bg-single

ยาใจคนเจ็บ: 2) ปรัชญายาใจ

08.08.2026

คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
เกษียร เตชะพีระ

(เรียบเรียงจากคำเกริ่นนำเสวนาของผมในงานมติชนโอนลี่แฟนคลับ EP.1 "เยียวยาประชาธิปไตย ยาใจคนเจ็บ" ณ ห้องประชุมข่าวสด สำนักงานใหญ่ บ. มติชน จำกัด (มหาชน), 11 กรกฎาคม 2569)


บนฐานประสบการณ์ร่วมของความพ่ายแพ้ทางการเมืองและความทุกข์ยากเดือดร้อนผิดหวังในมิติอื่นๆ ของชีวิต ซึ่งถึงยังไงก็หลีกหนีไม่พ้น นี่แหละที่คนเราเรียกร้องโหยหาการปลอบโยน ปลอบประโลม หรือ “ยาใจ” มาชุบชโลมจิตใจตนเอง

อาจกล่าวได้ว่ารากฐานที่มาของ “ยาใจ” ก็คือภาวะปกติธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์หรือ “มานุษยภาวะ” (the human condition) ซึ่งคนเราต้องเผชิญกันถ้วนหน้าทุกผู้ทุกนาม อันกอปรด้วยความสูญเสีย พ่ายแพ้ ล้มเหลว, อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เกิด แก่ เจ็บ ตาย, อยุติธรรม ความทุกข์ ความเจ็บปวดทรมานกายใจ เป็นต้น

และเมื่อผ่านพบ “มานุษยภาวะ” คนเราย่อมต้องการ “ยาใจ” หรือนัยหนึ่งคือความพยายามที่จะหาความหมาย/ให้ความหมายแก่ประสบการณ์เชิงร้ายเชิงลบในชีวิต อันจะเอื้อเฟื้อให้พอมีความหวังยังชีพอยู่ต่อไปได้ โดยประยุกต์จากโลกทัศน์/ชีวทัศน์หลัก หรือที่เป็นทางเลือกแห่งยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นนานาศาสนา, นานาปรัชญา, นานาลัทธิการเมืองสังคมและวิชาการสมัยใหม่นั่นเอง

ชะรอยจะด้วยความหยั่งรู้สัจจะแห่งชีวิตเยี่ยงนี้กระมังที่อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ครูปรัชญาผู้บุกเบิกวิชาการเมืองแห่งความไม่รุนแรงและปฏิบัติการอารยะขัดขืนในสังคมไทย จึงดำริริเริ่มโครงการแปลหนังสือเรื่อง On Consolation : Finding solace in dark times (2021) โดย Michael Ignatieff นักวิชาการและนักการเมืองชาวแคนาดาชื่อกระเดื่องขึ้น มาในยามที่ท่านป่วยไข้สุขภาพทรุดโทรม

โดยชักชวนเพื่อนมิตรลูกศิษย์ลูกหามาประชุมตกลงแบ่งบทร่วมกันแปลเมื่อตอนต้นปี 2567 ก่อนที่ท่านจะจากไปตอนกลางปีเดียวกัน จนหนังสือแปลพากย์ไทย ยาใจ : วิถีปลอบประโลมยามมืดมน สำเร็จเป็นรูปเล่มออกมาเมื่อต้นปีนี้ (ดูคำนำหนังสือยาใจของ อ.สุวรรณา สถาอานันท์ (น.10-11) & บันทึกเสวนาสานต่อวิถีแห่งสันติวิธี ยาใจ รำลึกอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 27 มิถุนายน ศกนี้ https://channel.sac.or.th/th/vdo/detail/T0xvWVo0dklvSlpuS3o0N3NDb2VSUT09)

ผมใคร่ใช้ความคิดความรู้ที่ได้จากการอ่านทบทวนใคร่ครวญหนังสือเล่มดังกล่าวมารวบยอดความเข้าใจของผมเกี่ยวกับปรัชญายาใจ

ผมคิดว่าที่มานุษยภาวะกระตุ้นผลักดันให้คนเรามักต้องครุ่นคิดหาความหมาย/ให้ความหมายกับชีวิตก็เพราะความจริงที่ว่า คนเราต้องเผชิญกับความตายอย่างเลี่ยงไม่พ้น
อาจเปรียบเปรยได้ว่า หากการดำเนินชีวิตของเราเหมือนภาพวาดที่แสดงบรรยายเรื่องราวที่ประสบพบผ่านมาในชีวิต

ความตายก็ประหนึ่งกรอบรูป (frame) ที่บรรจุภาพรวมของชีวิตเราไว้

หากชีวิตเราเป็นอมตะ ไม่มีวันจบวันตายเหมือนเทพยดา ก็ย่อมไม่มีกรอบจำกัดและไม่ต้องหาความหมาย/ให้ความหมายกับมัน เพราะความหมายของชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุดย่อมเปลี่ยนแปลงผันแปรไปได้เรื่อย ๆ เหมือนหนังซีรีส์ที่ไม่มีวันจบ เราไม่มีทางรู้เลยว่า ตกลงมันเป็นหนังตลก หรือบู๊ล้างผลาญ หรือรักโรแมนติก หรือโศกนาฏกรรม ฯลฯ กันแน่ เพราะไม่มีตอนจบให้เราประมวลสรุปได้

