bg-single

‘ฝ่ายซ้ายหายไปไหน?’

22.10.2025

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

‘ฝ่ายซ้ายหายไปไหน?’

มันไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ…

ต้นเดือนกันยายน ศกนี้ ลีอา ยิปี ศาสตราจารย์หญิงด้านทฤษฎีการเมืองชาวแอลเบเนียแห่ง London School of Economics สหราชอาณาจักร ได้ให้สัมภาษณ์ Novara Media ในหัวข้อ “Are We Living Through The End of An Empire?” (เรากำลังประสบพบผ่านอวสานของจักรวรรดิใช่ไหม? https://www.youtube.com/watch?v=OIbmf8Q6T-k)

เวลาไล่เลี่ยกัน วิเวก ชิบเบอร์ ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาชาวอินเดียแห่ง New York University สหรัฐอเมริกา ก็ได้สนทนาทาง podcast รายการ Confronting Capitalism with Vivek Chibber ในหัวข้อ “Populism’s Promises and Pitfalls” (สัญญากับหลุมพรางของประชานิยม https://open.spotify.com/episode/0SBDoLUXLBcK3PJwVUNbLs)

โดยมิได้นัดหมาย นักวิชาการหัวก้าวหน้าชั้นนำผู้อยู่สองฟากมหาสมุทรแอตแลนติกทั้งคู่ตั้งข้อสังเกตตรงกัน ถึงการห่างหายไปของพลังการเมืองฝ่ายซ้ายสังคมนิยมในอังกฤษ อเมริกาและโลกตะวันตกกว้างออกไปว่า :

(Lea Ypi & Vivek Chibber)

ลีอา ยิปี :

“ฉันคิดว่าเราอยู่ในจังหวะของประวัติศาสตร์การเมืองที่ซึ่งฝ่ายซ้ายกับพลังปีกซ้ายไม่มีอยู่ ส่วนพวกซ้าย กลางก็กำลังเอาแต่วิ่งไล่ตามเรื่องเล่าของฝ่ายขวาท่าเดียว เนื่องจากเอาเข้าจริงพวกเขาไม่มีศัพท์จำแนกวิเคราะห์ ของตัวเอง ไม่มีการอ่านสังคมเชิงวิพากษ์ของตัวเอง…

“แน่ล่ะว่าทั้งสตาเมอร์กับฟาราจ (หมายถึงนายกรัฐมนตรีพรรคแรงงานกับผู้นำฝ่ายขวาจัดของอังกฤษ ปัจจุบัน) เป็นแค่หุ่นเชิดของการนี้ มันไม่สำคัญหรอกค่ะที่เป็นสตาเมอร์ ถ้าไม่ใช่สตาเมอร์มันก็จะเป็นใครอื่นสักคน พลวัตมันคล้ายกันซึ่งคุณสามารถเห็นพลวัตเดียวกันทำซ้ำตัวมันเองในบริบทและประเทศจำนวนหนึ่งของยุโรป กล่าว คือมันเป็นพวกซ้ายกลางที่สิ้นท่าหมดปัญญาจะเปล่งประกาศวิสัยทัศน์ของตัวเกี่ยวกับสังคมที่แตกต่างจากฝ่ายขวา อย่างยิ่งเอาเลย

“มันเป็นบทพูดของฝ่ายขวา เป็นบทพูดที่บอกว่าปัญหาเป็นเรื่องของการสังกัด จะเป็นปัญหาของ อารยธรรมเอย สังคมเอย โลกาภิวัตน์เอยล้วนเป็นปัญหาเรื่องสมาชิกภาพทั้งนั้น ถ้าเราแก้ปัญหาสมาชิกภาพเสียแล้ว เราก็จะแก้ปัญหาของสังคมได้

“และฉะนั้นเอกลักษณ์จึงเป็นกุญแจไขในการอ่านบรรดาความขัดแย้งทุกวันนี้ ฉะนั้นถ้าเพียงแต่เราคิดออก ว่าใครเป็นคนใน ใครเป็นคนนอก ใครสังกัดพวกเรา ใครไม่สังกัด ฯลฯ เราก็จะแก้มันได้หมด นี่คือเรื่องเล่าของฝ่าย ขวา มันเป็นเรื่องของสมาชิกภาพและเอกลักษณ์เสมอมา ว่าใครเป็นคนใน ใครเป็นคนนอก

