คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
เกษียร เตชะพีระ
(เรียบเรียงจากคำเกริ่นนำเสวนาของผมในงานมติชนโอนลี่แฟนคลับ EP.1 “เยียวยาประชาธิปไตย ยาใจคนเจ็บ” ณ ห้องประชุมข่าวสด สำนักงานใหญ่ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), 11 กรกฎาคม 2569)
หลายปีหลังมานี้ อาจเพราะผมเป็นครูสอนหนังสือและเคยผ่านเหตุการณ์ฆ่าหมู่กับรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 และป่าแตก กลางพุทธทศวรรษที่ 2520 มา ผมมักถูกสอบถามว่าสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ผู้ตื่นตัวเข้าร่วมเคลื่อนไหวการเมือง
– แล้วผ่านประสบการณ์ม็อบเยาวรุ่นสามกีบ (2563-2565) พ่ายแพ้สลายตัวไป
– และผิดหวังจากผลการเลือกตั้งทั่วไปที่ไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคซึ่งมีแนวนโยบายปฏิรูปถึงสามรอบ (2562, 2566, 2569)
ทำอย่างไรพวกเขาจะเยียวยาจิตใจจากความพ่ายแพ้ผิดหวังและฟื้นฟูจิตใจต่อสู้ทางการเมืองอย่างมีความหวังต่อไปได้?
ผมได้ยินคำถามทำนองนี้ทั้งจากคุณขนุน สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ นักกิจกรรม นักศึกษา และจำเลยคดีอาญา ม.112
(https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_888483) และอาจารย์กนกรัตน์ เลิศชูสกุล แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เกาะติดศึกษาการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่ปัจจุบัน (https://so08.tci-thaijo.org/index.php/ssjpolsci/article/view/3110/3092) เป็นต้น
ประสานักวิชาการ ผมก็ลองอ่านค้นดูจากประสบการณ์ที่อื่นในประวัติศาสตร์ ว่าหลังต่อสู้ทางการเมืองแล้วพ่ายแพ้ เกิดอาการ “หมดไฟ” (burnout) ทำนองนี้ ผู้คนคิดอ่านกันว่าอย่างไร?
ในอังกฤษ หลังการประท้วงนัดหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่ของสภาสหภาพแรงงานทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งเริ่มจากคนงานเหมืองถ่านหินแล้วคนงานอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรมหนักและขนส่งคมนาคมเข้าร่วมหนุนช่วยเมื่อปี 1926 เพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ป้องกันการตัดลดค่าจ้างและแก้ไขความเสื่อมโทรมของสภาพเงื่อนไขการทำงาน แต่แล้วก็พ่ายแพ้ไปในที่สุด (https://en.wikipedia.org/wiki/1926_United_Kingdom_general_strike)
Raymond Williams นักวัฒนธรรมศึกษาแนวมาร์กซิสต์ชาวอังกฤษคนสำคัญ (1921-1988) ได้ปรับแต่งประสบการณ์จริงของตัวเองและครอบครัวมาเขียนเป็นนิยายเชิงอัตชีวประวัติสะท้อนการเข้าร่วมนัดหยุดงานทั่วไปครั้งนี้ของพ่อตนซึ่งเป็นพนักงานควบคุมสัญญาณสถานีรถไฟท้องถิ่นในแคว้นเวลส์ เรื่อง Border Country (1960) ซึ่งชี้ชวนผู้อ่านให้ครุ่นคิดตั้งคำถามต่อประสบการณ์ต่อสู้ทางการเมืองแล้วพ่ายแพ้ได้ว่า
o คนเราถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยการเข้าพัวพันกับการเมืองแล้วผิดหวังอย่างไรบ้าง? ไม่ว่าในแง่สำนึกเกี่ยวกับตัวตนของตัวเอง ความเข้าใจสังคม ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และทีทรรศน์ต่อสิ่งที่จะเกิดต่อไปข้างหน้า?