แต่เพราะคนเรามีวันตาย ความตายจึงเป็นกรอบจำกัดให้ชีวิตต้องจบลงแน่ๆ สักวัน และดังนั้นจึงพอจะสรุปหาความหมาย/ให้ความหมายแก่ชีวิตโดยรวมนั้นๆ ได้

โดยนัยข้างต้น มรณานุสติจึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการที่ชีวิตมีความหมายนั่นเอง (ดูแนวคิดเรื่องมรณศึกษาของ Corey Anton ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารและสื่อศึกษาชาวอเมริกันที่ https://www.youtube.com/watch?v=yYHtxoHHXjM)

นอกจากความตาย การที่คนเราต้องหาต้องให้ความหมายกับชีวิตก็ยังมีที่มาจากการที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในกระแส กาลเวลา [อดีต->ปัจจุบัน->อนาคต]
ปัญหาอยู่ตรงบุคลิกลักษณะพิเศษเฉพาะของอดีตและอนาคตสำหรับมนุษย์ กล่าวคือ

o อดีตเป็นสิ่งที่จบจากไปผ่านพ้นไปสิ้นสุดไปแล้ว มิอาจย้อนทวนหวนคืนมาแก้ใหม่ได้ (irreversibility)

o ขณะที่อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่แน่นอน เราไม่มีทางรู้ทั่วชัวร์ป้าบว่ามันจะต้องออกมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แหงๆ เนื่องจากอาจมีเหตุปัจจัยแทรกซ้อนเหนือความคาดหมายบังเกิดขึ้นได้ อนาคตจึงเป็นสิ่งเหลือวิสัยจะคาดทำนายได้อย่างแน่นอนตายตัว (unpredictability)

การที่อดีตย้อนทวนหวนแก้ไม่ได้ (irreversibility) ขณะที่อนาคตก็คาดทำนายไม่ได้เช่นกัน (unpredictability) ฉะนี้ยิ่งทำให้จำเป็นที่มนุษย์ต้องหาความหมาย/ให้ความหมายกับอดีตและอนาคต เพื่อจัดการรับมือกับสภาวะย้อนทวนหวนแก้ไม่ได้แล้วข้างหลัง และสภาวะคาดทำนายไม่ได้ข้างหน้า ในอันที่จะดำเนินชีวิตของตนสืบต่อไป

ดังที่อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ผู้หยิบยกข้อคิดลุ่มลึกคมคายดังกล่าวข้างต้นของ Hannah Arendt นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์หญิงชาวเยอรมัน-อเมริกันเชื้อสายยิว (1906-1975) ผู้ได้รับยกย่องเป็นนักทฤษฎีการเมืองซึ่งทรงอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ยี่สิบ มาตีความนำเสนอไว้ในปาฐกถาเพื่อสันติภาพของท่านเนื่องในงานวันสันติภาพไทยประจำปี 2542 เรื่อง อภัยวิถี : มิตร/ศัตรูและการเมืองแห่งการให้อภัย (2543) บท “สภาวะของมนุษย์ ณ ทางแพร่ง : ทัศนะของ Hannah Arendt” ว่า (น.24-25)

“Hannah Arendt ในบรรดางานเขียนมากหลายของเธอ เล่มที่ดูจะได้รับคำชมเชยแพร่หลายที่สุดคือ The Human Condition งานชิ้นนี้เป็นการชี้ว่าพันธกิจของทฤษฎีการเมืองมิได้อยู่ที่ชีวิตแห่งการไตร่ตรองตรวจสอบเช่นที่เชื่อกันมาในประเพณีปรัชญาการเมืองเท่านั้น แต่คือการสถาปนากิจกรรมหรือการกระทำให้เข้าที่เข้าทางเพื่อว่าชีวิตสาธารณะ (public life) หรือชีวิตทางการเมืองจะได้ทรงความสำคัญอยู่เหนืออื่นใด และในกระบวนการทำให้การกระทำทางการเมือง “เข้าที่่เข้าทาง” ในปริมณฑลสาธารณะ มนุษย์ประสบปัญหายิ่งใหญ่สองประการคือ

“ประการแรก มนุษย์ไม่สามารถจะยกเลิกแก้ไขสิ่งที่ตนได้ทำไปแล้วในอดีตได้ ปัญหานี้ Arendt เรียกว่าปัญหาแห่งการหวนคืนย้อนกลับไม่ได้ (irreversibility)

“ประการที่สอง อนาคตของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและสับสนไร้ระเบียบ มนุษย์อาจพยายามคาดเดาอนาคตได้ ใฝ่ฝันอนาคตชนิดที่ตนพึงปรารถนาได้ แต่ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าอนาคตเช่นนั้นจะเกิดขึ้น ปัญหานี้ Arendt เรียกว่าการคาดเดาไม่ได้ (unpredictability)

“อาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ปัญหาที่มนุษย์เผชิญอยู่เป็นปัญหาของอดีตและอนาคต

“อดีตเกิดขึ้นแล้ว ผลแห่งการกระทำของมนุษย์เด่นชัดแน่นอน และมนุษย์ก็ถูกรัดพันด้วยสายโซ่จากอดีตจนแทบหมดอิสระ

“ในขณะที่เมื่อมองไปในอนาคตอันไม่แน่นอน มนุษย์ก็ไม่อาจเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นใจได้

“ถ้า Arendt ถูก ก็หมายความว่ามนุษย์ต้องการทั้งอิสระจากสายโซ่แห่งอดีต แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการความแน่นอนที่จะก้าวต่อไปในโลกอันไร้ระเบียบของอนาคต

“หากติดกับอยู่ระหว่างการย้อนกลับไม่ได้กับการคาดเดาไม่ได้เช่นนี้ มนุษย์จะสูญเสียความเป็นการเมืองคือการสถาปนา การกระทำ และชีวิตสาธารณะในปัจจุบันไป

“ทางออกคือการหาหนทางสู่อิสระจากสายโซ่แห่งอดีตและเพิ่มพูนความแน่นอนให้กับความไร้ระเบียบในอนาคต

“Arendt เสนอคำตอบไว้สองคำคือ

“การให้อภัย (forgiveness) เพื่อให้มนุษย์เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งอดีตและ

“คำสัญญา (promise) เพื่อให้อนาคตมีความแน่นอนขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ให้มนุษย์มั่นใจพอที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าได้”

เมื่อมองทอดยาวไปในประวัติศาสตร์ความคิดตะวันตก ไมเคิล อิกนาตีเอฟ ผู้ค้นเขียนเรื่องยาใจ ได้ชี้ว่ามันมีประเพณีของการเสนอคำปลอบโยนหรือปลอบประโลมยามทุกข์ตรมหม่นหมองมืดมนสืบเนื่องทอดทอยต่อกันมาอยู่ ในลักษณะห่วงโซ่แห่งความหมายอันสุนทรียะ

และการที่ยาใจนานาขนานเหล่านี้ยืนยงร้อยรัดผู้คนที่ทุกข์ตรม ข้ามกาละ ข้ามเทศะ และข้ามความเชื่อมาได้ ก็เพราะความงดงามไพเราะเพราะพริ้งบีบคั้นตรึงตราหัวใจของมันทั้งโดยรูปแบบและเนื้อหา ในรูปกาพย์กลอนบทสวดดนตรีบรรเลงเพลงขับกล่อม ที่ได้สดับร้องรับสัมผัสขึ้นมาในใจหรือขับคลอพึมพำทำนองไปเบาๆ คนเดียวคราใด น้ำตาก็เต็มตื้นซึมหยาดออกมาครานั้น

ดังตัวอย่างบทเพลงมรณกรรมของเด็กน้อย Kindertotenlieder ของกุสตาฟ มาห์เลอร์ (https://www.youtube.com/watch?v=I-kXhGofIic), เพลงสวดให้ผู้ตาย (Requiem) ของโมสาร์ท (https://www.youtube.com/watch?v=JS9hS-PW8Rg), และ Adagio for Strings อันค่อยขยับไต่บันไดเสียงสูงบีบคั้นหัวใจขึ้นตามลำดับจนถึงจุดสุดยอดของซามูเอล บาร์เบอร์ (https://www.youtube.com/watch?v=23z4zduN_IQ) เป็นต้น (ดูยาใจบทที่ 12)

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภูมิรัฐศาสตร์น้ำ ในหลังคาโลกกำลังสุ่มเสี่ยง ‘โลกร้อน’ คือชนวนตัวใหม่รอวันระเบิด
50 ปี 6 ตุลา (3) 2520 – ปีแห่งการรัฐประหาร
เชลยศึกสงครามลาว (49) “ทหารรับจ้าง”
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับ ‘ชีวประวัติของชาติในสายตาของฉัน’ (32)
E-DUANG | มติกล้าธรรม เป็น ค้านอิสระ ส่งแรงสะเทือน สู่ “เพื่อไทย”
“รางวัลชมนาด” ก้าวสู่ครั้งที่ 15 จากเวทีประกวด สู่ “พื้นที่สร้างนักเขียนหญิงไทย”
22 ปีความรุนแรงชายแดนใต้ : สู่เส้นทางหยุดเลือดและน้ำตา
ชวนคิดชวนคุยเรื่องใต้! | สุรชาติ บำรุงสุข
Gachiakuta : ขยะ การซ่อม และจิตวิญญาณของสิ่งของ
ดินแดง ราชปรารภ เด็กชาย คุณากร ศรีสุวรรณ พลีชีพ สังเวย ต่อกระสุนปืน ‘ความเร็วสูง’
ทำงานกะกลางคืน ระวังภัยเงียบที่ซ่อนอยู่
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (194)