“และเดิมทีฝ่ายซ้ายอ่านเรื่องโลกาภิวัตน์แตกต่างออกไปมาก เพราะมันเป็นเรื่องของแนวคิดจำแนกวิเคราะห์ ที่ต่างออกไป เป็นเรื่องของแบบวิถีการผลิต ทุนนิยม เศรษฐกิจ ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจกับการเมืองมาบรรจบเข้าด้วย กันอย่างไร

“มันเป็นคราวเคราะห์ที่เนื่องจากเหตุผลต่างๆ ชุดหนึ่ง…ฝ่ายซ้ายได้ยกเลิกเรื่องเล่าและการวิพากษ์สังคม แบบนั้นไปเสีย ฉะนั้นมันจึงกลายเป็นการอภิปรายเรื่องความก้าวหน้าผ่านหลักนิติธรรม ความก้าวหน้าผ่านการ อ้างสิทธิ์ของตน โดยไม่คิดถึงแนวคิดจำแนกวิเคราะห์อย่างอื่นที่อาจใช้มาจัดระเบียบทำความเข้าใจความขัดแย้งทาง การเมืองได้อย่างเช่นชนชั้น ซึ่งเป็นแนวคิดจำแนกวิเคราะห์แบบข้ามชาติ

“ฉะนั้น ฉันจึงคิดว่าถ้าคุณไม่มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสังคมชนิดที่แตกต่างออกไปจริงๆ มีข้อวินิจฉัยแตกต่างออก ไปว่าอะไรผิดพลาดและชุดข้อเสนอทางนโยบายที่แตกต่างออกไป รวมทั้งเรื่องเล่าแตกต่างออกไปว่าคุณจะแก้ไขสิ่งผิดพลาดอย่างไรแล้ว เรื่องเล่าที่มีก็จะเป็นเรื่องเล่าที่ฝ่ายขวาให้มา ทางแก้ไขก็จะเป็นสิ่งที่ฝ่ายขวาให้ ซึ่งจะเป็นทาง แก้ไปในเรื่องสมาชิกภาพ ว่าใครสังกัด ใครไม่สังกัดกลุ่มเอกลักษณ์ ใครคู่ควร ใครไม่คู่ควรจะเข้าสังกัดกลุ่ม?

“และที่ฝ่ายซ้ายทำคือแค่ปรับแต่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ปลีกย่อยของวาทกรรมฝ่ายขวานั้น แต่ตัววาทกรรมจะไม่เปลี่ยนแปลงไป นี่คือเหตุผลที่ทำไมตอนแรกฉันเริ่มโดยบอกว่าลังเลที่จะพูดถึงสตาเมอร์กับฟาราจ เพราะพวกเขากำลังเข้าไปอยู่ในภาพรวมที่ใหญ่กว่าซึ่งกำลังบังเกิดขึ้นทุกหนแห่ง”

(แปลและเน้นโดยผู้เขียน)

วิเวก ชิบเบอร์ ก็กล่าวตอนหนึ่งเช่นกันว่า :

“ฝ่ายซ้ายทุกวันนี้ไม่มีชุดศัพท์แสงของตัวเอง ศัพท์แสงประดามีของฝ่ายซ้ายกลายเป็นเรื่องเอกลักษณ์ เอย ชาติพันธุ์เอย เชื้อชาติเอย เพศสภาพเอยหมด

“ในวัฒนธรรมอย่างที่เรามีนี้ เมื่อผู้คนพยายามแสดงบรรยายตอบโต้ความเหลื่อมล้ำเหลือขนาดที่ปรากฏขึ้น มาเหล่านี้ กลับไม่มีพาหะในสังคมให้จัดตั้งภาษาและวิวาทะทางการเมืองล้อมรอบชนชั้นทำนองนั้นเลย”

(แปลและเน้นโดยผู้เขียน)

หากอาศัยข้อสังเกตที่ตรงกันข้างต้นเป็นฐานคติ เราอาจอธิบายที่มาที่ไปและผลกระทบแห่งการหายไปของ พลังการเมืองฝ่ายซ้ายในโลกตะวันตกได้ว่า :

1) การที่พลังการเมืองฝ่ายซ้ายหายไปในโลกตะวันตกเป็นผลมาจากการล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียต/สิ้นสุดสงครามเย็นอันนำไปสู่วิกฤตของแนวคิดทฤษฎีซ้ายสังคมนิยมกับสังคมประชาธิปไตยทั่ว โลกเมื่อปี 1991 (Bernard Gwertzman & Michael T. Kaufman, eds., The Collapse of Communism, 1990; & Chantal Mouffe, For a Left Populism, 2018)