o คนที่อยู่ในจังหวะและขบวนการเคลื่อนไหวต่างๆ เล่าเรื่อง ทำความเข้าใจ หรือพยายามฟื้นตัวจากประสบการณ์ทำนองข้างต้นนั้นอย่างไร?
o เป็นไปได้ไหมที่จะเอาตัวรอดพ้นจากความพ่ายแพ้โดยไม่รู้สึกราวกับว่าอนาคตได้ถูกยกเลิกเพิกถอนไปแล้ว?
o อะไรคือผลลัพธ์สืบเนื่องทางจิตวิทยาของการพยายามเปลี่ยนแปลงโลกและการเหลือบแลเห็นความเป็นไปได้ของความจริงทางเลือก ทว่ากลับล้มเหลวที่จะบรรลุมัน?
o ก็แลประสบการณ์ทางจิตวิทยาเหล่านี้ส่งผลกระทบทางวัตถุด้วยหรือไม่อย่างไร?
(Hannah Procter, Burnout : The Emotional Experience of Political Defeat, 2024, p. 10)
และเมื่อพิจารณาประกอบกับประสบการณ์คล้ายกันในทื่อื่นๆ ต่างกรรมต่างวาระต่างบริบทต่างยุคสมัย Hannah Procter นักประวัติศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ผู้สนใจการตัดพาดผ่านระหว่างการเมืองฝ่ายซ้ายกับสาขาวิชาต่างๆ ทางจิตวิทยา ก็ประมวลชุดคำถามที่มักเกิดขึ้นหลังต่อสู้ทางการเมืองแล้วพ่ายแพ้ขึ้นมาในหนังสือเล่มข้างต้นว่า :
o อะไรคือผลลัพธ์ทางจิตวิญญาณของการพ่ายแพ้?
o กล่าวในทางประวัติศาสตร์ ผู้คนทำความเข้าใจและพยายามปลงผลลัพธ์เหล่านี้ให้ตกไปอย่างไร? ผู้คนที่พ่ายแพ้ทำอะไรกับคืนวันของพวกเขา?
o พวกเขารู้สึกอย่างไรเมื่อตื่นขึ้นตอนเช้า?
o พวกเขาแสวงหายาใจจากมิตรสหาย, โถมตัวเข้าสู่การต่อสู้ใหม่ๆ, ปลีกตัวหายหน้าไปอยู่เดียวดาย, หรือประกาศล้มเลิกจุดยืนยึดมั่นทางการเมืองแต่เก่าก่อนทั้งหมดเลย?
o พวกเขาใช้แนวคิดอะไรมาพรรณนาความรู้สึกของตน?
o พวกเขาลองใช้วิธีการอะไรบ้างมาทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น?
