‘บิ๊กดุลย์’ โชว์วิสัยทัศน์เวที Beijing Xiangshan Forum ย้ำไทยเข้มแข็งจากภายใน

17.09.26 | 16:39 น.

‘บิ๊กดุลย์’ แสดงวิสัยทัศน์บนเวที Beijing Xiangshan Forum ครั้งที่ 13 ชู ‘Strategic Autonomy’ ย้ำไทยเข้มแข็งจากภายใน เป็นมิตรกับทุกประเทศ มุ่งสร้างสันติภาพและเสถียรภาพร่วมกัน ร่วมเป็นสักขีพยานเซ็น MOU ความช่วยเหลือสนับสนุนโครงการจัดหาเรือดำน้ำ


เมื่อวันที่ 17 กันยาน ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุม Beijing Xiangshan Forum ครั้งที่ 13 ณ Beijing International Convention Center กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “Build Consensus on Stability, Advance Security Governance Together” โดยมีผู้นำและผู้แทนระดับสูงด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจากนานาประเทศเข้าร่วม

พล.ท.อดุลย์ ได้กล่าวปาฐกถาในการประชุมเต็มคณะ ระเบียบวาระที่ 1 (Plenary Session 1) หัวข้อ “International Order and Strategic Stability” หรือ “ระเบียบระหว่างประเทศและเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ร่วมกับผู้แทนระดับสูงด้านกลาโหมและความมั่นคงจากนานาประเทศ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยต่อสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศและแนวคิด Strategic Autonomy หรือความสามารถของประเทศในการกำหนดทางเลือกทางยุทธศาสตร์และรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

Advertisement

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ความเข้มแข็งจากภายในประเทศและการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศมีพื้นที่ในการกำหนดทิศทางและทางเลือกทางยุทธศาสตร์ของตนเอง ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่หลายขั้วและหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยระเบียบระหว่างประเทศควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความเคารพซึ่งกันและกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Respect, Mutual Trust, Mutual Benefit)

“ประเทศที่เข้มแข็งต้องเข้มแข็งจากข้างใน ย่อมมีพื้นที่ในการกำหนดทางเลือกทางยุทธศาสตร์ของตนเองมากขึ้น สำหรับประเทศไทย Strategic Autonomy ไม่ใช่การอยู่โดดเดี่ยว แต่คือความสามารถในการอยู่ร่วมกับทุกฝ่าย โดยไม่สูญเสียความเป็นอิสระในการตัดสินใจ”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการไม่ควรเป็นการแข่งขันว่าใครจะมีอำนาจมากที่สุด แต่ควรเป็นการสร้าง “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ที่มากขึ้น ประเทศต่าง ๆ สามารถแข่งขันกันได้โดยไม่ทำลายกัน มีความแตกต่างกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน และแม้จะมีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ก็ยังสามารถร่วมมือกันในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้ ไทยพร้อมเป็น “หุ้นส่วนที่สร้างสรรค์” ดำเนินนโยบายที่เปิดกว้าง เป็นมิตรกับทุกประเทศ และยึดมั่นในหลักการ โดยกล่าวว่า

“ประเทศไทยไม่เลือกข้างมหาอำนาจ แต่เลือกข้างสันติภาพ ไม่เลือกการเผชิญหน้า แต่เลือกที่จะพูดคุย ไม่เลือกที่จะแบ่งขั้ว แต่เลือกที่จะร่วมมือ และไม่เลือกให้ประเทศใดประเทศหนึ่งกำหนดอนาคตของภูมิภาค แต่เลือกให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตร่วมกัน ประเทศไทยเชื่อว่า เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายมีความมั่นใจว่า ความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นของประเทศหนึ่งจะไม่ทำให้อีกประเทศหนึ่งต้องสูญเสียความมั่นคง โดยไทยพร้อมนำหลักคิดดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ ผ่านการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ การสนับสนุนความเข้มแข็งและความเป็นแกนกลางของอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศควบคู่กับการใช้กลไกการหารือและความร่วมมือ เพื่อสร้างความไว้วางใจ ลดความเสี่ยงจากความเข้าใจผิด และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว’

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวในช่วงท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่การเตรียมพร้อมที่จะทำสงคราม แต่คือการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้สงครามไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลย พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยต้องการเห็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความมั่นคง โลกที่มีความสงบสุข และอนาคตที่ทุกประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

สำหรับ Beijing Xiangshan Forum ถือเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระดับนานาชาติ โดยในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 20 ปีนับตั้งแต่การก่อตั้ง และกำหนดการประชุมประกอบด้วยการประชุมเต็มคณะ 4 หัวข้อ และการประชุมคู่ขนาน 8 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ระเบียบระหว่างประเทศและเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ความขัดแย้งระดับภูมิภาค ความเสี่ยงและความท้าทายต่อความมั่นคงในเอเชีย–แปซิฟิก ตลอดจนบทบาทและวิสัยทัศน์ของประเทศกำลังพัฒนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากการเข้าร่วม Beijing Xiangshan Forum ครั้งที่ 13 แล้ว การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างไทย–จีนอย่างเป็นรูปธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เยี่ยมชมบริษัท NORINCO (China North Industries Corporation) เพื่อศึกษาแนวทางและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาขีดความสามารถ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับสากล โดยได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับระบบควบคุมบังคับบัญชา ระบบอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ตลอดจนเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ด้านการป้องกันประเทศ อาทิ รถถัง ยานเกราะ ระบบปืนใหญ่ และระบบอากาศยานไร้คนขับ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้หารือทวิภาคีกับ พล.ร.อ.ต่ง จวิน (Dong Jun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างไทย–จีน รวมถึงโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือในมิติใหม่ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่

ภายหลังการหารือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงระหว่างกองทัพเรือ โดย พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ (ผช.ผบ.ทร.) กับผู้แทนสำนักงานความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศ (Office of International Military Cooperation: OIMC) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางทหารแบบให้เปล่า เพื่อสนับสนุนโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย

การเข้าร่วมการประชุมและกิจกรรมระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งนี้ สะท้อนแนวทางของกระทรวงกลาโหมในการดำเนินความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงอย่างสร้างสรรค์กับมิตรประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของไทย และมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างยั่งยืน