และการขึ้นครองอำนาจนำของสองมหามายาคติในตะวันตกในช่วงนั้นที่ว่า “ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วหรือนัยหนึ่ง TINA – There is no alternative นอกเหนือไปจากแนวนโยบายเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่” และ “บัดนี้ประวัติศาสตร์ได้ถึงกาลอวสานเพราะมนุษย์ได้พบคำตอบสุดท้ายทางการเมืองแล้วได้แก่ระบอบเสรีประชา-ธิปไตย” (https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_855851)

นำไปสู่สภาพเกือบสามทศวรรษที่ไม่ว่าชาวอเมริกันจะเลือกพรรคเดโมแครตหรือพรรครีพับลิกัน, และชาว อังกฤษจะเลือกพรรคแรงงานหรือพรรคอนุรักษนิยม ก็จะได้หีบห่อนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ที่ไม่มีอย่างอื่นให้ เลือกเหมือนกัน

ส่งผลให้บรรดาคนชั้นกลางระดับล่าง/ชนชั้นคนงานอุตสาหกรรมผู้แพ้และเสียเปรียบต่อโลกาภิวัตน์เสรีนิยม ใหม่ในทั้งสองประเทศก่อกบฏต่อระเบียบโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง โดยหันไปเลือก Brexit & Trumpism และการเลือกพรรคฝ่ายประชานิยม-ชาตินิยมขวาจัดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศยุโรปอย่างเหนือความคาด หมายนับแต่ปี 2016 เป็นต้นมา

2) พลังการเมืองฝ่ายซ้าย (สังคมนิยม-คอมมิวนิสต์) และซ้ายกลาง (สังคมประชาธิปไตย-แรงงาน) แต่เดิมใน ตะวันตกปรับตัวโดยผละห่างออกจากแนวทางสังคมนิยม-รัฐสวัสดิการหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และตีจากฐาน เสียงชนชั้นคนงานอุตสาหกรรม โดยหันไปหาคนชั้นกลาง-ผู้จบการศึกษามหาวิทยาลัยมาเป็นฐานเสียงใหม่แทน อันเป็นการทอดทิ้งฐานเสียงคนงานให้แก่พวกประชานิยม-ชาตินิยมขวาจัดอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ในอเมริกา, ไนเจล ฟาราจ ในอังกฤษ, มารีน เลอ เปน ในฝรั่งเศสไป (เกษียร เตชะพีระ, บทความชุด “วิกฤตยุโรปในที่ทรรศน์ปัญญาชน”, มติชนสุดสัปดาห์, มิถุนายน-กรกฎาคม 2567, https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_776214)

ขณะเดียวกันในทางความคิดทฤษฎี ฝ่ายซ้ายเดิมก็หันไปชูประเด็นเอกลักษณ์รวมหมู่ (group/collective identities) ทางชาติพันธุ์, ศาสนา, เพศสภาพแทน ซึ่งก็คือจับประเด็น [การสังกัด, สมาชิกภาพ, เอกลักษณ์] ไม่ต่างจากฝ่ายขวา อันมีลักษณะเฉพาะกลุ่มเฉพาะส่วน (เช่น ผู้อพยพลี้ภัย, คนผิวดำหรือผิวสี, ศาสนิกชนส่วนน้อย เช่น มุสลิม ฮินดู ยิว, สิทธิสตรี, กลุ่มอัญจารี LGBTQ ฯลฯ) ไม่ครอบคลุมถ้วนหน้าทั้งสากล (universalism) ในแบบ ฉบับปรัชญายุครู้แจ้ง อย่างที่เรียกกันว่าอุดมการณ์โวค (Woke Ideology)

เพียงแต่กลับตาลปัตรคนละฝั่งกับฝ่ายขวาซึ่งเน้นเอกลักษณ์กระแสหลัก อาทิ ชาตินิยม, ชาติภูมินิยม, คนผิว ขาว, สิทธิอำนาจของเพศชาย, คริสต์ศาสนิกชน, ชายจริงหญิงแท้ ฯลฯ (ดังข้อสังเกตวิจารณ์ของลีอา ยิปี กับวิเวก ชิบเบอร์ ข้างต้น และดูประกอบ Eric Hobsbawm, “Identity Politics and the Left”, New Left Review I/217, 1996, https://newleftreview.org/issues/i217/articles/eric-hobsbawm-identity-politics-and-the-left)