o ก็แลประวัติศาสตร์ของการต้องเนรเทศและถูกคุมขัง งานศพ และการหลบหนี เป็นประวัติศาสตร์แห่งการรื้อฟื้นความหวังขึ้นมาใหม่ด้วยหรือไม่? (pp. 40-41)
คําถามเหล่านี้ทำให้ผมอดนึกถึงประสบการณ์ของพี่น้องเพื่อนมิตรและคนรุ่นใหม่อย่างพี่จรัล ดิษฐาอภิชัย, พี่วิสา คัญทัพ, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, วัฒน์ วรรลยางกูร (ต้องเนรเทศ), ภรณ์ทิพย์ มั่นคง (เจ้าสาวหมาป่า), บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม, ทนายอานนท์ นำภา ฯลฯ ไม่ได้
ทว่า ความทุกข์ความสิ้นหวังของคนเราที่ทำให้เพรียกหายาใจนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องทางการเมือง หากมีเรื่องอื่นๆ มิติอื่นๆ ในชีวิตด้วย ความข้อนี้เป็นเหตุให้จัสติน แม็กแดเนียล ศาสตราจารย์ด้านศาสนศึกษาผู้เชี่ยวชาญพุทธศาสนาลาวล้านนาของไทย แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เปิดสอนวิชาชื่อแปลกโดนใจว่า “วิชาวรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง” ดังที่เขาอธิบายเหตุผล ความเป็นมาว่า
“สภาวะสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต่างต้องเผชิญในชีวิต มักเกี่ยวข้องกับความตาย, การก้าวเข้าสู่วัยชรา, ความป่วยไข้ และความเหงาโดดเดี่ยว ซึ่งมนุษย์เราไม่สามารถระบุสาเหตุของสภาวะเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน รวมทั้งยังไม่สามารถหลีกหนี หรือกระทั่งบังคับควบคุมมัน
“ไม่มีใครหรอกที่จะกินดีไปทุกมื้อ นอนหลับสนิทได้ทุกคืน หรือสามารถเลือกคู่ครองที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับตนเอง การดำรงอยู่ของพวกเราไม่ได้ถูกนิยามด้วยความสมเหตุสมผล แต่พวกเราดำรงอยู่ได้ด้วยความไร้เหตุผลต่างหาก
“สําหรับศาสตราจารย์จัสติน แม็กแดเนียล การเรียนการสอนวิชาวรรณกรรมนี้อาจไม่ได้เป็นเครื่องมือรับประกันที่จะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย แต่วิชานี้จะช่วยให้มนุษย์ยอมรับและเข้าใจในคนอื่น ว่ายังมีมนุษย์รายอื่นๆ ที่ประสบกับภาวะหัวใจแหลกสลาย, ความป่วยไข้, ความอับอาย หรือความสูญเสีย เช่นเดียวกัน
“ยังมีมนุษย์รายอื่นๆ ณ ห้วงเวลาก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยคิดแบบเดียวกับที่พวกเรากำลังครุ่นคิดลงมือทำในปัจจุบัน
“ถ้าเราต้องส่งคนรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยออกไปยังโลกภายนอก เพื่อให้พวกเขาประกอบอาชีพเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาท หรือนายธนาคาร เราก็ควรจะตระเตรียมพวกเขาให้มีอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งซับซ้อนเพียงพอ
“ผมต้องการให้นักเรียนของผมมีชีวิตที่สวยงาม แต่ผมก็ตระหนักดีว่า พวกเขาไม่อาจหลบหลีกความเจ็บปวดนานัปการไปได้พ้น และบางทีพวกเขาก็อาจไม่มีทรัพยากรใดๆ ที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะใช้รับมือกับปัญหาดังกล่าวด้วยซ้ำ
“แต่มันยังมีนิยาย ภาพยนตร์ ผลงานศิลปะ และบทเพลง เป็นล้านๆ เรื่อง ล้านๆ ชิ้น ที่เคยสำรวจตรวจตราประสบการณ์ทั้งหลายของมนุษยชาติเอาไว้อย่างละเอียดลออ
“เราสามารถสอนให้พวกเขาเรียนรู้ถึงวิธีการที่มนุษย์คนอื่นๆ เคยพยายามสรรค์สร้างความหมายต่าง ๆ มาตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ว่าคนเหล่านั้นเคยล้มเหลวอย่างไร คนเหล่านั้นเคยสำเร็จอย่างไร หรือคนเหล่านั้นเคยผิดหวังอย่างไร
“นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพวกคุณไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เพียงเดียวดาย”
(คนมองหนัง, “วิชาวรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง ชั้นเรียนยอดนิยมในไอวีลีก”, https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_901240)
ยอดรวมของประสบการณ์การสอนวิชานี้จะปรากฏเป็นหนังสือชื่อ Existential Despair : A Guide to Sad Books ซึ่ง Justin McDaniel มีกำหนดจะตีพิมพ์ออกมาต้นปีหน้าโดยสำนักพิมพ์ Penguin Random House
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
