด์(พีไอเอฟ) ของซาอุดีอาระเบีย ตัดสินใจถอนเงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ออกจากการเป็นสปอนเซอร์ และยกเลิกการแข่งขันบางรายการไป ซึ่งลิฟ กอล์ฟ ยืนยันว่า การยื่นล้มละลาย มีเป้าหมายเพื่อรักษาธุรกิจและเปิดทางให้บริษัทปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยขณะนี้ได้พบผู้ลงทุนรายใหม่ คือ บีซร พาร์ทเนอร์ส บริษัทลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่
เอกสารต่อศาลระบุว่า จอน ราห์ม แชมป์เมเจอร์ 2 สมัย เป็นนักกอล์ฟที่มีหนี้ค้างจ่ายสูงที่สุดในรายชื่อ ด้วยจำนวน 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(246 ล้านบาท) ตามด้วย ไบรสัน เดอแชมโบ 5.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(187 ล้านบาท), ดัสติน จอห์นสัน 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(181 ล้านบาท), คาเมร่อน สมิธ 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(158 ล้านบาท) และไทร์เรลล์ แฮตตัน 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (112 ล้านบาท) ขณะที่บรู๊คส์ เค็ปก้า ซึ่งย้ายกลับไปเล่นในพีจีเอทัวร์แล้ว ยังมีเงินค้างจ่าย 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(56 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเงินที่ ลิฟ กอล์ฟ ระบุว่ายังไม่ได้จ่ายในไตรมาส 3 ของปี 2026 และไม่ใช่มูลค่าทั้งหมดตามสัญญาของนักกอล์ฟแต่ละราย
เอกสารยังระบุว่า ลิฟ กอล์ฟมีทรัพย์สินประมาณ 100-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(3,289-16,446 ล้านบาท) แต่มีหนี้สินสูงถึง 500 ล้าน-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(16,446-32,893 ล้านบาท) ขณะที่พีไอเอฟยังคงให้เงินกู้ 49.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(1,631 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นเงินทุนระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้าง
ลิฟ กอล์ฟ วางแผนเปิดตัวลีกยุคใหม่ในช่วงต้นปีหน้า โดยจะเปลี่ยนโครงสร้างให้ผู้เล่นมีส่วนเป็นเจ้าของลีก ได้รับหุ้นและสิทธิรายได้จากภาพลักษณ์ของตัวเองกลับคืนมา ขณะที่เงินรางวัลจะลดลงจากยุคก่อน แต่ยังสูงกว่าดีพี เวิลด์ทัวร์
นอกจากนี้ เตรียมเพิ่มจำนวนผู้เล่นต่อรายการเป็น 75 คน พร้อมนำระบบตัดตัวเข้ามา ใช้รอบคัดเลือก และเพิ่มจำนวนทีมที่มีอัตลักษณ์ของแต่ละประเทศ เพื่อผลักดันทีมให้เติบโตเป็นธุรกิจกีฬาระดับโลกในระยะยาว
สก็อตต์ โอนีล ซีอีโอของลิฟ กอล์ฟ ยืนยันว่า กระบวนการครั้งนี้จะช่วยให้ลีกมีเวลาและโครงสร้างสำหรับการปรับธุรกิจ พร้อมเดินหน้าสู่บทใหม่ ที่เน้นแฟนกีฬาและรูปแบบการเป็นเจ้าของที่ให้นักกอล์ฟมีบทบาทมากขึ้น