3) การไม่มีแนวคิดทฤษฎีและแนวคิดจำแนกวิเคราะห์ (theory & categories) มาประยุกต์ทำความเข้าใจ สถานการณ์สังคมเศรษฐกิจการเมืองของตัวเอง (เพราะโยนลัทธิสังคมนิยมกับชนชั้นลงถังขยะวาทกรรมไปแล้ว) ทำให้ ฝ่ายซ้ายเดิมไม่มีเรื่องเล่า (story or narrative) ของตัวเองเกี่ยวกับสังคมที่ตัวอยู่

เรื่องเล่าได้รับความสำคัญพอควรในด้านการตลาดว่าเป็นตัวขับดันโน้มน้าวทางจิตวิทยาให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ สินค้าได้ (narrative marketing https://www.forbes.com/councils/forbescommunicationscouncil/2024/08/05/the-power-of-storytelling-in-modern-marketing/) เช่น : –

แคมเปญเรื่องเล่า “Just Do It’ ของรองเท้ากีฬา Nike (https://worldbrandaffairs.com/how-nikes-just-do-it-campaign-became-a-global-phenomenon/)

แคมเปญเรื่องเล่า “Real Beauty” ของผลิตภัณฑ์ Dove (https://www.youtube.com/watch?v=PbEys0m7uZw)

และแคมเปญเรื่องเล่า “Belong Anywhere” ของเครือข่ายปล่อยเช่าที่พัก Airbnb (https://thebrandhopper.com/2024/07/29/a-case-study-on-airbnb-belong-anywhere-campaign/) เป็นต้น

เมื่อต่อยอดข้ามพื้นที่สังคมมายังปริมณฑลการเมือง “เรื่องเล่า” (narrative) สามารถกลายสภาพเป็น “บทพูดหรือคำบอกบท” (scripts) ให้ตัวแสดงทางการเมืองปฏิบัติการทางการเมืองตามแนวทางของเรื่องเล่านั้น ราวกับ มันเป็นคำบอกบทสำหรับตัวละครให้แสดงบทบาทตามในละครหรือภาพยนตร์ได้ (ดังแนวคิดจาก Dan Edelstein, The Revolution to Come : A History of an Idea from Thucydides to Lenin, 2025)

เหมือนเมื่อหลังการปฏิวัติบอลเชวิกเมื่อปี 1917 เลนินผู้นำการปฏิวัติรัสเซียเที่ยวไต่ถามตามหาไปทั่วว่า “ใคร จะมาเป็น Antoine Quentin Fouquier-Tinville ของผม?” ก็แล Fouquier-Tinville นั้นคืออัยการของศาล ตุลาการปฏิวัติในอดีตสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 และตอนนั้นเลนินก็เพิ่งตั้งศาลตุลาการปฏิวัติของรัสเซียขึ้นบ้าง จึงต้องการนักกฎหมายมาเป็นอัยการฟ้องร้องพวกต่อต้านการปฏิวัตินั่นเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่งพวกบอลเชวิกกำลังอ่านและแสดงตาม “คำบอกบท” ที่ตกทอดมาจาก “เรื่องเล่า” ของการ ปฏิวัติฝรั่งเศสในระหว่างดำเนินการปฏิวัติรัสเซียของตัวให้คืบหน้าไปนั่นเอง (https://revdem.ceu.edu/2025/09/08/scripts-of-revolutions/)

4) แม้จะมีหลุมพรางและข้อจำกัดต่างๆ อยู่ แต่ในสภาพที่ภาษาวาทกรรมเศรษฐศาสตร์การเมืองสังคมนิยม เรื่องชนชั้นถูกกดทับเบียดขับในโลกตะวันตกหลังสงครามเย็นและในเมืองไทยหลังสงครามประชาชน ภาษาวาทกรรม ประชานิยมฝ่ายซ้ายก็เป็นเครื่องมือสำหรับประยุกต์ทำความเข้าใจและจัดการรับมือสภาพเหลื่อมล้ำทางอำนาจและ ทรัพย์สินที่ถ่างกว้างออกไปเรื่อยๆ ในสังคมเพื่อต่อสู้ให้เกิดความเสมอภาคได้

เช่น ไพร่ vs. อำมาตย์, ประชาชน vs. เผด็จการ-ทุนผูกขาด-คณาธิปไตย, people vs. elite เป็นต้น (ดู Thomas Frank, interview “Populism Belongs to the Left”, 22 February 2024, https://jacobin.com/2024/02/populism-history-working-class-dig; การประยุกต์ใช้อุดมการณ์ประชานิยมฝ่ายซ้ายในพรรคการเมือง : กรณีศึกษาในประเทศสเปน กรีซและไทย, 2566)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์